กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5682)

เถรี 07-07-2017 08:52

พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อคืนอาตมามาถึงที่นี่สี่ทุ่มกว่า ถามว่าทำไมถึงมาดึก ? ก็เพราะว่าจัดงานศพให้หมอฉลอง (ไวยาวัจกรและมัคคนายกวัดท่าขนุน) อาตมาเหนื่อยมาหลายวันแล้ว เมื่อวานเผาศพตอนประมาณ ๔ โมง ๑๓ นาที แต่ ๕ โมงเย็นแล้วรถยังออกไม่หมดวัดเลย

ตอนแรกทางญาติไม่ยอมให้เอาศพหมอฉลองขึ้นไปที่ทองผาภูมิ เพราะว่าโยมแม่อยู่ที่เมืองกาญจน์ พระน้องชายบวชเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดท่ามะขาม จึงให้ตั้งศพไว้สวดที่นั่น และจะเผาที่นั่น คนทองผาภูมิยื่นคำขาด “พระอาจารย์เล็ก...เอาหมอหลองกลับมาให้ได้นะ” ตอนแรกไปต่อรองท่านบอกว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน...ให้ไปสวด ๓ คืนแล้วเอากลับไปเผาที่ท่ามะขาม” อ้าว...กลายเป็นทรมานศพไป มัวแต่เอาขึ้น ๆ ลง ๆ

ท้ายสุดตกลงกันว่าสวดคืนสุดท้ายที่วัดท่าขนุนหนึ่งคืน แล้วก็เผาที่วัดท่าขนุนนี่แหละ ก็ปรากฏว่าคืนที่สวดเก้าอี้ทั้งหมดของวัดท่าขนุนประมาณ ๗๐๐ ตัวไม่พอให้แขกนั่ง คนต้องนั่งเต็มพื้นเลย ก็เลยถามโยมทองร่วม (แม่หมอฉลอง) ที่อายุ ๘๐ ปี ว่า “ยาย...คราวนี้ยายรู้หรือยังว่าทำไมถึงต้องเอาหมอหลองมานี่ ?” ยายบอกว่า “เพิ่งจะเข้าใจค่ะ”

แต่ที่อนาถที่สุดก็คือเจ้าภาพเตรียมอาหารว่างไว้ ๒๐๐ ชุด เพราะว่าอยู่ที่เมืองกาญจน์ ไม่เคยมีคืนไหนแขกมาเกิน ๒๐๐ คน ที่นี่คนมา ๗๐๐-๘๐๐ คน แล้วจะเอาที่ไหนให้ ?"

เถรี 07-07-2017 09:07

"ครอบครัวนี้มีลูกทั้งหมด ๖ คน หมอฉลองเป็นพี่รอง และทั้งหมดเป็นลูกชายล้วน ๆ ตายไปแล้ว ๓ คน คุณแม่อายุ ๘๐ ปี ส่งศพลูกมา ๓ ศพแล้ว

๒ ศพแรกแกยังคุยว่า “ลูกฉัน...ฉันเผามากับมือทุกราย” แกไม่รู้ว่าโบราณเขาถือ แต่ยายร่วมอาจจะรักลูกมาก ก็เลยไม่ใส่ใจคำโบราณที่ว่า ‘คนเป็นพ่อเป็นแม่
ถ้ายังมีลูกเหลืออยู่ ห้ามเผาลูกที่ตายแล้ว’ เผาคนที่ ๑ ก็จะได้เผาคนที่ ๒ เผาคนที่ ๒ ก็จะได้เผาคนที่ ๓ อาตมาเลยบอกว่า "คนนี้ยายนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องเผาหรอก ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวที่เหลืออีก ๓ คนจะไปอีก" ไปนั่งดูคนอื่นเขาเผาลูกก็พอ อะไรที่โบราณเขาถือ ก็เพราะว่าเขาสังเกตกันมานาน

มีลูก ๖ คนเผาไป ๓ คนแล้ว คิดดูก็แล้วกันว่าคนเป็นแม่จะเสียใจขนาดไหน ? แต่เมื่อวานนี้ยิ้มออกเพราะว่าอาตมาเทให้หมอฉลองหมดกระเป๋าเลย บรรดาเจ้าคุณต่าง ๆ มาเกือบจะหมดกาญจนบุรี เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด ๒ รูป เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ ฯลฯ มากันอย่างกับงานประชุมสงฆ์

อาตมาเตรียมผ้าไตรให้ชักบังสุกุล ๔๐ ไตร เตรียมซองไว้ด้วย ปกติงานศพเขาไม่มีถวายซองกันนะ เพราะส่วนใหญ่เขาต้องไปช่วยคนตาย อาตมาถวายหมดทุกท่าน ตั้งใจทำบุญให้กับหมอฉลอง แม้กระทั่งเงินเทศน์หน้าศพก็เอาไปสร้างพระให้เขา ตั้งใจเอาไปสร้างพระสามกษัตริย์ คนตายจะได้ได้บุญเต็มที่หน่อย"

เถรี 07-07-2017 09:18

"เป็นการเปิดใช้งานเมรุวัดท่าขนุนเต็มรูปแบบครั้งแรก ปรากฏว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยกเว้นอาคารรับแขกหลังกลาง ไม่ทราบว่าติดเครื่องปรับอากาศใหม่ ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น คอล์ยเย็นไม่ทำงาน แล้วอาตมาก็จัดให้บรรดาชุดปกติขาวนั่งข้างในหลังนั้นหมดเลย แม้กระทั่งท่าน อดีต สว. ทำเอาแขกผู้ใหญ่เหงื่อหยดติ๋ง ต้องรีบออกมาข้างนอกกัน

ท่านอดีต สว. สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาญจนบุรี เป็นอดีตอาจารย์ของหมอฉลอง เป็นรองศาสตราจารย์นายแพทย์ ขอให้ท่านนายกเทศมนตรีพามาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ท่านบอกว่าท่านเคยมาวัดท่าขนุน สมัยโน้นกับสมัยนี้เป็นคนละวัดกันแล้ว อาตมาก็เลยบอกว่า ถ้าโยมไม่เห็นวัดท่าขนุนสัก ๖ เดือนก็เปลี่ยนมากแล้ว คราวนี้โยมไปอยู่ที่อื่นมาตั้งหลายปี ไปเป็นนักการเมือง เป็นสมาชิกวุฒิสภาเพิ่งจะกลับมา จึงรู้สึกว่าที่นี่เปลี่ยนไปเยอะมาก"

เถรี 07-07-2017 09:20

"บรรดาพระในเมืองต่างคนต่างบอก "โห...อาจารย์เล็ก ทำไม่ไว้หน้าไว้ตากันเลย เมรุในเมืองยังไม่มีขนาดนี้" ก็เลยกราบเรียนพระผู้ใหญ่ท่านว่า "ทองผาภูมิแขกผู้ใหญ่มากันเยอะมาก หลายท่านเกษียณแล้วมาปักหลักที่นี่ อีกหลายท่านก็มีคนสนิทชิดเชื้อ มีญาติมีโยมที่ทองผาภูมิ ถึงเวลาคนเจ็บคนตายก็ขึ้นมาเยี่ยม มางานศพ แต่ไม่มีเมรุที่พอเป็นหน้าเป็นตาได้เลย ส่วนใหญ่ก็เมรุเล็ก ๆ เก่า ๆ โทรม ๆ เพื่อให้เป็นหน้าเป็นตาสมเกียรติคนตายหน่อย อาตมาก็เลยต้องลงทุนด้วยตัวเอง" ตอนนี้เปิดใช้เต็มรูปแบบแล้ว ยินดีต้อนรับทุกคน...!

เมื่อวานเช้าไปบิณฑบาต โยมชมว่า "เมรุอาจารย์สวยมาก" อาตมาสะดุ้งเฮือก...! อันนี้โบราณเขาถือมาก อย่าชมว่าเมรุสวยเดี๋ยวจะได้ใช้ ห้ามชมอย่างเด็ดขาดเลยนะว่าเมรุวัดไหนสวย ที่แน่ ๆ ก็คือคนเป็นพัน ขนาดเปิดให้ดูเตาเมรุแล้ว เขายังยืนยันว่าเป็นเจดีย์ไม่ใช่เมรุ เจดีย์ก็เจดีย์วะ...!

อาตมาสร้างเมรุแต่เขาเห็นเป็นเจดีย์ สร้างหลวงพ่อโตหน้าวัด เขาก็เห็นเป็นเจ้าพ่อ ทำไมถึงเห็นเป็นเจ้าพ่อ ? เวลาขับรถผ่านบีบแตร แปร๊น ๆ แปร๊น ๆ พวกมึงหนอ....กูจะให้เป็นพุทธานุสติ จะขึ้นจะลง มึงเห็นพระก่อนอย่างน้อยใจจะได้เกาะพระ เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็ยังไปดีบ้าง ดันเห็นเป็นเจ้าพ่อไปเสียนี่"

เถรี 07-07-2017 21:31

ถาม : ถ้าบริษัทหนูขายเหล้า หนูเป็นพนักงานไปช่วยเสิร์ฟ ไปช่วยเติมเบียร์ เติมเหล้าให้ลูกค้า ถือว่าเป็นการนิยมส่งเสริมทำผิดในศีลห้าไหมคะ ?
ตอบ : ให้เติมแบบประเภทเรามีหน้าที่ทำ ส่วนเขาจะกินหรือไม่กิน เป็นเรื่องของเขา

ถาม : แต่ไม่เกี่ยวกับการส่งเสริมใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ก็บอกแล้วว่าอยู่ที่เรา ให้ทำใจว่านั่นเป็นหน้าที่ซึ่งเราต้องทำ เรา ไม่ได้ไปบังคับบีบคอให้ใครเขากิน เรามีหน้าที่เทลงไป ส่วนจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

ถาม : ถ้าสมมติว่าเราขายของอย่างหนึ่ง แล้วมีซินแสมาทักว่า ถ้าเราขายเบียร์ ขายน้ำ ขายเหล้าแล้วจะรวย ?
ตอบ : ถ้าเชื่อเขาก็ลองทำดู...! จะขายน้ำ ขายน้ำแข็ง ขายน้ำอัดลม ขายน้ำหวานอะไรก็ขายไปสิ ทำไมต้องไปขายเหล้าขายเบียร์ ก็น้ำเหมือนกันไม่ใช่หรือ ?

เถรี 07-07-2017 21:32

ถาม : เรื่องฮวงจุ้ยมีผลไหมคะ อย่างเช่น จะค้าขายต้องปรับฮวงจุ้ยใหม่ ?
ตอบ : ถ้าเราเชื่อมากก็มีผลมาก ถ้าเราเชื่อน้อยก็มีผลน้อย เพราะว่ากำลังใจของเราสำคัญที่สุด ถ้าเราไปคิดว่าไม่ดี ๆ ๆ ๆ ก็เท่ากับเราแช่งตัวเอง ท้ายสุดก็เป็นมโนมยา คือสำเร็จด้วยใจ กลายเป็นว่าเราแช่งตัวเองว่าไม่ดี ก็เลยกลายเป็นไม่ดีไป

เถรี 07-07-2017 21:34

ถาม : หนูนั่งทำงานที่บริษัทไปด้วย แล้วก็เปิดฟังเสียงธรรมไปด้วย อย่างนี้ถือว่าปรามาสพระรัตนตรัยไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าตั้งใจฟังก็ไม่เป็นไร ถ้าฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ก็เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย

เถรี 07-07-2017 21:38

พระอาจารย์กล่าวกับญาติโยมที่มาหาว่า "มองดูสิว่าที่ตัวเองนั่ง เวลาคนอื่นเดินมานั้นเกะกะเขาไหม ? ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลย จะนั่งจะยืนอะไร โบราณเขาสอนว่า ถ้าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ให้นั่งเยื้องไปทางซ้ายหรือทางขวา ไม่ต้องให้ท่านเหลียวมองมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่นั่งประจัญหน้าแบบนี้ เกิดช้าไปหรืออย่างไร ถึงไม่เคยได้ยินกันเลย

การเป็นนักปฏิบัติธรรมของเรา สภาพจิตต้องละเอียดขึ้นไปเรื่อย ๆ อาตมาย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น...สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ จะต้องผ่านการตรึกตรองมาแล้วทั้งนั้น ว่าทำไปแล้วเป็นผลดีต่อตัวเราและคนอื่นหรือเปล่า

ถึงเวลาก็มานั่งเข้าแถวเป็นกำแพง แล้วคนมาทีหลังเขาจะเข้ามาทางไหน ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในเกสปุตตสูตรว่า สิ่งที่เราทำนั้นช่วยให้ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ลดลงหรือไม่ ? เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นหรือไม่ ? เป็นต้น

เรื่องที่อาตมาหนักใจก็คือ ญาติโยมยังไม่สามารถที่จะนำเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาในชีวิตจริง ๆ ได้ เท่ากับว่าที่ปฏิบัติกันมายังเปล่าประโยชน์"

เถรี 10-07-2017 19:57

มีโยมเอาธงชัยจีวร ลายมือหลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ มาให้พระอาจารย์ดู "เก็บ..เก็บไปเลย...ปวดหัว อาตมาอยู่ใกล้ของขลังไม่ได้ มักจะโดนบีบอยู่เรื่อย เป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เหมือนกับรับพลังได้ พอรับได้ ก็เหมือนกับพลังแทรกเข้ามา แล้วประสาทร่างกายรับไม่ไหว"

ถาม : ปิดไม่ได้หรือครับ ?
ตอบ : ไม่ได้...ตั้งแต่เด็กมาก็เป็นอย่างนี้ พูดง่าย ๆ ว่าของใครขลังจริงถ้ามาใกล้นี่เป็นทุกราย จะมากจะน้อยก็เป็นหมด ขอให้ขลังจริงเท่านั้น ตอนเด็ก ๆ อาตมาก็อยากจะดูพระ แต่ดูทีไรปวดหัวทุกที....ไม่เอาแล้วโว้ย..!

เถรี 10-07-2017 20:03

ยังดีที่อาตมามีมีดหมอสะกดวิญญาณของหลวงพ่อแจ่มอยู่ ๓-๔ เล่ม รอให้เขาทำฝักให้อยู่ คนไม่เห็นคุณค่า เขาเห็นแค่ใบมีด บอกว่าไม่รู้มีดหมอที่ไหน ? ปล่อยให้สนิมกินเขรอะเลย

มีมีดหมอบรมครูปราบไตรภพของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว อยู่เล่มหนึ่ง คนทำฝักก็สักแต่ว่าทำจริง ๆ ฝักหนาเป็นไม้กระบองเลย เขาทำแค่รักษามีด ไม่ได้คิดจะทำให้สวย

ยังนึกถึงหลวงพ่อกวย ว่าอย่างไรเสียลูกศิษย์ก็ทำมา ท่านก็พยายามทำให้สวยหน่อย คนอื่นทำนี่ออกมาหน้าตาดูไม่ได้เลย

เถรี 10-07-2017 21:00

อาตมาเคยได้ปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบมาอันหนึ่ง แต่ให้เขาไปแล้ว ตอนนั้นสนใจแต่ของหลวงพ่อกวย วัดบ้านแค (วัดโฆสิตาราม) ...(หัวเราะ)...

แปลกตรงที่ว่าพระสมัยก่อนทำอะไรเหมือน ๆ กัน อย่างครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ ทำกะลาราหู ทำควายธนู แล้วทำไมหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง อยู่ภาคกลาง ก็ทำแบบเดียวกัน เพียงแต่ฝีมือช่างต่างกัน เหมือนกับเรียนมาจากตำราเดียวกัน

แบบเดียวกับคาถากันไฟไหม้ กันฟ้าผ่า อาตมาก็คิดว่าเป็นคาถาของหลวงปู่ปาน ปรากฏว่าหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอกท่านใช้เสกแพะของท่าน เพราะว่าแพะท่านทำจากเขาควายเผือกที่ถูกฟ้าผ่าตาย

เถรี 10-07-2017 21:08

ถาม : (มโนมยิทธิเต็มกำลัง)
ตอบ : นั่นเป็นแบบจีนแท้ ๆ คนจีนทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว อาตมาดูมาตั้งแต่เด็ก ถึงเวลาคนตายไปไหน เขาให้ไปถาม เขาจะกำชับให้คนไปดูเลยว่า ถ้าเห็นแม่น้ำอย่าข้ามนะ ถ้าข้ามจะตายไปด้วย ตำรานี้จีนแคะเขาเรียก "ล็อกซ้ำกู๊" ลงไปดูในนรก

ถ้าลูกศิษย์มองไม่เห็น อาจารย์ก็จะจุดกระดาษเงินกระดาษทองตรงหน้า
ก็คือลักษณะที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านปรับมาเป็นการเอาไฟส่อง ผมมั่นใจเลยว่าท่านอาจารย์สุขเรียนมาจากคนจีน อาตมาดูมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาเริ่มไปดูคนตาย เขาจะสั่นแรงมาก ตบจนกระทั่งขาเขียวหมด ตอนแรกก็สงสัยว่าไปดูกันได้จริง ๆ หรือวะ ? แล้วสงสัยมากขึ้นไปอีกว่าทำไมลงไปได้แต่นรก ?

ถาม : มีผีพาไปดูบาดาล เจอบ้านคนอยู่อีกฝั่งของน้ำ กำลังจะข้ามแม่น้ำ มีเสียงเรียกห้ามไว้ก่อน ?
ตอบ : ข้ามไม่ได้ นั่นเป็นเขตคนตาย พวกที่เล่นอย่างนี้มาเขาสั่งกันนักสั่งกันหนา ว่าเจอน้ำอย่าข้ามเด็ดขาด ญาติคนไหนมาชวนก็ห้ามข้าม จะน้ำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นน้ำนี่อย่าข้าม จะเป็นสะพาน จะเป็นเรือ หรือเป็นแม่น้ำ สระน้ำ ก็ห้ามข้าม เขาเล่นกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอมาฝึกมโนมยิทธิ อาตมาถึงได้สงสัยว่าทำไมเหมือนกันวะ ?

ถ้าหากว่ามองไม่เห็น เพราะมืด เขาจะจุดกระดาษเงินกระดาษทองส่องหน้าให้ ก็เหมือนการเอาไฟฉายส่องนี่แหละ


ถาม : ถ้าเราข้ามไปละครับ ?
ตอบ : ต้องลองดู อะไรที่เขาห้าม แปลว่าน่าจะเคยโดนกันมาแล้ว พอข้ามไปอาจจะมีเสียงถามว่า เจ้าเป็นอะไรตาย ? ...(หัวเราะ).... อาตมาไปดูมาตั้งแต่เด็กเลย กี่ศพ ๆ เขาก็ไปดูกัน ดูว่าตายแล้วไปไหน ? มีอะไรจะสั่งเสียไหม ?

เถรี 10-07-2017 21:13

ถาม : เขาไปดูได้จริง ๆ หรือคะ ?
ตอบ : ไปได้จริง ๆ เขาไปดูกันมาไม่รู้เท่าไรแล้ว แต่สงสารคนที่เป็นม้าทรง ตบกันเข่าเขียวหมด ก่อนจะหลุดออกไปได้สั่นแล้วตีตึง ๆ ๆ

ถาม : นั่นคือ ?
ตอบ : ก็มโนมยิทธิเต็มกำลังนั่นแหละ เขาเรียกม้าทรง ส่วนใหญ่แล้วจะเอาเด็ก ๆ เขาว่าบริสุทธิ์ เด็กคนไหนโดนหมายตา ก็เข่าเขียวทุกครั้ง ...(หัวเราะ)....

เถรี 10-07-2017 21:18

ถาม : ต้องรอผีมาพาไป ไม่สามารถกำหนดได้ พอถึงเวลาเขาจะกดหลับเลย ?
ตอบ : อยู่ในลักษณะนั้นแหละ เขาจะดึงเราไปเอง สมัยก่อนอาตมาโดนบ่อย เพราะไม่รู้จักตั้งกำลังใจเอาไว้รอรับการติดต่อ

ถาม : แก้อย่างไรให้ติดต่อได้ตลอดครับ ?
ตอบ : ก็แค่อธิษฐานไว้ ว่าใครมีอะไรก็มาบอกกัน ไม่อย่างนั้น เราไม่เปิดช่อง เขามาไม่ได้ ถ้าจำเป็นเขาก็ลากเราไปเลย แบบที่โดนมานั่นแหละ

เถรี 10-07-2017 21:34

ถาม : ส่วนของจีน ของไทย เต็มกำลังเหมือนกันไหม ?
ตอบ : ก็คือมโนมยิทธิ เพียงแต่ว่าจะมาจากตำราไหน แบบเดียวกับพวกนักพรตที่เขาเบิกเนตรทิพย์ ก็เหมือนกับทิพจักขุญาณ นั่งภาวนามา ๒๐ ปี ๓๐ ปี เบิกเนตรทิพย์ได้ เห็นพลังหยินหยาง "ไอ้บ้า...ทำเสียเกือบตาย มึงเห็นได้แค่นั้นเอง" ....(หัวเราะ)....

เถรี 10-07-2017 21:43

ถาม : ทิเบตที่เจาะโพรงนาสิกเปิดตาที่สาม ?
ตอบ : เขาใช้สมุนไพร ก็ลักษณะเดียวกัน เพราะว่าคนโดนเจาะกำลังใจจะรวมไม่ไปไหน เพราะว่าจะตึงอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา เท่ากับบังคับใจให้เพ่งอยู่จุดเดียว

ถาม : เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่ไหม ?
ตอบ : น่าจะมี แต่เขาต้องเลือกคนที่เขาเห็นแววจริง ๆ

ถาม : แสดงว่า ต้องเลือกคนที่มีความเพียรจริง ?
ตอบ :ไม่ใช่เก่งเฉย ๆ ต้องขยันด้วย พวกเขาเดินจงกรมรอบทะเลสาบก็ยังเอา ขนาด ๓๐ กิโลเมตร เขาเดินกัน ๑๐๘ รอบ เห็นหรือยังว่าความเพียรของเราไม่พอ ขนาดขี่ม้ายังใช้เวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง ขี่ม้าประเภทม้าวิ่งด้วยนะ แต่เขาเดินนับประคำ ถึงเวลาค่ำตรงไหนก็หากิน หานอนแถวนั้น แล้วรุ่งเช้าก็ไปต่อ

เถรี 11-07-2017 19:38

พระอาจารย์กล่าวถึงตระกรุดโทนของหลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญว่า "ท่านทำเฉพาะวันพระ เดือนหนึ่งทำได้แค่ ๔ ดอกเท่านั้น ยกเว้นบางเดือนที่มี ๕ วันพระ ซึ่งหาได้ยากสุด ๆ"

เถรี 11-07-2017 19:39

ถาม : พระพุทธเจ้ามีสัพพัญญุตญาณ รู้ทุกอย่าง แล้วคนอื่นมีความสามารถที่จะรู้ทุกอย่างได้บ้างไหมคะ ?
ตอบ : สัพพัญญุตญาณมีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะว่าคนอื่นไม่จำเป็นต้องมี ไม่ได้คิดจะช่วยใครแล้วจะมีไปทำไม ?

เถรี 11-07-2017 19:59

มีโยมมาเบิกวัตถุมงคล "แมลงภู่คำส่วนใหญ่จะเป็นครูบาทางด้านไทยใหญ่ท่านทำ ตอนหลังสืบมาถึงทางเมืองไทย แต่สร้างได้รายละเอียดไม่เท่าเขา รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ทำกันหยาบ ๆ"

เถรี 11-07-2017 20:06

มีโยมมาเบิกปลัดขิกหลวงพ่อฟัก วัดนิคมประชาสรรค์ พระอาจารย์จึงกล่าวถึงเรื่องของปลัดขิกว่า

"เรื่องของปลัดขิกมีที่มาจากความเชื่อของฮินดู คือ ศิวลึงค์ ความเชื่อทางด้านฮินดูเขาเข้าถึงมากกว่า เขาเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก แล้วพวกเราสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันไป สิ่งที่ทรงพลังถึงขนาดสร้างโลกได้ ก็คือศิวลึงค์กับอุมาโยนี เขาก็เลยให้ความเคารพในเรื่องอย่างนี้ ถือว่าเป็นของขลังของศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าถึงขนาดสามารถสร้างชีวิตได้

พลังงานที่ถึงขนาดสร้างชีวิตได้ เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ? บรรดาพราหมณาจารย์ที่เข้าถึงเคล็ดลับตรงนี้ จึงทำศิวลึงค์หรืออุมาโยนีได้ศักดิ์สิทธิ์และขลังมาก

คราวนี้ทางบ้านเราสมัยก่อนมีการค้าขายติดต่อกับอินเดียมาตั้งแต่โบราณ วิชาการพวกนี้จึงสืบทอดมาถึงบ้านเราด้วย แต่บ้านเราเป็นพุทธศาสนา จะไปสร้างศิวลึงค์กับอุมาโยนีใหญ่ ๆ โต ๆ ไว้บูชาในเทวาลัยก็ไม่เหมาะสม หลวงปู่หลวงพ่อสมัยโน้นก็เลยปรับสร้างเป็นศิวลึงค์อันเล็ก ๆ"

เถรี 11-07-2017 20:12

"สมัยก่อนถ้าพูดถึงอวัยวะเพศเด็กผู้ชาย หรือว่าของผู้ชายด้วยกัน จะเรียกขุนเพชรบ้าง ปลัดบ้าง เรียกในลักษณะให้เกียรติ คราวนี้ครูบาอาจารย์ที่สร้างปลัดขิกได้โด่งดังมาก ท่านแรกที่เป็นเจ้ายุทธจักรด้านนี้จริง ๆ คือหลวงพ่อขิก วัดสาวชะโงก เขาก็เลยเปลี่ยนจากการเรียกว่าขุนเพชร หรือคุณปลัด มาเป็น "ปลัดขิก" ซึ่งก็คือปลัดของหลวงพ่อขิก

หลวงพ่อขิกถ่ายทอดวิชาสืบต่อมาให้หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก เราลองนึกถึงชื่อวัดดูว่าท่านทำได้ขลังขนาดไหน ? รุ่นหลัง ๆ ก็สืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ที่ทำแล้วโด่งดังมากก็มีหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เพราะว่าปลัดขิกของท่านว่ายน้ำตามเรือได้

เนื่องจากว่าช่วงที่ท่านทำปลัดขิกด้วยไม้กัลปังหา กัลปังหาจะหาตรง ๆ ยาก มักจะคด ๆ งอ ๆ พอทำเป็นปลัดขิกเขาเห็นว่าไม่สวย จึงโยนน้ำทิ้ง นั่งเรือมาเป็นชั่วโมงแล้ว ปลัดขิกว่ายน้ำตามเรือมา จะเอาหรือไม่เอา...อะไรประมาณนี้ กลายเป็นของท่านขลังและดังระเบิด เพราะว่าว่ายน้ำตามเรือได้"

เถรี 11-07-2017 20:22

"ครูบาอาจารย์ท่านอื่น ๆ ที่ทำปลัดขิกแล้วดัง ก็มีหลวงพ่อฟัก วัดนิคมประชาสรรค์ ปลัดขิกหลวงพ่อฟักแพงมากตั้งแต่ยุคโน้น ของหลวงพ่อฟักเป็นปลัดขิกสร้างวัด ปลัดขิกตัวแรกของหลวงพ่อฟัก อาตมาต้องบูชาครูด้วยปูน ๒ ตัน..! ท่านขอเป็นปูน เป็นวัสดุก่อสร้าง ...(หัวเราะ)...

ที่ดังมากในเรื่องปลัดขิกอีกท่านนึ่งคือ หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก เขาว่าลูกศิษย์หลวงพ่ออี๋เป็นทหารเรือ ปลัดขิกว่ายน้ำตามได้ หลวงพ่อยิดมีลูกศิษย์เป็นทหารบก แถมเป็นทหารการบินทหารบก ปลัดขิกจะบินได้ไหม ? ปรากฏว่าวันนั้นออกลาดตระเวน เห็นปลัดขิกบินอยู่ข้างเฮลิคอปเตอร์ เข็ดไปตาม ๆ กัน ขอได้โปรดอย่าท้า...!"

เถรี 11-07-2017 20:31

"ท่านอื่นที่ทำปลัดขิกแล้วมีชื่อเสียง ก็มีหลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน หลวงปู่เมฆทำปลัดขิกจาก "ไม้เขยตาย"

ไม้เขยตายเกิดจากลูกเขยกับแม่ยายไปทำนาด้วยกัน ลูกสาวก็คอยหุงข้าวไปส่ง คนโบราณรีบออกไปทำนาตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ เพราะว่าถ้าแดดร้อนจะทำนาไม่ไหว ออกไปแต่มืด ลูกเขยไปเหยียบงูเห่าเข้าก็โดนกัด ชักแหง็ก ๆ ตัวแข็งทื่อ แม่ยายไม่รู้จะทำอย่างไรก็ตัดกิ่งไม้เอามากองสุม ๆ ไว้ กันสัตว์มากินซาก แล้วรีบกลับบ้านเพื่อจะไปตามคนมาช่วยหามศพ

ปรากฏว่าพอกลับมาถึงนา เห็นลูกเขยนั่งงง ๆ อยู่ แม่ยายก็...อ้าว...ตายแล้วทำไมฟื้นขึ้นมาได้ ? ด้วยความที่แม่ยายรีบ ๆ ตัดไม้มาสุม จึงไปตัด "ไม้เขยตาย" มา ยางไม้หยดใส่รอยงูกัดพอดี เป็นยาแก้งูกัดที่ได้ผลที่สุด คนที่ดูเหมือนตายไปแล้วก็เลยฟื้นใหม่

หลวงปู่เมฆทำปลัดขิกด้วยไม้เขยตาย ถามว่าหลวงปู่เมฆดังแค่ไหน ? หลวงปู่เมฆอยู่หนองจอก กลางดงอิสลามเลย แต่อิสลามรอบวัดพกปลัดขิกของหลวงปู่เมฆทุกคน..!"

เถรี 11-07-2017 20:50

"หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จังหวัดนครนายก ปลัดขิกของท่านเอาครั่งคาดหัวไว้ คำว่า ครั่ง คือตัวแมลงที่กินต้นไม้ ถึงเวลาขี้เอาไว้แล้วเขาเก็บเอามาใช้งาน สมัยก่อนใช้อุดด้ามมีดบ้าง ติดตราประทับหนังสือบ้าง เพราะเวลาเผาละลายได้ แต่เวลาแข็งตัวก็เหมือนกับหินดี ๆ นี่เอง มีอยู่ระยะหนึ่งที่ไปรษณีย์ไทยใช้ครั่งในการตีตราพัสดุ

คำว่า ครั่ง ออกเสียงคล้าย ๆ กับคำว่าคลั่งไคล้ ฉะนั้น...ปลัดขิกหลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จึงคาดครั่งมาด้วย

ถ้าปลัดขิกหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม (วัดบ้านแค) คนจะพยายามหารุ่นที่เป็นหมวกทหาร ปกติเขาจะแกะปลัดขิกเป็นรูปอวัยวะเพศผู้ชาย ปรากฏว่าคนแกะเกิดมีสายตาศิลปินอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ? ทำเป็นรูปหมวกทหารครอบหัวปลัดขิกเอาไว้"

เถรี 11-07-2017 21:02

"ท่านอื่น ๆ ที่ทำปลัดขิกระยะหลังก็มีหลายสำนักด้วยกัน แต่ว่าครูบาอาจารย์ที่ทำแล้วมีชื่อเสียงจริง ๆ เพราะว่าคนเอาไปใช้แล้วเห็นผลมากก็มีแค่ไม่กี่สำนัก

ทางด้านภาคตะวันออกต้องหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส หลวงพ่อคงมีปลัดขิกนางครวญ ปลัดขิกเสือผู้หญิง คำว่าเสือผู้หญิงก็คือ ท่านทำเป็นรูปเสือเกาะปลัดขิกอยู่ ปลัดขิกหลวงพ่อคง ผู้หญิงอย่าเดินข้าม เดินข้ามนี่ขยับได้ บางตัววิ่งตามเลย เจอสาวถูกใจวิ่งตามไปเลย

ฉะนั้น...เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ที่ท่านเข้าถึงเคล็ดลับตรงที่ว่า ปลัดขิกหรืออุมาโยนีเป็นของที่มีอานุภาพมากถึงขนาดสามารถสร้างโลก สร้างชีวิตได้ ถ้าเข้าถึงเคล็ดลับตรงนี้ก็จะสามารถทำได้ขลัง กลายเป็นที่นิยมกัน ส่วนใหญ่จะดีทางเมตตาเข้าหาเพศตรงข้าม แต่คาถากำกับจะตรงข้ามกัน ถ้าไปหาผู้ชายว่าอย่างหนึ่ง ไปหาผู้หญิงว่าอย่างหนึ่ง ถ้อยคำค่อนข้างจะหยาบคาย ไปหาเอาเองก็แล้วกัน

อย่างของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เขาเอาไปใช้ดีทางอยู่ยงคงกระพันด้วย หลวงพ่อคง หลวงพ่อกวย ก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เมตตาอย่างเดียว ส่วนของหลวงพ่อฟัก เหมาะสำหรับฝรั่งใช้งาน เพราะว่าชื่อท่านเป็นมงคลกับฝรั่งดี...!"

เถรี 11-07-2017 21:05

ถาม : ท่านเสกด้วยอะไรคะ ถึงดิ้นได้ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่จะใช้การตั้งธาตุ หนุนธาตุ ถ้าไม่เคยศึกษามา พูดไปก็บ้าเปล่า ๆ คือทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยธาตุ ๔ แล้วหนุนด้วยอากาศและวิญญาณ

ดิน น้ำ ลม ไฟ เสริมด้วยอากาศและวิญญาณ ถ้าหากว่าเป็นพวกหุ่นพยนต์ กุมารทอง วัวธนู พวกนี้ต้องเรียกอาการ ๓๒ ด้วย ไปค่อย ๆ เรียนรู้เอา วิชาการด้านไสยศาสตร์ทุกอย่างลำบากลำบนมาก เพราะว่าต้องหาฤกษ์หายาม หาวัสดุที่เหมาะสม เสียเวลาในการเสกการสร้าง

ที่อาตมานิยมเครื่องรางของขลังทั้ง ๆ ที่เป็นพระ เพราะว่าของทำยาก ของพวกเราสายหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เสกพระง่าย เสกของขลังยากมาก แบบเดียวกับที่อาตมาอธิบายว่า ถ้าเราเข้าถึงว่าคาถาบทนั้น
ว่ามีความหมายอย่างไร ก็จะสามารถทำได้ขลังกว่าคนอื่น

เถรี 11-07-2017 21:14

ครูบาอาจารย์ของเราท่านเก่ง ก็คือไสยศาสตร์นั้นจะเห็นผลเร็ว ส่วนใหญ่แล้วก็จะถ่ายทอดสอนลูกศิษย์และกำชับในเรื่องของการขยันภาวนา จะเห็นว่าครูบาอาจารย์สมัยก่อนนั่งลบผงกันทั้งวัน นั่งเขียนยันต์กันทั้งวัน ภาวนาคาถากันทั้งวัน นั่นก็คือพื้นฐานของสมาธิ

พอสมาธิทรงตัว มีกำลังเพียงพอที่จะตัดกิเลสได้ ครูบาอาจารย์ท่านก็จะพาเลี้ยวเข้าหาหลักธรรม ก็แปลว่าครูบาอาจารย์ท่านฉลาด เริ่มที่ไสยศาสตร์แล้วมาจบลงตรงพุทธศาสตร์

ดังนั้น...หลวงปู่หลวงพ่อสมัยก่อนจึงเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านได้ทุกคน เพราะว่ากำลังใจชาวบ้านส่วนใหญ่ อยู่แค่ระดับไสยศาสตร์กับศีลธรรมเบื้องต้นเท่านั้น

เถรี 11-07-2017 21:18

ปลัดขิกอีกเจ้าหนึ่งที่ดังมาก แต่หาของยากสุด ๆ ก็คือ หลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก จังหวัดเพชรบุรี ลูกศิษย์คนไหนมี ไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอก นอกจากเมตตามหานิยมแล้ว ยังอยู่ยงคงกระพันสุด ๆ

เพชรบุรีเป็นเมืองเสือ เมืองคนจริงมาแต่โบราณ จะเห็นว่าปรมาจารย์เพชรบุรี อย่างหลวงพ่อทองศุข วัดโ
นดหลวง หลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก ล้วนแล้วแต่เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั้งประเทศ

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ
เป็นครูบาอาจารย์
รุ่นที่ดังหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่เหรียญแพงถึงล้านแล้ว ครูบาอาจารย์อื่น ๆ รุ่นหลัง ๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์เหล่านั้น ก็มีชื่อเสียงเกียรติคุณเยอะแยะ เมืองคนดุ ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ขลังจริงเขาไม่นับถือหรอก

เถรี 13-07-2017 09:13

ถาม : ผมจะต้องไปคุมงานก่อสร้าง ผมควรตั้งกำลังใจในการทำงานแบบนี้ว่าอย่างไรดีครับ ? ที่ที่ผมไปค่อนข้างเละเทะ พอเจอปัญหาเราตั้งสติไม่ได้ครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดเพราะคน ถ้าอ่านคนออกก็จบ ส่วนใหญ่จะอ่านคนไม่ออกเพราะว่าประสบการณ์น้อย จำไว้ว่าคนเราจะกลัวคนที่เข้มแข็งเด็ดขาด จะไม่กลัวคนที่อ่อนแอ เพราะฉะนั้น...ถ้ามีเชือดไก่ให้ลิงดูสักหน่อย เดี๋ยวลิงก็เป็นระเบียบเรียบร้อยไปเอง

อาตมาเองคุมงานเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีกระดิก บอกกับเขาว่าถ้าเอ็งทำที่นี่ไม่ดีพอ ก็ไปหาที่อื่นทำใหม่ ข้าหาคนใหม่ได้ พอเราไม่ง้อเขา เขาก็ต้องง้อเรา สรุปง่าย ๆ ว่า ไม่มีใครอยากตกงาน

เถรี 13-07-2017 09:18

พระอาจารย์กล่าวกับผู้สวมหมวกกันน็อกมาว่า "เห็นมีดราม่าว่าหมวกกันน็อกราคาเท่าไรไม่ใช่หรือ ? ได้ดูคลิปกันหรือเปล่า ? ในโลกของข้อมูลข่าวสาร หาความจริงแท้ได้ยาก ส่วนใหญ่จะนำเสนอในมุมที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง อย่าเพิ่งไปเชื่ออะไรง่าย ๆ"

เถรี 13-07-2017 09:27

มีโยมมารับวัตถุมงคล "ปลัดขิกหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ระวังสาวไล่ตามไม่เลิกนะ..!"

เถรี 15-07-2017 09:40

ถาม : สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา ไม่ว่าโยมหรือพระก็ได้รับวิบากกรรมเช่น มีอุบัติเหตุตาย แต่กำลังวิปัสสนาก็ทำให้บรรลุได้ ไม่เกี่ยวกันใช่ไหมครับว่าจะต้องมีบุญ จะต้องเจริญขึ้นแล้วต้องบรรลุ หรือต้องรับกรรมนั้น ?
ตอบ : ยิ่งทุกข์ยากลำบากยิ่งเห็นง่าย วิปัสสนาญาณหลัก ๆ ที่สำคัญก็คือมองทุกข์ให้เห็น ยอมรับสภาพว่าธรรมดาเป็นอย่างนั้น แล้วเราไม่ต้องการอีก ถ้าหากว่ามีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว บางทีลืมทุกข์ไปเสียด้วยซ้ำ บางคนเป็นพระโสดาบันก็ติดอยู่แค่นั้นทั้งชีวิต เพราะว่าไปเพลินกับความสุขของอารมณ์ที่กิเลสลดน้อยลง

ยิ่งลำบากยิ่งได้เปรียบ ถ้าตั้งใจปฏิบัติเพื่อบรรลุจริง ๆ จะง่าย ก็แบบเดียวกับเรื่องของการสร้างวัด ตอนแรกหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า ถ้าทำใจได้จะบรรลุเร็ว ผมเองก็สงสัยว่าอย่างไร ทำใจได้ บรรลุเร็ว ?

พอไปเจอเข้าจริง ๆ สารพัดเรื่องสารพัดราว โดยเฉพาะพวกช่างรับเงินแล้วไม่ทำงาน อยากจะไปกระทืบพวกนี้ถึงบ้าน แต่พอเราทำใจได้ ปล่อยได้ วางได้ รู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรไหลมาเทมา ได้มากกว่าเดิมเยอะ ถ้าหากว่าเอาแต่สบาย โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมกลับมีน้อย ต้องพวกสร้างบุญมาดีจริง ๆ เท่านั้น

เถรี 15-07-2017 09:51

ถาม : เรื่องการสร้างวัด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากิเลสหลอกให้เราอยากทำ หรือกิเลสหลอกให้เราเบื่อหน่าย อยู่เฉย ๆ ดีกว่า ไม่ต้องทำอะไร ?
ตอบ : เอาแค่พอสมควรแก่การใช้งาน ถ้าหากว่ามีเพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปทำให้เหนื่อยยาก เพราะว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการสร้างคน

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านตั้งใจจะสร้างคน ถึงขนาดทำธุดงค์สถาน ๑๐๐ ไร่ ท่านตั้งใจจะให้พระผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปฝึกกรรมฐานคนละ ๑ เดือน แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันจะทำเสร็จ ท่านก็ไปเสียก่อน ตกลงว่าท่านสร้างได้แต่ของ ส่วนคนสร้างได้ไม่มากเท่าที่ท่านต้องการ

จะว่าไปแล้วในหมู่ลูกศิษย์ของท่านรุ่นแรก ๆ ได้ดีกันทั้งนั้น แต่คราวนี้สำคัญตรงที่ว่าท่านอยากให้พระได้ดี ท่านบอกว่า "ข้ามัวแต่ทำงานอยู่ จนพระรอไม่ไหว สึกหาลาเพศไปก็มาก ออกไปอยู่วัดอื่นก็มี" ท่านก็เลยตั้งใจทำธุดงค์สถานเอาไว้ เพื่อที่จะให้พระเข้าไปฝึกกรรมฐานกันที่นั่น แต่ว่ายังไม่ทันจะสำเร็จ

เพราะฉะนั้น...พวกคุณก็ดูแค่ว่า ถ้าวัดมีเสนาสนะเพียงพอแก่การใช้งาน ไม่ต้องถึงขนาดหรูหรามาก ใหญ่โตมาก ก็เริ่มสร้างคนได้แล้ว ตัวผมเองในวัดก็หยุดสร้างแล้ว เหลืออยู่แค่สร้างคนอย่างเดียว

เถรี 15-07-2017 09:57

ถาม : เจอหลวงพ่อครั้งแรกตอนที่เมียของคุณสุวิทย์ตาย พอหลวงพ่อบอกว่าเมียของคุณสุวิทย์ตาย ทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ข้างก็ดีใจ แต่ผมตอนนั้นไม่เข้าใจ ?
ตอบ : กำลังใจที่กำลังเกาะกุศลแล้วตาย โอกาสลงต่ำไม่มีอยู่แล้ว พวกเราไปงานศพ มักจะไปเฮ ๆ ฮา ๆ กัน เจ้าภาพเขาหมั่นไส้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ?

เถรี 15-07-2017 09:58

พระอาจารย์กล่าวว่า "หมอบอกกับอาตมาว่า "ต้อหินรักษาไม่ได้ หลวงพ่อไม่ต้องเครียดนะครับ จะช้าจะเร็วก็บอดอยู่แล้ว" ขำตรงที่หมอบอกไม่ต้องเครียดนี่แหละ ถ้าหากว่าหมอบอกคนอื่นนี่ รับรองว่าเขาเครียดตายเลย โชคดีที่บอกอาตมาก็เลยไม่เครียด

เจอหมอพูดตรงเกินไปก็ไม่ดี แต่ก็อย่างว่าแหละ...หมอไม่อยากให้คนไข้มีความหวังทั้งที่ไม่มีทางเป็นไปได้"

เถรี 15-07-2017 10:05

พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมาตั้งใจบวชแค่ ๗ วันแล้วลากยาวมาจนป่านนี้ เพราะว่างานที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น สร้างไป ๗ - ๘ วัดแล้ว เห็นเขาลำบาก สันดานเดิมก็อดช่วยเขาไม่ได้ ญาติโยมเห็นทำให้ก็ดีอกดีใจ ทำแล้วพออาตมาไปต่อก็ร้องห่มร้องไห้กัน ว่าทำแล้วทำไมไม่อยู่ ? อาตมาไม่ได้บอกว่าทำแล้วจะอยู่นี่หว่า..!"

เถรี 15-07-2017 14:15

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องของวัดวาอาราม พอทำไปสักระยะหนึ่งจะรู้สึกว่าพอแล้ว ในเมื่อรู้สึกว่าพอแล้วก็หยุดได้แล้ว เริ่มหันมาสร้างคนได้

บางท่านงานมีแต่ใหญ่ขึ้น ๆ ถ้าแบบนั้นมีสิทธิ์ตายคางาน..! ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุงไปไหน ก็สร้างความเจริญให้แก่ที่นั่น นี่เป็นเรื่องจริง แต่ว่าไม่ต้องทำมากถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะว่าถ้าทำมากแล้ว การใช้งานมีน้อยก็น่าเสียดาย

ที่วัดผมหมุนเวียนทำวัตรเช้าอาคารโน้น ทำวัตรค่ำอาคารนี้ ก็เพราะว่าจะใช้งานให้ทั่วถึง อีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเราใช้งานอยู่ ก็เท่ากับบังคับว่าต้องทำความสะอาดไปในตัว ไม่ใช่ถึงเวลาเปิดเข้าไป มองเห็นฝุ่นหนาคืบหนึ่ง..!"

เถรี 15-07-2017 14:36

ถาม : พอมีปัญหาก็ไม่เอาแล้ว เป็นปัญญาเห็นทุกข์หรือว่าขี้เกียจครับ ?
ตอบ : เป็นเพราะว่าไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความเบื่อไปได้

ถาม : ถ้าก้าวข้ามได้จริง ?
ตอบ : ถ้าก้าวได้ก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ ทุกอย่างจะเป็นปกติ คราวนี้ท่านข้ามไม่ได้สักที เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติจริง ๆ ในเมื่อไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติจริง ๆ พอชนก็ถอย ชนก็ถอย กลายเป็นเบื่อแล้วเบื่ออีก

ความจริงอารมณ์เบื่อเป็นอารมณ์ที่ดีมาก เพราะถ้าเราไม่เบื่อก็ยังอยากเกิดอีก แต่เราต้องพิจารณาแล้วก้าวข้ามความเบื่อนั้นให้ได้ เห็นให้ได้ว่าธรรมดาของการอยู่ในโลกต้องเป็นอย่างนี้ จะต้องพบกับเหตุการณ์อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาเพื่อพบกับสิ่งที่น่าเบื่อเช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ถ้าสามารถก้าวข้ามไปได้ ก็จะกลับเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นปกติแบบเห็นธรรมดา ไม่ใช่ปกติแบบคนทั่ว ๆ ไป

เถรี 15-07-2017 20:38

ถาม : ผมจะสร้างวัดแต่ก็บอกบุญไม่ได้ ?
ตอบ : ไม่ต้องหรอก แค่พัฒนาวัดให้สะอาดก็พอแล้ว วัดแต่ละวัดจริง ๆ เสนาสนะพอใช้งาน เพียงแต่ว่าบางคนอยากได้ที่พร้อมสมบูรณ์กว่านั้น

โดยเฉพาะผม บอกบุญใครไม่เป็นเลย ถึงได้ต้องห้ามบอกบุญ ห้ามเรี่ยไร เพราะว่าตกลงกับหลวงพ่อวัดท่าซุงไว้ว่า "ถ้าจะให้ผมทำ ต้องหาเงินให้ผมด้วย ถ้าผมต้องขอเขาแม้แต่บาทเดียว ผมจะไม่ทำอะไรเลย"

พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคุณกล้าพูดอย่างนี้ ก็ต้องมีดีพอ คือผมไม่ได้รั้นกับครูบาอาจารย์ แต่มีนิสัยไม่ชอบขอเงินใคร เพราะฉะนั้น...ถ้าหลวงพ่อเห็นว่าผมสามารถที่จะทำงานให้ได้ หลวงพ่อต้องหาเงินให้ผม

ท่านเลยถาม "แกแน่ใจนะว่าจะเอาอย่างนี้ ?" กราบเรียนว่า "แน่ใจครับ" "เออ...ได้" แล้วท่านก็หาเงินของท่านเอง แต่ว่าอย่าใช้ผิดนะ ถ้าใช้ผิดโดนด่าหูตูบ..!

เถรี 15-07-2017 20:40

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมคิดจะติดกระจกรอบตึกแดงเพื่อให้โปร่ง เห็นข้างนอกได้ ปรากฏว่าพอจะเรียกช่างทำกระจกมา หลวงพ่อท่านบอกว่า "แพงเกินไป ถ้าใครตัดหญ้า เครื่องตัดหญ้าดีดหินไปโดนแค่ก้อนเดียวก็ฉิบหายแล้ว ทำอะไรอย่าให้ฟุ่มเฟือยมากเกินไปนัก เงินข้าเป็นคนหา ไม่ใช่แกหา"

ท้ายสุดตึกแดงถึงได้เป็นมุ้งลวดรอบหลังแทนที่จะเป็นกระจก นั่นก็โปร่งเหมือนกัน พูดง่าย ๆ ว่าถ้าไม่โดนด่า ความคิดก็ไม่เกิด มุ้งลวดไม่กี่บาท ส่วนกระจกราคาแพง เพราะฉะนั้น...เงินของหลวงพ่อท่านไม่ต้องไปใช้ส่งเดชหรอก ผิดท่าผิดทางมีหวังโดนก่อน..!


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:39


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว