กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=26)
-   -   เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1284)

เถรี 12-11-2009 10:02

ในขณะที่พี่คนหนึ่งกำลังนั่งนับลูกประคำอย่างรวดเร็ว ด้วยสายตาที่เหม่อลอย หลวงพ่อเล็กท่านก็บอกว่า "มันกลายเป็นว่าสักแต่ว่าทำ ๆ ไป ครึ่งหนึ่งอยู่กับการภาวนา ครึ่งหนึ่งอยู่กับการนับ มันจึงจะได้คุณภาพ ไม่อย่างนั้นคุณนับให้ตายมันก็ฟุ้งซ่าน"

"นั่งนับอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปที่อื่น สารพัดเรื่อง"

เถรี 12-11-2009 10:15

ถาม : หลวงพี่ครับ ผมมีอังสะใหม่ ๒ ตัว ที่จะใส่ตอนบวช ผมเป็นโรคแพ้ของใหม่ ๆ ครับ ถ้าผมใส่ของใหม่ ๆ ผมจะคัน ผมจะใส่ให้มันเก่าก่อนจะได้ไหมครับ
ตอบ : ใครเขาจะว่า

ถาม : ไม่ได้ปรามาสใช่ไหมครับ
ตอบ : เพียงแต่ว่าอย่าไปใส่โชว์คนอื่นก็แล้วกัน ไปใส่โชว์คนอื่นเขาจะว่าติงต๊อง

ถาม : เปล่าครับ
ตอบ : ประเภทอาฬวีเศรษฐีใช่ไหม ใช้ของใหม่ไม่ได้

ถาม : เป็นตั้งนานแล้วตั้งแต่เด็ก ถ้าใส่ของใหม่นี่มันจะคัน ต้องเกาหลังตลอด ต่อให้เนื้อผ้าดีแค่ไหนก็ตาม
ตอบ : แสดงว่าให้ทาสทานไว้เยอะ

เถรี 12-11-2009 10:39

สำหรับหลวงพ่อเล็กนั้น ถ้าคนไหนที่ใส่ขาสั้นไป ถ้าหลวงพ่อมีโอกาสเตือนได้ท่านก็จะเตือน อย่างที่ผ่านมาท่านก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่า "สมัยก่อนเราเองก็ไม่ค่อยได้คิด มีอยู่ช่วงหนึ่ง ปี ๒๕๒๖ น้ำมันท่วม เราก็คิดว่าสบาย จะได้ถือโอกาสนุ่งกางเกงขาสั้น เราก็นุ่งกางเกงบอลออกจากบ้าน มารับใช้นั่งอยู่ข้างหลวงพ่อ ช่วงตอนเพลป้าหมอลัดดา ก็เตือนว่า หลวงพ่อเราคนมาหาเยอะ คนเขาชอบขอถ่ายรูปด้วย เราแต่งตัวอย่างนี้ป้ารู้ว่าน้ำท่วม แต่ว่าคราวหน้าพกขายาวมาด้วย เพราะถ้าเขาถ่ายรูปออกไปแล้วเขาเห็นภาพที่เราแต่งตัวไม่เรียบร้อย ถ้าเขาตำหนิ พ่อเราจะเดือดร้อนด้วย ผู้ใหญ่เขามองละเอียด ส่วนเราเอาตามสบาย เรื่องอะไรที่มันผิดพลาดอาตมาโดนครั้งเดียว ไม่เคยโดนซ้ำ ปรากฏว่าพอเขาเตือนปุ๊บ เรารู้เลยว่าใจเรามันหยาบ มองไม่เห็นข้อบกพร่อง คิดอยู่อย่างเดียวว่าตัวเราสะดวก ตัวเราสบาย"

เถรี 17-11-2009 18:01

ถาม : แสงสว่างที่อยู่รอบเศียรพระนี่คืออะไรคะ ?
ตอบ : เรียกว่าแสงพระรัศมีบ้าง ฉัพพรรณรังสีบ้าง ถ้าสมัยนี้เขาก็เรียกแสงออร่า

ถาม : เคารพหลวงปู่เป็นพิเศษ ที่บ้านจะมีรูปของท่านอยู่ ไม่ว่าหนูไปทางไหนจะมีความรู้สึกว่าท่านจะมองมาตลอด มีอยู่วันหนึ่งเห็นแสงสีน้ำเงินอยู่ที่รอบศีรษะของท่านค่ะ ท่านเมตตาหรือบอกให้หนูทำอะไรหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : เห็นได้ก็ถือว่าดีแล้ว

ถาม : หนูไม่ค่อยได้ปฏิบัติ หนูว่าตอนนี้ไม่ค่อยก้าวหน้าไปไหนเลยค่ะ
ตอบ : ก็พยายามสักหน่อยสิจ๊ะ ขยันขึ้นหน่อยถ้าอยากก้าวหน้า ไม่ใช่ขี้เกียจ

ถาม : ไปฝึกมโนมยิทธิ ที่บ้านสายลมแล้วตามไม่ทันในบางจุด เป็นเพราะจิตไม่มีกำลัง หรือเป็นเพราะว่าจิตไม่ตั้งมั่นพอ ?
ตอบ : ทุกเรื่อง เพราะสมาธิไม่พอ วิปัสสนาญาณไม่ดีก็ไปไม่รอด

ถาม : จำเป็นไหมคะที่ฝึกมโนฯ ต้องได้วิปัสสนาญาณขั้นไหนขึ้นไปแล้ว ?
ตอบ : หมั่นพิจารณาให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา พอเห็นชัดว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราแล้วจิตมันจะพ้นออกจากร่างกาย คราวนี้มันจะเห็นชัดเจนเลย

ถาม : มันวูบไปเร็วมาก เหมือนกับกายทิพย์ออกไปเลยหรือเปล่า ?
ตอบ : บอกไม่ได้ คำว่าวูบมันมีหลายลักษณะ ของเราใช้คำว่าวูบไปมันอธิบายยาก ต้องสังเกตเองว่า ถ้าวูบแล้วไปที่อื่นก็แปลว่าใช่ แต่ถ้าเราขาดการภาวนาหรือพิจารณาที่ดี บางทีไปแล้วก็ไปต่อไม่เป็น เปะปะอยู่เดี๋ยวก็กลับ บางทีออกไปมืดตื๋อ หาทางไปไม่เจอก็กลับ

ถาม : ถ้าหนูกลัว ๆ กล้า ๆ ที่จะฝึกมโนมยิทธิ
ตอบ : ถ้ากลัวก็ไม่ต้องฝึก

ถาม : ฝึกแล้วมีอันตรายอะไรไหมคะ ?
ตอบ : ถ้ากลัวไม่ต้องถาม ไปไม่ได้หรอก

เถรี 18-11-2009 12:09

ถาม : (ได้ยินไม่ชัด) .....ไม่สามารถฝึกมโนมยิทธิได้หรือคะ
ตอบ : ตอนนั้นมันได้แล้ว แต่ว่าการที่เราจะไป ให้กลับมาพิจารณาร่างกายเราเสียก่อน เอาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา จิตจะได้ไม่เกาะกับร่างกาย แล้วมันจะได้ไปได้ คือ ลักษณะของเรากับเพื่อน ๆ ไม่เหมือนกัน อย่างของเราภาพปรากฏชัดเจนมันจะเป็นแบบมโนมยิทธิเต็มกำลัง ในเมื่อเป็นแบบมโนมยิทธิเต็มกำลังถ้าพิจารณาตัดร่างกายให้ดี ๆ เลยก็จะไปได้ ถ้าแบบครึ่งกำลังไปแบบมืด ๆ มัว ๆ ช่างมัน เขาอยากไป...ให้เขาไป ของเราเองถ้าย้อนกลับมาพิจารณาตัดร่างกายให้เห็นชัด ๆ ไม่ใช่ของเราจริง ๆ จิตมันจะได้ไม่เกาะ พอมันไม่เกาะคราวนี้มันไป ใช้วิธีเดิมแหละจ้ะ ฝึกเองก็ได้

ถาม : อ๋อ ไปฝึกที่บ้านสายลม ครั้งแรกที่ทำเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นก้อนกลม ๆ ลงมาเต็มไปหมดก็เลยกลัว ก็เลยเลิกทำ เลิกไปบ้านสายลม ตอนนั้นเป็นมโนฯ ใช่ไหมคะ หนูเห็นเขาลอยเต็มไปหมด นึกว่าอุปาทาน เลยไม่อยากจะเก็บมาเป็นอารมณ์
ตอบ : ไม่ได้อุปาทานอะไรหรอกจ้ะ

ถาม : ขอบพระคุณค่ะหลวงพี่ คาใจมานาน
ตอบ : จ้ะ

เถรี 18-11-2009 12:47

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าบ้านใหม่ที่จะสร้าง ชื่อ บ้านวิริยบารมี อยู่ข้าง ๆ วัดใหม่ยายนุ้ย แถว ๆ ตลาดพลู ท่านบอกว่าต่อไปรถไฟฟ้า bts จะมาลงตรงซอยหน้าบ้านพอดี สำหรับราคาที่นั้นประมาณ ๑๓ ล้าน แค่ราคาที่เท่านั้นนะคะ ยังไม่รวมค่าก่อสร้างอาคาร

เถรี 18-11-2009 16:29

หลวงพ่อ : บ้านหลังใหม่ชื่อบ้านวิริยบารมี ได้ชื่อมาตอนบวงสรวงเมื่อเช้า แสดงว่าพวกเราต้องพากเพียรกันอีกเยอะ

โยม : นึกว่าเป็นเพราะพวกเราพากเพียรแล้ว ก็เลยตั้งชื่อนี้

หลวงพ่อ : ที่พากเพียรอยู่มันยังไม่พอ ต้องเพิ่มความเพียรมากขึ้น ฉันทะเพียงพอแล้ว แต่วิริยะยังขาดอยู่ ขาดวิริยะกับปัญญา แต่ถ้าหากวิริยะไม่สำเร็จปัญญาก็เกิดยาก มันก็เลยกลายเป็นบ้านวิริยบารมี

เถรี 18-11-2009 16:36

ถาม : หลวงพ่อคะแล้วเวลาเรานั่งกรรมฐานใหม่ ๆ แล้วเราปวดหัว เวียนหัว จะอ้วก
ตอบ : ไม่มีอะไรมันเป็นอาการปกติของร่างกาย บางครั้งเขาเรียกว่า ขันธมาร เขาจะกวนเราเพื่อให้ไปสนใจกับร่างกายแทน แล้วเราก็จะเลิกภาวนา

ถาม : แล้วต้องทำอย่างไร
ตอบ : ตัดสินใจว่าถ้าเราตายตอนนี้ก็ให้มันตาย เพราะเราทำความดีอยู่ ถ้าจะอ้วกให้มันอ้วกเลย ถ้าตัดสินใจได้อย่างนี้ กวนเรากี่ครั้งมันก็เลิก

ถาม : ไม่เข้าใจ นั่งกี่ครั้งมันจะรู้สึกหมุน ๆ
ตอบ : หมุน ๆ แล้วก็อ้วก

เถรี 18-11-2009 16:54

ถาม : หลวงพี่มันยากกว่าที่คิดไว้ค่ะ
ตอบ : ถ้าง่ายก็บรรลุไปหมดแล้วสิ

ถาม : ที่ทำมามันถูกไหมหลวงพี่
ตอบ : แล้วจะรู้ไหม

ถาม : รู้ หลวงพี่รู้ มันเหมือนมันชนเพดาน มันไม่ไป ไม่ก้าวหน้า
ตอบ : การปฏิบัติพอไปถึงจุดหนึ่งแล้วมันไม่ก้าวล่วง มันต้องย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกสั่งสมอยู่ตรงนั้นจนกว่ามันจะพอ ไม่ใช่ว่าจะตะกายไปได้ทุกวัน

ถาม : สรุปว่าตอนนี้ก็ย้ำอย่างเดิม
ตอบ : ใช่ ทำไปเรื่อย ๆ เบื่อไม่ได้ หน่ายไม่ได้ เบื่อเมื่อไหร่มันถอยหลังกลับ คราวนี้สาหัสกว่าเดิมอีก

ถาม : ค่ะหลวงพี่
ตอบ : อยากดีมันก็เลยยังทุกข์อยู่

ถาม : มันกำลังถอยค่ะ
ตอบ : เรียกว่าขาดขันติบารมี ความอดทนไม่เพียงพอ ทำอะไรไม่สำเร็จหรอก ทำแค่ไม่กี่วันมันจะถอยแล้ว ถ้าติดอยู่สามปีอย่างอาตมา มันจะถอยไหม

ถาม : ติดเป็นเดือนค่ะ ถ้าติดเป็นวันยังโอเค
ตอบ : ลองสักสามปีแบบอาตมาบ้างสิ นี่ลำบากนิดลำบากหน่อยทำโอดครวญ

เถรี 18-11-2009 19:41

ถาม : ไปตรวจร่างกายมา ไม่เจอสาเหตุ ใช้สมองมาก ๆ ไม่ได้
ตอบ : มันเป็นเฉพาะช่วงที่ลุกนั่งไม่พอ หรือว่าเป็นตลอดเวลา

ถาม : เป็นตลอดเวลา ให้หมอตรวจดูแล้วปกติทุกอย่าง
ตอบ : ถ้าหมอดูแล้วปกติทุกอย่าง คราวนี้เหลืออยู่อย่างเดียวคือ หมอพระ เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บที่มันไม่มีสาเหตุ บางส่วนมันมีสาเหตุมาจากไสยศาสตร์บ้าง ผีบ้าง สาเหตุใหญ่เลยก็คือเรื่องเจ้ากรรมนายเวรต่าง ๆ คราวนี้ในเรื่องของพวกไสยศาสตร์หรือพวกผีถ้าเราภาวนาแล้วกำลังใจมันทรงตัว พวกนี้จะหลุดไป อยู่ไม่ได้ ลองไปซ้อมภาวนาพุทโธ ๆ ไปเรื่อย ถ้าสมาธิทรงตัว ทรงฌานได้เมื่อไหร่ก็เรียบร้อย ล้างเกลี้ยงไปในตัวเลย หรือไม่ก็รอ ๒๐ มีนาคม ไปเป่ายันต์เกราะเพชร

เถรี 18-11-2009 20:15

ถาม : มันเบื่อ มันอยากจะเก็บตัว ไม่อยากจะเจอใครเลย
ตอบ : รักษาอารมณ์นั้นให้ได้ เพราะช่วงเบื่อมันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ้าหากมันไม่เบื่อเราก็ยังอยากจะเกิดต่อไป ตัวเบื่อมันเป็นนิพพิทาญาณ แต่ถ้าหากเราไม่มีสติรู้เท่าทัน บางทีมันกระทบกระทั่งคนอื่นง่าย

ให้เราลองย้อนกลับไปดูว่า เราคิดพูดทำแบบไหน อารมณ์นี้มันจึงเกิด แล้วจึงไปย้อนทวนใหม่ พอมันเกิดแล้วให้มันยืนระยะให้ได้ ในช่วงที่ยืนระยะพิจารณาให้เห็นให้ได้ว่า ธรรมดาของมันเป็นแบบนี้ เราเกิดมาเมื่อไหร่ก็มีแต่ความทุกข์ยาก ความน่าเบื่อหน่ายแบบนี้เพราะฉะนั้นขึ้นชื่อว่าการเกิดจะไม่มีสำหรับเรา ไปนิพพานดีกว่า

ถ้ามันเห็นเป็นธรรมดาปล่อยวางได้ ก้าวข้ามเป็นสังขารุเปกขาญาณ ต่อไปเราก็จะไม่เบื่อหน่าย มันเป็นช่วงที่เราต้องเปลี่ยนผ่านและก้าวข้ามไป ทวนแล้วทวนอีก ย้ำแล้วย้ำอีกเดี๋ยวมันก็ผ่าน


ถาม : จริง ๆ ก็คือ
ตอบ : จริง ๆ มันเป็นของดีจ้ะ เพียงแต่ว่าเราไม่ถนัด เราไม่ชำนาญก็เลยคิดว่ามันเป็นของไม่ดี

เถรี 18-11-2009 20:35

หลวงพ่อบอกว่า "เรื่องของงานกับเรื่องของการปฏิบัติมันเหมือนอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ถ้าทำสำเร็จแล้วปีติมันจะเกิด แล้วมันจะทำให้อยากทำอีก ถ้าเป็นเรื่องของการปฏิบัติถ้าทำสำเร็จแล้ว มันก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ยากเกินความสามารถของเรา แล้วก็จะขยับหาที่ยากกว่านั้นอีก จะก้าวสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ"

เถรี 18-11-2009 20:40

ในขณะที่ถักหมวกอยู่ หลวงพ่อก็สอนว่า "เห็นไหมว่าหมวกที่เราถักมันสลับซับซ้อนเท่าไหร่ มันจะต้องนับห่วงนับวงเท่าไหร่ กิเลสมันไม่ซับซ้อนอย่างนั้นหรอก กิเลสมันมาตรง ๆ รักมันก็บอกว่ารัก โลภมันก็บอกว่าโลภ โกรธมันก็บอกว่าโกรธ หลงมันก็บอกว่าหลง มันบอกตรงเป๊ะเลย มันมาตรงขนาดนั้นทำไมสู้มันไม่ได้ การถักหมวกนี่มันเลี้ยวไปเลี้ยวมาขนาดนั้นเรายังทำได้เลย

ต้องบอกว่ากิเลสมันเป็นคู่ต่อสู้ที่แฟร์มากเลย มันจะเอาอะไรก็บอกว่า 'จะเอา' ตรงไปตรงมา ไม่มีเลี้ยวเลย"

เถรี 18-11-2009 20:44

หลวงพ่อก็ได้สอนข้อธรรมต่อมาว่า "คราวนี้ทุกคน รวมทั้งป้านุชด้วย ให้สังเกตอารมณ์ใจตอนที่งานเสร็จ ถ้าเราตั้งใจว่าถักใบหนึ่ง ถ้ามันเสร็จเรารู้สึกว่ามันโล่งใจสบายใจ เบาใจ ลักษณะของการที่เราทำอะไรสำเร็จก็คล้ายกับการที่ก้าวเข้าไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติ อารมณ์ที่เราก้าวผ่านแต่ละขั้นตอน มันปีติมันอิ่มเอิบว่าเราทำสำเร็จแล้ว ขณะเดียวกันการที่มันรู้สึกว่าจบแล้ว ได้แล้ว ใจมันเบา มันฟู มันสบายอย่างไร พยายามจำอารมณ์นั้นไว้ อาการมันคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าในเรื่องของทางธรรมปีติมันมากกว่า"

เถรี 19-11-2009 12:43

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "เมื่อเช้าไปบวงสรวงบ้านที่จะปฏิบัติธรรมและรับสังฆทานหลังใหม่ คำนวณพื้นที่แล้วถ้าหากสร้างอาคาร จะได้อาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๖๐๐ ตร.ม.

ห้องนี้ (หมายถึงบ้านอนุสาวรีย์ตรงชั้น ๒) มีขนาด ๖๔ ตร.ม. ก็แปลว่าที่ใหม่มันใหญ่กว่าห้องนี้ประมาณ ๑๐ เท่า ถ้าหากว่าใครจะช่วยร่วมสร้าง ก็เก็บสตางค์ไว้ก่อนจ้ะ เดี๋ยวทำวัตถุเจ๋ง ๆ ขายราคาแพง ๆ ให้"


มีคนตะโกนบอกหลวงพ่อว่าให้สร้างพระปิดตาทองคำองค์ละห้าพันบาท ท่านก็เลยบอกว่า "ถ้าพระปิดตาทองคำองค์ละห้าพัน ตูก็ไม่ต้องสร้างบ้านใหม่กันพอดี"

เถรี 19-11-2009 13:04

หลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟังว่า "สมัยก่อนที่วัดท่าซุงมีแม่ชีอยู่สามราย ปกติหลวงพ่อท่านจะไม่รับแม่ชี ถามท่านว่าทำไม ท่านบอกว่าด้วยความที่ผู้หญิงเขาใจละเอียดอ่อนเกินไป มันก็เลยกระทบกระทั่งอะไรง่าย ถ้าอยู่ด้วยกันมาก ๆ แล้วชอบทะเลาะกัน ท่านรำคาญ ก่อนหลวงพ่อมรณภาพเกือบปี มีแม่ชีเพิ่มมาอีก ๑ รูป ก็เลยรวมเป็นสี่รูป ไม่รู้วาตอนนี้เหลืออยู่เท่าไหร่ เพราะเจตนาท่านไม่อยากให้มีแม่ชี ถ้ามีก็ให้เป็นพราหมณ์ไปเลย"

เถรี 19-11-2009 13:35

ถาม : โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะบรรเทาให้เบาบางได้อย่างไร
ตอบ : ปล่อยสัตว์ พวกโรคภัยไข้เจ็บมันเป็นเศษกรรมของปาณาติบาต เราไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์ไว้ในอดีต ก็เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ คืนชีวิตให้เขาไป

ถาม : เราทำแทนเขาไม่ได้หรือครับ
ตอบ : ทำแทนไม่ได้ อาจจะซื้อแทนได้แต่ให้เขาเป็นคนปล่อย

ถาม : แล้วการที่ทำบุญอย่างถวายเงิน
ตอบ : มันไม่ตรง บอกแล้วว่าปาณาติบาตมันทำให้ป่วย มันต้องคืนชีวิต ถ้าหากเป็นพวกโรคพาร์คินสันก็เร่งฝึกสมาธิ ถ้าสมาธิทรงตัวดีแล้ว พวกความเสื่อมสมองก็จะเกิดช้าขึ้น

เถรี 19-11-2009 15:18

หลวงพ่อบอกว่า "หลวงปู่มหาอำพันบอกเสมอว่า ถ้าเป็นฆราวาสต้องคิดไว้เสมอว่าเราจะไม่ตาย แล้วก็ตั้งหน้าทำมาหากินให้เต็มที่ แต่ถ้าเป็นพระต้องคิดเสมอว่าเราจะต้องตาย แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติให้เต็มที่"

ถาม : ...........(ไม่ได้ยิน)........
ตอบ : กำลังใจมันไม่ต่างกัน เพราะว่ามันมุ่งมั่นที่จะทำให้ถึงเป้าหมายเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นคนละส่วนกัน คือ ในส่วนของผู้ที่มุ่งหวังความหลุดพ้นต้องตั้งกำลังใจแบบนี้ ส่วนผู้ที่จะยังทำมาหากินสร้างครอบครัว สร้างหลักฐานมันต้องตั้งกำลังใจอีกแบบหนึ่ง

ถาม : แล้วถ้าเป็นฆราวาสที่หวังความหลุดพ้น
ตอบ : เหยียบเรือสองแคม โลกไม่ให้ช้ำ ธรรมไม่ให้เสีย

เถรี 19-11-2009 16:04

ถาม : หลวงพ่อ คนเรามีไหมครับ ที่ไม่ได้หายใจทางจมูก แต่หายใจทางอื่น
ตอบ : เด็กในท้องแม่หายใจทางไหนละ

ถาม : หายใจทางสายสะดือ
ตอบ : ผู้ที่ทรงสมาธิ เทวดา พรหม ไม่เห็นท่านหายใจ ท่านก็อยู่ได้ จริง ๆ มันมีช่องทางหายใจของเขาเอง เขาไม่ได้หายใจอย่างเรานี้ เคยบอกไว้แล้วว่าทางผิวหนังทุกส่วนมันหายใจได้

ถาม : แต่มันรู้สึกอึดอัดกว่าหายใจทางจมูกหรือเปล่าครับ
ตอบ : ถ้าหากว่าใช้มันจริง ๆ มันจะไม่อึดอัด มันจะคล่องตัว

เถรี 19-11-2009 16:41

ถาม : ตอนนี้ปฏิบัติตามสายสติปัฏฐาน ก็รู้สึกว่ายังโกรธคนอื่นอยู่
ตอบ : ก็ไม่มีอะไร ย้อนกลับมาตั้งใจรักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำ ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นทำ ตั้งใจทำสมาธิไปพร้อมกัน ถ้าศีลกับสมาธิมันทรงตัวเดี๋ยวปัญญามันเกิด มันจะรู้เองว่าควรจะไปอย่างไร

ถาม : ก็คือ ถ้าตอนนี้เราจะปฏิบัติแบบใช้สติปัฏฐาน ๔
ตอบ : อะไรก็ได้ ให้ทำให้จริงเท่านั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งก็สามารถเข้าถึงมรรคผลได้ เพียงแต่ทำให้จริงจังแล้วก็ต่อเนื่อง

ถาม : สติปัฏฐาน ๔ ทำยาก
ตอบ : ถ้าคนไม่มีพื้นฐานการปฏิบัติจะยาก เพราะว่าพอไปเวทนาในเวทนาเราชักจะเกาะไม่ติด ถ้าไปจิตในจิต ธรรมในธรรม ถ้าสติและปัญญาไม่ดีนี่หามันไม่เจอเลย

ถาม : ๔ ตัวนี่หรือคะที่มันหาไม่เจอ
ตอบ : เพราะว่ามันจะต้องไปดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ

ถาม : แล้วทำอย่างไรดีเล่าคะ คือ มันอยู่ข้างในแล้วเราออกมาดูมัน
ตอบ : ก็บอกแล้วว่าถ้าเราไม่มีพื้นฐานก็ไปทำอย่างอื่น

ถาม : พอมีพื้นฐานบ้าง ก็อยากจะให้ก้าวหน้าในเรื่องนี้
ตอบ : ก็ยึดเอาลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก พอลมหายใจเข้าออกทรงตัวก็มาพิจารณา ให้เห็นสภาพร่างกายมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นของเรา มันจะรวบเข้าสามตัวหลังทั้งหมด คือ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต

ถาม : รวบอย่างไรคะ
ตอบ : พิจารณาดูว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นกับเรา มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราอย่างแท้จริง จนกระทั่งจิตมันยอมรับ ปล่อยวางได้ ทุกอย่างมันก็ครบถ้วนสมบูรณ์

ถาม : ก็คือ ถ้ามันยอมรับ แล้วก็วาง
ตอบ : มันจะจบ ถ้าทำมากกว่านั้นเดี๋ยวมันไม่จบ

ถาม : มีมากกว่านั้นด้วยหรือคะ
ตอบ : ก็อย่างที่มาบอกว่าหลงทางนั่นแหละ


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:58


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว