กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=26)
-   -   เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1284)

เถรี 10-11-2009 11:25

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒
 
หลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟังว่า "หลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศ บอกว่า ท่านเล็กเหมือนกับม้าอาชาไนย

คำว่า ม้าอาชาไนยก็คือ ยอมตายอยู่ในสนามรบดีกว่าป่วยตายอยู่ในคอก สมัยก่อนที่อยู่วัดท่าซุง แม้ว่าจะเครดิตดีในสายตาพี่ ๆ น้อง ๆ ด้วยกัน แต่ว่าความอาวุโสของเรามันไม่ได้ พรรษาน้อยมาก เพียงแต่ว่าสามสี่พรรษาท้าย ๆ ทำงานสนองหลวงพ่อท่านได้ อย่างที่คนอื่นเขาไม่กล้าเสี่ยง ก็เลยมีความเชื่อถือในสายตาพี่ ๆ น้อง ๆ แม้ว่าพรรษาจะน้อยกว่าก็ตาม

แต่พอออกจากวัดมา ด้วยความที่เราเป็นลูกหม้อวัดท่าซุง ทำให้พี่น้องสายนอกที่เขาไม่ได้บวชจากวัดท่าซุง ให้ความเชื่อถือมาก มีงานที่ไหนก็นิมนต์ไป ไป ๆ มา ๆ ก็มาลามมาถึงพี่น้องในวัดที่ออกไปตั้งสำนักข้างนอก แล้วก็เกิดภาพอย่างที่ทุกคนเห็น ก็คือ ไปที่ไหนก็เหนื่อย"

เถรี 10-11-2009 12:04

ถาม : หลวงพ่อครับ ถวายของบูชาพระพุทธรูปที่บ้าน แล้วสมมติว่าเป็นของกิน?
ตอบ : ลามาแล้วก็กินได้

ถาม : กินได้หรือครับ?
ตอบ : ถ้าไม่เน่าไม่เสียก็กินไป

ถาม : แล้วไม่ถือว่าติดหนี้สงฆ์หรือครับ?
ตอบ : ของอยู่กับบ้านเราไม่ได้อยู่กับวัด

ถาม : แล้วถ้าเป็นถวายข้าวพระพุทธรูปที่วัด นั่นก็กินได้หรือครับ?
ตอบ : นั่นเป็นของสงฆ์ เพราะไปอยู่วัดแล้ว

ถาม : หลวงพ่อช่วยเรื่องปฏิบัติด้วยครับ
ตอบ : อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา สำคัญตรงว่าทำจริงเท่านั้น ไม่ใช่ทำ ๆ ทิ้ง ๆ

เถรี 10-11-2009 14:01

ในขณะที่กำลังพูดคุยถึงเรื่องงานกฐินตุ๊ป้อ ที่หลวงพ่อเล็กขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยง

หลวงพ่อท่านก็กล่าวว่า "เรื่องของการที่เขาจัดให้มีขบวนแห่ มีเสลี่ยงให้นั่ง มันก็ลักษณะเดียวกัน นั่นมันเป็นลักษณะของยศ ก็คือ ยกให้เราเป็นใหญ่ ก็สำคัญว่าเราต้องระวังรักษาใจ

แต่พอนั่งบนนั้นแล้วมันเห็นภาพซ้อน...ซ้อนแล้วซ้อนอีก นับชาติไม่ถ้วน ตอนแรกที่นั่งก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่ามันจะเมาหรือเปล่า กลัวจะเมาลม เพราะคนที่หามมันเดินไม่เสมอกัน แต่ปรากฏว่าพอนั่งไปปุ๊บ ความคุ้นเคยเก่า ๆ มันมาหมดเลย มันกลายเป็นว่าสามารถนั่งได้สบาย ๆ แล้วมันก็เห็นภาพ มีทั้งขณะที่เดินทางเข้ารั้วเข้าวังเพื่อไปรายงานข้อราชการ มีทั้งออกตรวจคนเตรียมพร้อมรบ มีทั้งกำลังเลียบพระนคร แต่ละชาติมันมีทั้งที่เป็นใหญ่ มีทั้งที่เป็นแม่ทัพนายกอง แม้กระทั่งเข้าไปนั่งในศาลาแล้ว มันก็ยังรู้สึกว่านั่งอยู่ใต้มหาเศวตฉัตร

มันก็เลยเกิดความสลดใจว่า ชาติแล้วชาติเล่ามันก็เป็นอย่างนี้ แล้วท้ายสุดมันก็ไม่สามารถที่จะพ้นทุกข์ได้ มันก็เหลือเพียงแต่ว่าชาตินี้เราจะดิ้นรนให้พ้นจากทุกข์ได้จริงหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องของลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันเป็นของที่เชื่อไม่ได้ ถ้าวันไหนคนเขายังยกย่องสนับสนุนอยู่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ วันไหนที่เขาเลิกสนับสนุนเมื่อไหร่มันก็จะสูญสลายไป มันก็จะกลายเป็นเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นธรรมดาของโลก เรียกว่าโลกธรรม ธรรมดาของโลกมันต้องมีอย่างนี้ คราวนี้เมื่อมันเกิดกับเราขึ้นมาแล้ว เราเองมีการหวั่นไหวตามหรือว่าสามารถที่จะปล่อยได้วางได้

แต่ว่ามันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ชัดที่สุดก็คือว่า มันรู้ว่าภาระใหญ่มา ก็คือยิ่งเราโดนยกเข้าไปสู่ที่สูงมากเท่าไหร่ ภาระการงานที่เราต้องรับผิดชอบมันก็ต้องมากเป็นเงาตามตัว เห็นแล้วมันสยอง รู้ตัวว่างานมา"

ถาม : เขายกในงานกฐินหรือคะ
ตอบ : ใช่ มันมองเห็นยาวเลย ถ้าวาระของบุญของกรรมมันมาถึง อย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้ เรารับ ๆ ไปเถอะ เพียงแต่ว่าอย่าเก็บมาเป็นกังวล ทำได้เต็มที่แค่ไหน เอาแค่นั้น อย่าลืมว่าเต็มที่คือดีที่สุด ทำได้ดีที่สุดแค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ไปกังวลว่ามันต้องเสร็จไปทุกเรื่อง ลักษณะเดียวกับไม่ได้ไปหนักใจว่าจะต้องทำ เพราะเราอาจจะตายลงไปตอนนี้ก็ได้

เถรี 10-11-2009 14:20

หลวงพ่อเล็กท่านแจ้งข่าวมาว่า "ปีหน้าไปปลดหนี้วัดหนองหญ้าปล้อง สร้างสมเด็จองค์ปฐม ๔๐ ศอก ตอนนี้ติดหนี้เขาอยู่บานเลย งานกฐินนี้วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลาสิบโมงครึ่ง

สำหรับวัดหนองหญ้าปล้อง อยู่จังหวัดกาญจนบุรี ออกจากตัวเมืองไปสัก ๔๐ กิโลเมตร เริ่มวางโครงการได้แล้ว ทีนี้จะไถวัตถุมงคลของใครไปประมูลได้เลย"


แล้วท่านก็ถามพวกเราว่า "ปีนี้ไปเหนือ ปีหน้าภาคกลาง ปีต่อไปลงใต้ดีไหม" มีคนเสนอว่าให้ลงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลวงพ่อก็พูดขำ ๆ ว่าอย่างนั้นคงต้องทำวัตถุมงคลรุ่นกันระเบิด :154218d4:

เถรี 10-11-2009 14:34

หลวงพ่อเล่าให้ฟังเรื่องพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้านว่า

"ตอนนี้บอกให้เขาแกะแบบให้แล้ว บอกว่าให้เอาช่างฝีมือดีที่สุดเท่าที่โรงงานจะหาได้ ทางโรงงานเขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องขึ้นไปถึงปราจีนบุรี เพราะมีช่างฝีมือดีมากเลย"

สำหรับพระปิดตาฯ นี้ หลวงพ่อบอกว่าองค์ขนาดเล็ก แต่เรื่องราคา แฮ่ ๆ เถรีเกรงว่าจะไม่เล็กตามค่ะ ท่านบอกว่าขอดูก่อนว่าจะสร้างเนื้ออะไรบ้าง

สำหรับชนวนนั้น หลวงพ่อบอกว่าตอนนี้ มีชนวนที่สร้างพระปัจเจกพุทธเจ้าเนื้อทองคำ ๑ ซม. , ๓ ซม. , ๓ นิ้ว
ชนวนพระปัจเจกพุทธเจ้าเนื้อเงิน ๑ ซม. กับ ๓ ซม.
ชนวนพระยอดธง
ชนวนที่ทำตอนเข้ากรรมฐาน
และชนวนที่ทำเมื่อวันลอยกระทงที่ผ่านมา เพราะวันลอยกระทงที่ผ่านมาเป็นวันจันทร์ ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เขาเรียกฤกษ์จันทร์เพ็ญ โบราณเขาบอกว่าเป็นฤกษ์มหาเสน่ห์ เหมาะสำหรับทำเรื่องเมตตามหานิยม หลวงพ่อก็เลยเขียนแผ่นยันต์ไปสองแผ่น ช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงค่ะ

เถรี 10-11-2009 15:46

มีคนนำหนังสือของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต มาถวายให้หลวงพ่อเล็ก แล้วท่านก็กล่าวว่า "หลวงปู่หล้า ท่านสอนว่า หัดเป็นนักหลบเสียบ้าง อย่าเป็นนักรบอย่างเดียว

ถ้ารู้ว่ารบแล้วไม่ชนะแล้วยังไปรบอีกถือว่าโง่ ถ้ากิเลสมันแรงกว่าเราก็หลบมัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปอยู่กับตัวสมาธิ ตัวภาวนา ไม่โผล่ออกมา กิเลสมันกินไม่ได้ เมื่อถึงเวลาก็ค่อยมาตอดเล็กตอดน้อยจัดการกับมัน"

เถรี 11-11-2009 10:39

ถาม : หลวงพ่อขา หนูภาวนาคาถาเงินล้านใหม่ ๆ ก็รู้สึกว่ามันก้าวหน้าดี ฟุ้งซ่านมันน้อยลง แต่ว่าพอไปนาน ๆ รู้สึกว่ามันเริ่มอืดแล้วค่ะ ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลง
ตอบ : เพราะว่าอยากดี ถ้าเลิกอยากดีเดี๋ยวมันดีเอง ตัวอยากดีมันคือฟุ้งซ่าน

ถาม : แล้วทำไปเรื่อย ๆ หรือมีวิธีเร่งอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ
ตอบ : ทำไปเรื่อย ๆ

เถรี 11-11-2009 11:26

ในขณะที่ความเงียบกำลังครอบคลุม หลวงพ่อก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่า "เคยอยู่กับความเงียบไหม เงียบชนิดที่ได้ยินลมหายใจ"

"ความเงียบจริง ๆ มันไม่ได้เงียบ ที่มันเงียบเพราะเราไม่ได้ยิน"

"ถ้าฝึกทิพโสต เมื่อกำหนดสมาธิได้ระดับแล้ว ก็ค่อย ๆ เพ่งความรู้สึกทั้งหมดไปที่ประสาทหู ขยายวงการฟังไปรอบตัวในระยะที่เราได้ยินเสียง จนกระทั่งมั่นใจว่าทุกเสียงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ตกหล่นไปจากหูของเราได้แล้ว ก็ขยายกว้างออกไปอีก อย่างเช่นว่าตอนนี้อาจจะฟังแค่ในห้องนี้ แล้วหลังจากนั้นก็ขยายกว้างออกไป ถ้าหากว่าได้ยินไม่ชัดให้ดึงกำลังใจมาแล้วเข้าสมาธิใหม่ แล้วขยายความรู้สึกออกไป

ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะรู้ว่าจริง ๆ มันไม่เงียบ มันจะได้ยินสารพัด ถ้าหากว่ามีความคล่องตัวมาก ใกล้ไกลแค่ไหนก็ได้ยิน แล้วคราวนั้นจะรำคาญ ถึงเวลาค่อยปิดเครื่อง"


ถาม : แล้วถ้ากำลังนินทาอยู่ครับ
ตอบ : นินทาได้ เพียงแต่จะได้ยินหรือเปล่า มันจะเป็นลักษณะที่ฟังแต่ไม่ได้ยิน มองแต่ไม่ได้เห็น คือ มันสักแต่ว่าฟัง สักแต่ว่ามอง

เถรี 11-11-2009 11:35

แล้วหลังจากนั้นหลวงพ่อก็ถามว่าอ่านหนังสือเรื่อง Twilight ไปถึงไหนแล้ว

ท่านก็บอกว่า"ให้สังเกตดูตอนที่ผีดิบหรือมนุษย์หมาป่ามันล่าเหยื่อ มันลักษณะของทิพโสตหรือทิพจักขุญาณ อย่างที่เขาบรรยายว่า รู้แล้วว่าทำไมเอ็ดเวิร์ด (พระเอกในเรื่อง) วิ่งเร็วขนาดนั้นแล้วจึงไม่ชนต้นไม้เลย เพราะเขาใช้ประสาทสัมผัสแทนตา แล้วเวลาที่จะไปล่าสัตว์ เขาก็ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังเต้น อย่างเช่น สัตว์ตัวนั้นหัวใจเต้นเร็ว แสดงว่ามันกลัวมากเลย มันเหมือนกับการฝึกอภิญญา ทิพโสตหรือทิพจักษุ"

เถรี 11-11-2009 11:52

ถาม : ถามว่าจำเป็นไหมที่เวลาจับภาพกสิณเราต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนที่มีสติอยู่ตลอดเวลา
ตอบ : มันไม่จำเป็นต้องถึงขนาดมีสติอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากว่ากสิณมันเริ่มทรงตัวแล้ว เราแบ่งความรู้สึกไว้ส่วนหนึ่ง ความรู้สึกส่วนนั้นมันจะเกาะอยู่ตลอดเวลา

ถาม : หนูมาสังเกตช่วงเวลาที่เราขาดสติช่วงนั้นไป มันก็สามารถจะจำอารมณ์ตัวนั้นกลับมาทำใหม่ได้
ตอบ : ทำได้ แต่ถ้าหากว่าไม่ถนัดหรือชำนาญมันจะหายไปเลย ต้องมาเริ่มต้นใหม่

ถาม : เราแค่จำอารมณ์ฌานนั้นที่กสิณมันทรงตัว เราก็ทำได้แล้ว
ตอบ : แล้วเราก็ล็อกเป้า

ถาม : บางทีเราทำกสิณยังไม่ได้ถึงจุดที่ทำให้มันเกิดฤทธิ์ แต่ว่ามันก็เกิดไปมีตัวอรูปฌานแล้ว
ตอบ : ของเก่า...ของเก่า เก่าล้วน ๆ ไม่มีใหม่เลย

ถาม : หนูมาสังเกตที่หลวงพ่อสอนตัวทิพโสต ทีนี้เวลาเราจับภาพกสิณเพื่อฝึกทิพโสต เราสามารถพลิกวิธี
ตอบ : ก็ขยายวงไป ที่เคยสอนเอาไว้มีครบทุกอย่างแหละ ตั้งแต่การสอนภาวนาแรก ๆ จนกระทั่งกรรมฐาน ๔๐ ถ้าคนสังเกตจะเห็นว่าบทแรก ๆ มันยำใหญ่เกือบทั้ง ๔๐ กองเลย เหลือแต่เราเอาไปพลิกแพลงใช้

อาตมาไม่ใช่คนเก่ง ครูบาอาจารย์ท่านทำได้ทุกคน แต่ขี้เกียจมาอธิบาย ท่านก็บอกไปเรื่อยเปื่อย มันอยู่ที่ว่าเราจะเฉลียวใจคิดหรือเปล่า

เถรี 11-11-2009 12:01

ถาม : ผมจบมาแล้วก็เพิ่งไปบวช ทีนี้ก็เลยอยากจะขอพรหลวงพ่อให้ผมได้งานเร็ว ๆ และงานดี ๆ ครับ
ตอบ : อดข้าวอีกสัก ๗-๘ วันน่าจะไหวนะ ต้องไปบนพระวิสุทธิเทพ พระวิสุทธิเทพคือพระพุทธเจ้าบนพระนิพพาน

ถาม : ครับผม
ตอบ : จุดธูป ๕ ดอก นึกถึงท่านว่าขอให้ได้งาน ถ้าหากว่าสำเร็จจะรักษาศีลแปดพร้อมกับเจริญกรรมฐานถวายสัก ๗-๘ วัน

เถรี 11-11-2009 18:04

ถาม : ผมไม่เข้าใจ เข้าไปอ่านในกระทู้ที่บอกว่า ถ้าหลวงพ่อวัดท่าซุงไม่ลาพุทธภูมิเสียก่อน ตอนอายุ ๖๐ หลวงพ่อก็จะบารมีเต็ม อันนี้แสดงว่าท่านเคยได้รับการพยากรณ์แล้วหรือครับ
ตอบ : ถ้าไม่ได้แล้วใครเขาจะบารมีเต็มกัน

ถาม : แต่คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าไม่ผิดไม่ใช่หรือครับ
ตอบ : ไม่ผิด ถ้าท่านไม่ลา แล้วนี่ท่านลาไหมเล่า

ถาม : แล้วมีคนพูดกันเยอะว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ
ตอบ : ท่วมมากี่ปีแล้ว จนป่านนี้มันท่วมหรือยัง

ถาม : ยังครับ
ตอบ : แต่อย่าไปประมาทเผลอเมื่อไหร่โดนทันที

ถาม : แสดงว่ามีโอกาสท่วม
ตอบ : ตอนนี้กรุงเทพฯ ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นเมตรแล้วพ่อคุณ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเลิกกั้นน้ำเมื่อไหร่ก็เข้าท่วมทันที ไม่ต้องรอให้ฝนมาหรอก

ถาม : แล้วพอจะมีเหตุอะไรบ่งบอกก่อนไหมครับ ผมจะได้หนีก่อน
ตอบ : รอดูในหลวง ถ้าในหลวงสั่งบรรดาข้าราชการอะไร ก็เตรียมตัวเผ่นได้

ถาม : แล้วไปอยู่แถวไหนดีครับ
ตอบ : ยอดตึกใบหยก

ถาม : บนนั้นไม่มีข้าวกินก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันครับ
ตอบ : ก็คุณถามถึงที่ที่น้ำไม่ท่วม

ถาม : แล้วอย่างไปอยู่ภาคอีสาน
ตอบ : ถ้าหากว่าสร้างกรรมไว้ หนีไปอยู่ที่ไหนก็ตาย ถ้าหากไม่สร้างกรรมไว้อยู่ที่ไหนก็รอด

ถาม : แล้วถ้าอย่างนี้เราซื้อประกัน ส่งไป ๑๐ ปี อย่างนี้จะดีไหมครับ
ตอบ : ก็ส่งไปสิ ประกันเอาไว้ ถ้าเราตายคนอื่นก็ได้ ก็เท่ากับว่าเป็นความโชคดีของคนอื่นเขา

เถรี 11-11-2009 18:06

ถาม : แล้วถ้ามีคนเขียนว่าคนนี้เป็นพุทธภูมิ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนนี้บำเพ็ญมาแบบไหน
ตอบ : ถึงเวลาก็รู้

ถาม : แล้วการสะกดจิตระลึกชาตินี้มันจริงหรือเปล่าครับ
ตอบ : จริงบ้าง สำหรับคนที่ในอดีตเคยได้ทิพจักขุญาณมา ถ้าคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานของทิพจักขุญาณมา สะกดให้ตายก็ระลึกไม่ได้

ถาม : แสดงว่าขึ้นอยู่กับคนนั้นทำได้
ตอบ : ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ คือ คนที่เอามาสะกด

ถาม : แล้วที่เขาบอกว่า คนนี้บูชาพระองค์นี้ คนนั้นบูชาพระองค์นั้น ปางนั้น
ตอบ : แล้วแต่ใจเราว่าชอบองค์ไหน เรื่องการกำหนดเขามากำหนดกันทีหลัง จริง ๆ แล้วก็พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน

ถาม : แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป่ายันต์เกราะเพชรแล้ว ยันต์ยังอยู่กับเรา
ตอบ : ไปซื้องูเห่ามาตัวหนึ่งให้มันกัดเรา ถ้ามันกัดแล้วเราไม่ตายแสดงว่ายันต์ยังอยู่

ถาม : มีวิธีอื่นไหมครับ
ตอบ : มี ให้สิบล้อชนถ้าไม่ตายก็แสดงว่ายันต์ยังอยู่ เพราะเขาห้ามตายโหง หรือไม่ก็นอนให้รถไฟทับ

เถรี 11-11-2009 18:21

ถาม : เวลาที่จะนิมนต์หลวงปู่เทพโลกอุดร ทำไมต้องปูผ้าขาว
ตอบ : ถ้ายังมัวสงสัยอยู่มันก็จะสงสัยไปเรื่อย ถ้าอยากรู้ก็ทำ ความสงสัยมันเป็นสิ่งที่ดีเพราะอย่างน้อย ๆ มันแสดงว่าเราเป็นคนมีปัญญา แต่ถ้าหากว่ามันสงสัยในเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง มันเสียเวลา และก็เสียกำลังด้วย คำว่าเสียกำลังก็คือ เราสั่งสมกำลังเอาไว้เพื่อเอาไว้ตัดกิเลส เอาไว้สร้างเสริมสติ สมาธิ ปัญญาของเรา แต่เราเอากำลังตรงนั้นไปสงสัยเสียเรื่อย สติสมาธิปัญญาของเราเลยไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที ถ้าหากว่าพูดง่าย ๆ ก็คือ มันรั่วหมด พอมันรั่วหมดกำลังก็เลยไม่พอใช้งาน เพราะฉะนั้นเลิกสงสัยแล้วก็ทำ

ถาม : ว่าจะไปเข้าคอร์สบวชสัก ๕ วัน
ตอบ : อย่าเสียเวลาไปจับกลุ่มคุยกัน ระยะเวลาแค่ ๕ วัน ๑๐ วัน ถ้าคนปฏิบัติจริง ๆ มันไม่พอหรอก มัวแต่ไปคุยกัน อย่างว่ามันรั่วหมด

เถรี 12-11-2009 01:00

ถาม : เรื่องการบวงสรวงท่านท้าวมหาราช การเซ่นของบวงสรวงที่บอกว่าไก่ต้องวางไว้ทิศเหนือ ทิศเหนือต้องเป็นทิศเหนือจริง ๆ หรือว่าทิศเหนือของโต๊ะครับ

ตอบ : ทิศเหนือจริง ถ้าไม่ได้ทิศเหนือจริงก็ใกล้เคียงทิศเหนือให้ได้มากที่สุด

เถรี 12-11-2009 01:02

ถาม : เวลาทำกรรมฐานหนูสมาทานศีลแปด แต่ก็ยังแต่งหน้า ทำผมอยู่
ตอบ : ก็รักษาเฉพาะตอนทำกรรมฐาน

ถาม : มันไม่มีผลเสียหรือคะ
ตอบ : แต่จริง ๆ เรื่องของการแต่งหน้าแต่งตา เขาหมายเอาว่าแต่งเพื่อยั่วกิเลสเพศตรงข้าม ถ้าหากว่าความเคยชินของเราถ้าไม่ได้แต่งหน้าแล้วรู้สึกว่าออกจากบ้านไม่ได้ มันเก้อเขิน ก็ทำไปเถอะ

ถาม : มันไม่แต่งไม่ได้ค่ะ ต้องเอาอะไรมาพอกปกปิด
ตอบ : ปิดเอาไว้ก็อย่าลืมแล้วกันว่าสภาพแท้จริงเป็นอย่างไร

เถรี 12-11-2009 01:04

ถาม : หลวงพี่ครับ เกิดดับทั้งภายในและภายนอกมันเห็นพร้อมกันได้หรือเปล่าครับ
ตอบ : ได้ คือ มันเป็นปกติของมันอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเราจะเห็นมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ถาม : เขาบอกว่าอินทรีย์ ๕ มีใจเป็นเครื่องคุม ใช่ไหมครับ สติมีวิมุติเป็นเครื่องผูก วิมุติมีนิพพานเป็นเครื่องผูก ขอให้หลวงพี่ช่วยขยายความ
ตอบ : ไม่เห็นต้องขยายอะไรเลย ก็สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว

ถาม : คำว่ามีวิมุติเป็นเครื่องผูกนี่หมายความว่า
ตอบ : มุ่งไปทางนั้น คราวนี้พอหลุดพ้นแล้วก็มุ่งไปนิพพาน มันเป็นภาษาโบราณตีความยาก

จะเอารายละเอียดจริง ๆ มันยาว แต่ถ้าสั้น ๆ เอาไปนั่งขบเองก็ได้แล้ว

เถรี 12-11-2009 01:08

ถาม : ตะกรุดมหาสะท้อน เขาบูชาอย่างไรครับ
ตอบ : ต้องมีคาถากำกับ ต้องภาวนาทุกวัน แต่มีข้อแม้ว่าห้ามให้เด็กใช้ แล้วก็ห้ามเข้าไปในที่ที่คนหรือสัตว์กำลังคลอด เพราะว่าตะกรุดมหาสะท้อนมันย้อนคืนทุกอย่าง ใครทำดีทำชั่วกับเรามันย้อนคืนเป็นร้อยเท่าพันทวี อย่างเด็กที่คลอดออกมามันย้อนกลับก็ไม่ต้องคลอดกันพอดี เคยมีคนลองมาแล้วเกือบตาย

ถาม : แล้วเวลาพก
ตอบ : จริง ๆ เขาให้ติดตัวไว้ อาราธนาทุกวัน

ถาม : แล้วถ้าสองคนมีตะกรุดมหาสะท้อนเหมือนกันละครับ ถ้าเวลาคิดไม่ดีแล้วมันจะย้อนคืนอย่างไร
ตอบ : ถ้าสองคนมีเหมือนกัน ต้องดูว่ากำลังใจใครดีกว่า

เถรี 12-11-2009 02:11

ถาม : หลวงพี่ครับ เพื่อนเขาไปต้องคุณไสยมา
ตอบ : ปีหน้า ๒๐ มีนาคม งานเป่ายันต์เกราะเพชร ลากเขาไปก็แล้วกัน

ถาม : กลัวมันจะตายเสียก่อน
ตอบ : บอกให้อึด ๆ ไว้หน่อย อีกไม่กี่เดือน

ถาม : เขาอาเจียนออกมาเป็นเส้นผม เป็นโครงกระดูก
ตอบ : แสดงว่าคนเขารักมาก ให้มาเยอะ

ถาม : ลากไปวัดท่าขนุนได้ไหมครับ
ตอบ : ไม่มีประโยชน์ ถ้าหากไม่ใช่วาระจริง ๆ อาตมาไม่แตะเรื่องพวกนี้หรอก ขี้เกียจเดือดร้อน เพราะพวกไสยศาสตร์มันเร็วมากเลย มันจะรู้ว่าใครช่วย แล้วมันจะเล่นคนนั้นแทน อาตมารบกับมันจนต้องแกล้งตายมาหลายรอบแล้ว

ถาม : อย่างนี้พวกที่ปล่อยของมาเขาก็มีทิพจักขุญาณสิคะ เพราะเขารู้ว่าใครช่วยแก้คุณไสยให้
ตอบ : มันให้ผีบอก ถึงเวลาผีมันก็ไปสำรวจว่าเป็นใคร แล้วมันก็บอกเจ้านาย

ถาม : เทวดาปกปักเราไม่ได้หรือคะ
ตอบ : มันขึ้นอยู่กับวาระกรรม ถ้าวาระมันเปิดก็ซวย อาตมาเองโดนมาซะหลายยก จนต้องแกล้งตาย แกล้งตายคือไม่ตอบโต้ มาเท่าไหร่เงียบอย่างเดียว จนเขาคิดว่าไม่รอดแล้ว เขาก็เลิก

ถาม : แปลว่ารับไว้
ตอบ : โดนจนเข็ด มาเท่าไหร่ก็กางกระสอบรับ

ถาม : แบบนี้ได้ตะปูไปเยอะ
ตอบ : ไม่ค่อยพอ ส่วนใหญ่เต็มที่สองกิโลก็หมดแล้ว ตะปูสองกิโลนี่มันรื้อเมรุหลายเมรุเลยนะ เพราะว่าเขาจะต้องเอาเมรุที่เป็นเมรุเก่า พวกที่ทำด้วยไม้ ตอนเผาศพมันจะมีควันจากไอศพขึ้นไป พวกนั้นมันจะสื่อวิญญาณได้ง่าย แล้วก็จะเอามาทำไสยศาสตร์ มันไม่ใช่ประเภททำมั่ว ๆ แล้วโลงสมัยนี้มันก็ตอกตะปูได้น้อยมาก เพราะเอาไว้เผาอย่างเดียว จะเอาตะปูตอกโลงผี โลงหนึ่งก็มีแค่ ๔ ตัว หรือ ๖ ตัวเท่านั้น ไสยศาสตร์มันหากินอัตคัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะวัตถุดิบมันหมด

เถรี 12-11-2009 09:44

พอดีมีคนถวายตาลปัตรให้หลวงพ่อ ท่านก็เลยเล่าเรื่องเกี่ยวกับตาลปัตรให้ฟังว่า "ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น ความจริงมันแฝงด้วยปริศนาธรรมเยอะมากเลย

ไปไม่กลับ นี่ต้องพระอนาคามีขึ้นไป ไม่ลงมาเกิดแล้ว
หลับไม่ตื่น คือ คนที่ถูกอวิชชา ตัณหา อุปาทานครอบงำ
ฟื้นไม่มี เป็นทาสของตัณหา ไม่ได้ไปไหนหรอก ตายแหง ๆ
หนีไม่พ้น ก็คือความตายนั่นเอง

แต่คราวนี้จังหวัดกาญจนบุรีมีอะไรแปลก ๆ มันมีอยู่ช่วงหนึ่ง จำไม่ได้ว่าผู้ว่าคนไหน เขาจะให้พระมาเป็นหน่วยต่อต้านยาเสพติดในชุมชน เขาก็เลยทำตาลปัตรถวายทุกวัด เพียงแต่ว่าข้อความมันไม่ใช่ในแบบที่เราเคยชิน ตาลปัตรของท่านผู้ว่าที่ถวายทุกวัดมันปักว่า เป็นทาสยาบ้า เหมือนฆ่าตัวตาย ครอบครัวฉิบหาย ทำลายสังคม

ลองแบกตาลปัตรไปทีละอันสิ ถ้าพระตั้งตาลปัตรขึ้นมา อันแรก เป็นทาสยาบ้า อันที่สอง เหมือนฆ่าตัวตาย แล้วถ้าตั้งอันที่สามว่า ครอบครัวฉิบหาย โยมที่ไหนจะให้เข้าบ้านเล่า อันสุดท้ายก็ทำลายสังคม เจริญอีก

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ห้ามแยกเดี่ยวตาลปัตรเด็ดขาด แยกแล้วไม่เป็นมงคล"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:23


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว