กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   อีหรอบเดียวกัน (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=61)
-   -   อีหรอบเดียวกัน ตอนที่ ๓ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4593)

สุธรรม 12-09-2015 17:02

อีหรอบเดียวกัน ตอนที่ ๓
 
1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442052106
เห็นไฟส่องอยู่ตรงที่นั่งท่านไพฑูรย์

วันจันทร์ที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


เพิ่งจะหกโมงครึ่งของเมืองไทย แต่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเริ่มเป็นแสงเงินแสงทองแล้ว เวลาของทางนี้ประมาณตีหนึ่งครึ่ง มายุโรปจะได้กำไรเวลาครั้งละ ๕ ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นขากลับก็ขาดทุน ๕ ชั่วโมงเช่นกัน พระครูญาณฯ เห็นอาตมาเปิดไฟพิมพ์หนังสือ จึงมานั่งดูหนังเป็นเพื่อน...

ดาวรุ่งเปล่งแสงโดดเดี่ยวอยู่ที่ชายฟ้า แล้วค่อย ๆ จางลงจนลับหายไปเมื่อฟ้าเปิดรับอรุณ เครื่องบินยังคงมุ่งตรงไปในระดับความสูง ๓๒,๐๐๐ ฟุต ผู้โดยสารเกือบทั้งลำยังหลับกันเงียบฉี่ เห็นแสงไฟอ่านหนังสือส่องตรงที่นั่งของท่านไพฑูรย์ คงจะตื่นแล้วเหมือนกัน...

ตอนนี้เพิ่งจะตีสองครึ่งของเขา พนักงานบริการสาวยกเอาน้ำเปล่ากับน้ำส้มมาถวาย อาตมาขอให้พระครูญาณฯ ช่วยหยิบน้ำส้มให้แก้วหนึ่ง พ่อเจ้าประคุณหยิบแล้วทำท่าจะซดเสียเอง เรื่องแกล้งชาวบ้านนี่ยกให้ท่านคนหนึ่งเถอะ... เมื่อเห็นอาตมาไม่ทักท้วงท่านเลยหมดสนุก ยอมส่งมาให้แต่โดยดี อาตมากระดกพรวดแล้วส่งคืน พร้อมกับขอน้ำร้อนเปล่า ๆ อีกหนึ่งถ้วย...

สุธรรม 13-09-2015 01:23

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442082160
ตีหนึ่งสิบนาทีบ้านเขาฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว

นางฟ้าในชุดไทยไปเอาน้ำร้อนมาถวาย แล้วขอให้อาตมาช่วยปิดหน้าต่างด้วย เพราะแสงสว่างอาจจะรบกวนการนอนของคนอื่น เมื่อปิดหน้าต่างแล้วอาตมาก็ภาวนาต่อ จนครบชุดแล้วลืมตาขึ้นมา พระครูญาณฯ หายไปไหนก็ไม่รู้ ? จึงเดินไปเข้าห้องน้ำ เอากระดาษเช็ดหน้าแบบเปียกเช็ดหน้าเช็ดตา เมื่อกลับมายังที่นั่ง เจอพระครูญาณฯ นั่งดูหนังต่ออยู่ที่เดิม...

ขอทางท่านกลับเข้าที่นั่งของตน แล้วแอบแง้มหน้าต่างดู ตีสามครึ่งบนฟ้าของเขาสว่างพอกับหกโมงครึ่งของบ้านเราเลย ปิดหน้าต่างแล้วล้วงเอาต้นฉบับหนังสือ My little Yoga book ของแม่ป๋อมออกมาตรวจแก้ไข คุณแม่เธอเก่งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยง่าย ๆ หลายคำยังใช้ไม่ถูกเลย..!

ตรวจแก้หนังสือให้แม่ป๋อมจนเสร็จ เก็บเข้ากระเป๋าเรียบร้อย พระครูญาณฯ ก็ลุกขึ้น ปลดหูฟังออกพร้อมกับบอกว่า "หนังจบแล้ว ผมไปก่อนละ..ที่นั่งของผมทีวีเสีย เลยต้องมาอาศัยดูที่นี่"

สุธรรม 13-09-2015 13:51

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442127066
เกือบจะเพลของบ้านเราแล้ว..ให้ฉันแค่นี้เอง..!

ตีสี่ครึ่งของยุโรป กัปตันประกาศเป็นภาษาอังกฤษว่า อีก ๑ ชั่วโมง ๔๕ นาที จะถึงจุดหมายปลายทาง ตอนนี้ทางการบินไทยขอบริการอาหารเช้าก่อน อาตมาแง้มหน้าต่างดู เห็นแดดจัดเหมือนแปดโมงเช้าของบ้านเรา พนักงานชายเอาผ้าร้อนมาบริการ ตามด้วยน้ำแอปเปิลเพื่อเป็นการตัดกำลังก่อน..!

ชุดอาหารเช้ามาถึง เป็นถาดฟลอยด์เล็ก ๆ มีไข่ทอดม้วน ๑ ชิ้น ไส้กรอก ๑ ชิ้น เห็ด มะเขือเทศและผักโขมผัดรวมกันมา ๑ หยิบมือ ขนมปังกะโหลก ๑ ชิ้น โยเกิร์ต ๑ ถ้วย ผลไม้รวม ๑ ถ้วย อาตมากวาดทั้งหมดลงไปยังไม่ได้ครึ่งท้อง แต่พระเราฉันแล้วต้องจบเลย ดังนั้น..ถึงพนักงานจะบริการครัวซองก์ น้ำชา กาแฟเพิ่ม ซ้ำยังเดินถึง ๒ รอบ อาตมาก็ได้แต่นั่งวางอุเบกขาเท่านั้น..!

เมื่อของใหม่ลงไป ของเก่าก็โดนไล่ออกมา คนโน้นก็ลุกไปเข้าส้วม คนนี้ก็ลุกเข้าส้วม จนกระทั่งกัปตันประกาศว่าอุณหภูมิที่ปลายทางเท่ากับ ๑๕ องศาเซลเซียส ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐจึงลุกไปหยิบเอาเครื่องกันหนาวมาถวายแก่พระที่ยังไม่ได้รับจากบริษัทนำเที่ยว อาตมาบอกว่าแค่ ๑๕ องศาเซลเซียสยังไม่ทำให้สะเทือนได้หรอก ที่ทองผาภูมิก็อยู่ในระดับนี้ ท่านจึงขอเอาไปถวายแก่ท่านอาจารย์คณบดีแทน เสียงกัปตันประกาศให้รัดเข็มขัด แล้วนำเครื่องลดระดับลงไปเรื่อย ๆ

สุธรรม 14-09-2015 02:52

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442173894
ฟ่อนหญ้าอัดแท่งที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวไว้ใช้ในฤดูหนาว

อาตมาเองที่ฝันไม่ดีตั้งแต่ก่อนเดินทาง คือฝันว่าเครื่องบินตก..! จึงส่งใจไปกราบพระ ขอความปลอดภัยในการลงจอดครั้งนี้ ถ้าเป็นวาระกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ขอยึดพระองค์ท่านเป็นที่พึ่ง ตายทั้งทีจะไม่ยอมให้ขาดทุนอย่างแน่นอน..!

เห็น "ท่านผู้นำ" ตัวโตเต็มฟ้า เอามือข้างซ้ายช้อนเครื่องบินไว้ลักษณะกึ่งยกกึ่งแบก แปลว่าอย่างไรเสียงานนี้ก็ไม่มีทางตกไปจากมือของท่านแน่ เครื่องบินลดระดับฝ่าเมฆลงไป เมื่อพ้นหมู่เมฆก็เห็นชายทะเลอยู่ไม่ไกล แนวคลื่นเล็ก ๆ ทยอยไล่เข้าหาฝั่ง มีอาคารบ้านเรือนเป็นตึกเตี้ย ๆ หลังคาสีส้มอยู่ทั่วไป...

กัปตันดารินนำเครื่องลงได้นิ่มมาก เห็นทุ่งหญ้าข้างรั้วสนามบิน มีหญ้าตัดอัดเป็นฟ่อนเอาไว้เยอะแยะ ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนของที่นี่ เขาต้องรีบปลูกหญ้า แล้วตัดอัดเป็นก้อนเก็บไว้ เพื่อจะได้มีไว้เลี้ยงปศุสัตว์ในช่วงหิมะตกของฤดูหนาว พอเครื่องแล่นเข้าเทียบงวงและจอดสนิท อาตมาก็ปลดเข็มขัดนิรภัย ลุกขึ้นหยิบกระเป๋ามายืนรอลงจากเครื่อง...

สุธรรม 14-09-2015 14:58

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442217470
ผลัดกันถ่ายรูปบนรถราง

พนักงานต้อนรับยืนไหว้ผู้โดยสาร พร้อมกับกล่าวคำ "สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ" งานนี้ได้ไหว้กันแบบเต็มใจสุด ๆ เพราะผู้โดยสารเป็นพระตั้งยี่สิบกว่ารูป เมื่อเข้าสู่ตัวอาคารสนามบินแล้ว คุณโอ๋นำพวกเรามาหยุดรอที่ป้าย Welcome to Rome เพื่อรอท่านที่ยังตามมาไม่ทัน พวกเราก็เลยถ่ายรูปกับป้ายกันใหญ่ ฮ่า..เดี๋ยวแผ่นความจำของกล้องเต็มก็จุกกันไปตามระเบียบ...

เมื่อพวกเรามากันครบแล้ว คุณโอ๋ก็แจ้งให้ทราบว่า ขอให้พวกเรารอไปพร้อมกันทั้งคณะ เพื่อสวัสดิภาพของตนเอง ท่านที่เดินเร็วกรุณาอย่าแตกกลุ่ม ไม่อย่างนั้นถ้าหลงแล้วจะลำบาก เนื่องจากไม่รู้จักทาง และส่วนใหญ่ไม่ได้ภาษาของเขา คุณโอ๋จะนำหน้า มีคุณโอเล่ปิดท้าย ถ้าเห็นหลังคุณโอเล่เมื่อไร แปลว่ากำลังจะหลุดจากขบวนแล้ว...

เมื่อทำความเข้าใจกันเสร็จ คุณโอ๋ก็พาพวกเราไปรอรถราง บอกว่าเราต้องขึ้นเพื่อไปยังที่ตรวจหนังสือเดินทาง รออยู่พักหนึ่งรถก็มาถึง พวกเราต้องรอจนประตูอาคารและประตูรถเปิดจึงขึ้นไปได้ อาตมาโชคดีที่ขึ้นไปก็ได้ที่นั่งเลย ไม่ต้องยืนโหนให้เจ็บสะโพก ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐ ทำการถ่ายทำทีวีไปด้วย ขณะที่เพื่อน ๆ หลายคนผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกัน...

สุธรรม 15-09-2015 03:00

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442260778
ถึงจะรอนานก็ต้องยิ้มสู้เอาไว้ก่อน

รถจอดสนิทแล้วประตูเปิดออกทุกบานพร้อมกัน พวกเราและผู้โดยสารอื่น ๆ ไหลลงมาแบบคล่องตัว เข้าประตูมาหน่อยเดียวก็เป็นช่องตรวจหนังสือเดินทาง มีป้ายภาษาอิตาเลียนว่า Controllo Passaporti ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Passport control นั่นแหละ พวกเราเข้าไปเข้าแถวต่อจากโยมทั้งสองแถว แต่แถวของอาตมาไปได้ช้ามาก อีกแถวหนึ่งไปลิ่ว ๆ เลย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ?

จนกระทั่งมาถึงตรงหน้าเจ้าหน้าที่ถึงได้รู้สาเหตุ ก็พ่อเจ้าประคุณใจเย็นแบบนี้นี่เล่า เล่นหันไปคุยกับเพื่อนเป็นระยะ กว่าจะก้มมาดูหนังสือเดินทาง เพื่อนก็ประทับตราไป ๓ ฉบับแล้ว คณะของเราบางท่านไม่เคยเดินทางแบบนี้ ก้าวล้ำเส้นเหลืองไปยังถูกดุอีกต่างหาก..!

เมื่อรับหนังสือเดินทางมาแล้ว อาตมาก็รีบจ้ำตามคณะไป มีพระมามาก ๆ แบบนี้ก็ดีไปอย่างหนึ่ง คือมองเห็นกันได้แต่ไกลไม่ต้องกลัวหลง เมื่อรวมพลกันเสร็จแล้ว คุณโอ๋ก็พาไปรอรับกระเป๋าที่สายพานหมายเลข ๔ แต่เจ้าประคุณเถอะ..รอจนหายอยากไปเลย ครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาสักใบ จนอาตมาอดรนทนไม่ได้ ต้องย้ายไปรอที่ต้นสายพานเลย...

สุธรรม 15-09-2015 13:33

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442298786
หายเงียบจนนึกว่าสูญไปแล้ว

นึกว่าตัวเองใจร้อนคนเดียว ที่ไหนได้..หลวงพ่อพระครูสันติฯ กับอาจารย์ตู๋ก็มารอทางนี้เช่นกัน แต่รอไปเถอะ..รอบแล้วรอบเล่า ไม่มีกระเป๋าของพวกเราสักใบ รอจนชักจะปวดท้องฉี่ เพิ่งมีกระเป๋าใบใหญ่ของพวกเรามาชุดหนึ่ง อาจารย์ตู๋วิ่งพลิกดูป้ายชื่อ แล้วลากลงจากสายพานแบบทุลักทุเล เพราะกระเป๋าใบใหญ่กว่าตัวเธอเสียอีก..!

เงียบหายไปอีกนาน สงสัยกระเป๋าของอาตมาจะหนีไปเที่ยวที่อื่นแล้วมั้ง ? เมื่อปวดฉี่จนรอไม่ไหว จึงฝากอาจารย์ตู๋ช่วยดูให้ด้วย แล้วรีบไปเข้าห้องน้ำแบบด่วนจี๋จนแทบจะต้องเด็ดทิ้ง กลับมาแล้วกระเป๋าก็ยังไม่มาเลย คนอื่น ๆ ได้ไปกันเกือบจะครบแล้ว...

"ของเราจะหายหรือเปล่า..พระครูวิลาศฯ..?" หลวงพ่อพระครูสันติฯ ถาม

"เคยมีประเภทโดนส่งไปประเทศอื่นเหมือนกันครับ"

อาตมาไม่กลัวกระเป๋าหายหรอก เพราะใบเล็กที่หิ้วติดตัวมีของใช้ครบทุกอย่าง กำลังยืนปลงอนิจจังว่าคงจะสูญเป็นแน่แท้ ก็เห็นกระเป๋าของตนเองมาแต่ไกล ที่เห็นชัดเพราะเป็นใบเล็กคาดแถบสีแดง ซึ่งไม่เหมือนใครแน่นอน ที่แท้อาตมาไปฝากกระเป๋าก่อนเพื่อน เมื่อขนเข้าท้องเครื่องบินก็คงจะอยู่ด้านในสุด ตอนขนลงจึงมาช้าที่สุดเหมือนกัน...

สุธรรม 16-09-2015 03:40

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442349514
ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐช่วยเข็นรถให้ลูกศิษย์

หิ้วกระเป๋ามายังจุดรวมพล เห็นพระครูด็อกเตอร์นั่งอยู่บนรถเข็นสีส้ม มีท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐช่วยเข็นรถให้ ได้รับการบอกเล่าว่าเมื่อตอนลงจากเครื่องนั้น ได้ขอรถเข็นจากทางสนามบิน แต่เมื่อได้มาแล้วถูกฝรั่งแย่งไป โดยเขาอ้างว่าได้ขอไว้ก่อน จนทางการบินไทยต้องไปหาคันนี้มาให้ แล้วเกิดขลังอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เพราะเข็นเรื่อยเปื่อยมาจนถึงที่นี่ก็ไม่มีใครทวงคืน..!

"เอาไว้ขากลับค่อยฝากการบินไทยมาคืนเขาก็แล้วกัน" พระครูด็อกเตอร์สรุป คุณโอ๋กำชับเรื่องการรวมกลุ่มแบบเลือดสุพรรณ และระวังการล้วงกระเป๋าให้ดี แล้วเดินนำขบวนออกมาจากอาคารของสนามบิน อากาศข้างนอกเย็นฉ่ำชื่นใจ พวกเราเลี้ยวขวาเลาะข้างอาคาร มายืนรอรถบัสที่นัดเอาไว้ตรงขอบทางสุดตัวอาคารพอดี...

ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐ ถ่ายภาพยนตร์ท่านอาจารย์คณบดี ส่วนพวกเราผลัดกันถ่ายภาพนิ่ง มีแหม่มสาว ๆ ๓ – ๔ คน วิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย คุณโอ๋ตะโกนเตือนว่า “ระวังกระเป๋านะครับ..!” อาตมาไม่ได้กังวลหรอก เพราะใช้กระเป๋าจิงโจ้คาดไว้ที่พุง แถมปิดซิปคลุมทับด้วยจีวรอีกต่างหาก แต่เมื่อโดนเตือนก็อดคลำกระเป๋าไม่ได้อยู่ดี...

สุธรรม 16-09-2015 19:23

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442406180
ท่านอาจารย์คณบดีขอมานั่งด้วย

เสร็จแล้วอาตมาเดินไปถ่ายรูปสถานที่ด้านหน้าอาคาร เห็นท่านอาจารย์คณบดีกำลังสนทนากับแหม่ม ๓ คน ที่พูดภาษาอังกฤษได้คนเดียว แต่สำเนียงฟังยากมาก เธอถามว่าจะไปไหนกันบ้าง ? ครั้นได้ยินว่าไปวาติกันก็ถามอีกว่า “จะไปเฝ้าโป๊ปด้วยหรือเปล่า ?” ท่านอาจารย์คณบดีฟังไม่ถนัด เมื่อเธอถามย้ำอีกครั้ง อาตมาจึงเสียมารยาทตอบแทนไปว่า “ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น..”

พวกแหม่มบอกลาไปไม่นานรถบัสก็มาถึง อาตมาเอากระเป๋าใบใหญ่ฝากไว้ใต้ท้องรถ ส่วนกระเป๋าใบเล็กถือขึ้นรถมาด้วย พรรคพวกส่วนมากก็ทำแบบเดียวกัน คุณโอ๋ขอที่นั่งแถวหน้าทั้งซ้ายและขวา เพื่อเอาไว้วางสิ่งของที่หอบมาเผื่อคณะของเรา และเอาไว้นั่งบรรยายด้วย อาตมาจึงเลือกที่นั่งแถวที่สองด้านขวา ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราก็คือด้านหลังคนขับ แต่ที่นี่รถเป็นพวงมาลัยซ้าย เนื่องจากการจราจรวิ่งชิดขวา จึงกลายเป็นนั่งคนละฝั่งกับคนขับไปโดยปริยาย...

ท่านอาจารย์คณบดีมาขอนั่งกับอาตมาด้วย "เล็ท'ส โก โคลอสสิอุม" คุณโอ๋บอกพลขับ ฮ่า.. ถ้าเป็นอาตมาคนขับคงมึนไปพักใหญ่ เพราะคงออกเสียงว่า "โคลอสเซี่ยม" ตามความเคยชิน เมื่อรถเคลื่อนตัวเข้าสู่การจราจร คุณโอ๋ก็ขอให้ทุกคนตั้งเวลาเป็นของยุโรป ซึ่งขณะนี้คือ ๐๘.๒๓ น. ตกประมาณบ่ายโมงครึ่งของบ้านเรา อาตมาตั้งเวลาเฉพาะในกล้องถ่ายรูปเท่านั้น ของในโน้ตบุ๊กกับโทรศัพท์ปล่อยไว้เป็นเวลาเดิม จะได้รู้ว่าเวลาเมืองไทยเท่าไรแล้ว...

สุธรรม 17-09-2015 04:09

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442437676
กรุงโรมเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก

จากนั้นคุณโอ๋เริ่มบรรยายถวายความรู้อย่างคล่องแคล่วและลื่นไหล โดยเฉพาะย้ำเรื่องระวังการล้วงกระเป๋า เพราะเที่ยวที่แล้วคนในคณะของคุณโอ๋เพิ่งจะสูญเสียเงินที่ติดตัวทั้งหมด "แล้วถ้าเราล้วงเขาบ้างล่ะ ?" พระครูวิสุทธฯ ถาม ปัญหานี้อาตมาตอบเองก็ได้ "ก็แค่ต้องอาบัติปาราชิกครับ..!" ฮ่า..ฮ่า..!

รถของเรากำลังวิ่งเข้าเขตเมืองไปเรื่อย เริ่มมีรายการรถติดตามแยกต่าง ๆ บ้างแล้ว คุณโอเล่เอาน้ำเปล่ามาถวายพระ และแจกแก่ผู้ร่วมคณะ เป็นน้ำที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทยนั่นเอง อุตส่าห์หอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจนขนาดนี้ ทางบริษัทผลิตน้ำน่าจะมีค่าโฆษณาให้บ้างนะนี่ หลวงพ่อพระครูชุบ (พระครูวัชรสุวรรณาทร) ถามว่า "รถคันนี้มีเครื่องปรับอากาศไหม ?" คุณโอ๋จึงหันไปบอกกับพลขับว่า...

"Air Conditioner, please."


นั่นแหละ..พ่อเจ้าประคุณถึงได้เปิดเครื่องปรับอากาศให้ มีแล้วไม่เปิดมีไปทำไมวะ ? หรือเขาจะชอบอากาศร้อนก็ไม่รู้ ? คุณโอ๋บรรยายว่า...

"โรมเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ ๔ ของโลก มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละ ๕๐ ล้านคน เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมัน มีคนดังที่พระอาจารย์ทุกท่านรู้จักคือ จูเลียส ซีซาร์ อารยธรรมโรมันมีความเก่าแก่มาถึง ๒,๓๐๐ ปีแล้ว ความเก่าแก่ ยิ่งใหญ่ อลังการของโรมัน จะดูได้จากสถานที่ซึ่งเรากำลังจะไปเยือนอยู่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ คือโคลอสเซี่ยม..."

สุธรรม 17-09-2015 14:53

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442476355
ไม่ว่าที่ไหนก็มีรถจอดแน่นไปหมด แต่ต้นไม้ใบหญ้าเยอะดี

ฟังบรรยายไปอาตมาก็ดูบ้านดูเมืองของเขาไปด้วย จากบรรยากาศท้องทุ่งก็เริ่มมีตึกรามบ้านช่องหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ตรงกับวันจันทร์ เป็นวันทำงานของพวกเขา รถยนต์จึงมากทั้งขาเข้าเมืองและขาออก ไม่ว่าจะสามแยกสี่แยกก็มีรถติดไปเสียทุกแยก...

"โคลอสเซี่ยมเป็นสนามต่อสู้ ถ้าพระอาจารย์ทุกท่านเคยดูหนังเรื่อง "แกลดิเอเตอร์" ก็จะเห็นว่า เขาเอาคนมาสู้กับคนบ้าง เอาคนมาสู้กับสัตว์บ้าง เป็นการจำลองเหตุการณ์สมัยโบราณจากสนามโคลอสเซี่ยมนี่เอง สนามนี้ใหญ่โตมโหฬารมาก จุคนได้ถึง ๘๐,๐๐๐ คน..."

ตามข้างถนนหลายสายมีรถจอดยาวตลอดสาย ไม่ทราบว่าเก็บค่าจอดแพงเท่าไร แต่รถก็ยังจอดกันแน่นไปหมด ที่ชอบใจก็คือต้นไม้ใบหญ้าของเขาเยอะมาก ทั้งที่ปลูกสองข้างทางและที่ปลูกในสนามลักษณะคล้ายสวนสาธารณะ ซึ่งได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี...

สุธรรม 18-09-2015 03:09

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442520545
หน้านี้ต้นไม้ใบหญ้าเขียวสดชื่นดี

"ประเทศอิตาลีมีลักษณะเหมือนกับรองเท้าบูต ยื่นลงไปในทะเลเมดิเตอเรเนียน มีพื้นที่ประมาณ ๓ แสนตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยเกือบครึ่ง แต่มีประชากรถึง ๕๕ ล้านคน จึงอยู่กันอย่างแออัดมาก.."

ต้นไม้ข้างถนนที่อาตมารู้จักมีต้นสน ต้นเมเปิล ทุกต้นดูสดชื่นเขียวขจี เพราะช่วงนี้เป็นฤดูร้อนของเขา ถ้าเป็นหน้าหนาวก็คงทิ้งใบหมด และอาจจะโดนหิมะทับถมจนกิ่งลู่ ไม่ได้ดูสวยงามอย่างตอนนี้ แสดงว่าพวกเรามาได้ถูกฤดูกาลแล้ว...

"จักรวรรดิโรมันนิยมการค้าทาส โดยข้ามทะเลไปกวาดต้อนมาจากแอฟริกา โคลอสเซี่ยมจึงเป็นทั้งสถานที่ค้าทาส และสถานบันเทิงที่มาดูการต่อสู้กัน เป็นสถานที่ซึ่งเจ้าเมืองได้ใกล้ชิดกับประชาชน จึงต้องสร้างให้ใหญ่ที่สุด จุคนให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาประชาชนเป็นเครื่องสนับสนุนกษัตริย์ของเขา จัดเป็นเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอย่างหนึ่ง.."

สุธรรม 18-09-2015 15:55

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442566451
รถยนต์มีแต่คันเล็ก ๆ ส่วนมอเตอร์ไซค์จะมีกล่องใส่ของติดท้ายทุกคัน

รถยนต์บนท้องถนนส่วนมากเป็นรถสำหรับวิ่งในเมือง (City Car) คันเล็ก ๆ มีสารพัดยี่ห้อทั้ง BMW, Mercedes, Fiat, Saab, Audi, Alpha, Volk, Ford นาน ๆ จะมี Nissan และ Toyota หลุดมาให้เห็นบ้าง ส่วนจักรยานยนต์เป็นยี่ห้อ Vespa ล้วน ๆ ทุกคันมีกล่องใส่ของติดท้ายมาด้วย ทำให้ซ้อนสองซ้อนสามแบบบ้านเราไม่ได้...

"ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนของอิตาลี มีคนมาท่องเที่ยวมากที่สุด สำหรับพวกเราทั้งหมด วันนี้จะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด นอกจากปรับตัวเข้ากับเวลาไม่ทันแล้ว ยังต้องเดินกันทั้งวัน โดยเฉพาะที่โคลอสเซี่ยม เขาห้ามเอารถไปจอดใกล้ ๆ เพราะกลัวว่าแรงสั่นสะเทือนจะไปทำให้พังเร็ว..."

ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐยกมือขอเวลานอก แล้วประกาศบอกกับพวกเราว่า จากการที่ท่านอาจารย์ ผศ.ดร.สุรพล ช่วยทำเรื่องให้การมาดูงานครั้งนี้เป็นการปฏิบัติธรรมด้วย เราจึงต้องทำตามระเบียบของมหาวิทยาลัย ด้วยการสวดมนต์ทำวัตรกันทุกวัน..!

สุธรรม 19-09-2015 02:42

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442605290
ขนาดผียังบ่นว่า "นาน" กว่าจะได้รับบุญอย่างนี้..!

ตอนแรกพวกเราขอให้ท่านอาจารย์คณบดีนำในการทำวัตร แต่ท่านมอบให้ประธานรุ่นนำแทน หลวงพ่อพระครูชุบผู้เป็นประธาน จึงยกหน้าที่ให้กับหลวงพ่อเจ้าคุณสมุทรฯ ดังนั้น..เสียงสวดมนต์จึงกระหึ่มขึ้น ณ ใจกลางกรุงโรม อดีตมหาอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป...

"แบบนี้ผมไม่ต้องดูแลคณะของท่านก็ได้" "ท่านผู้นำ" ว่าพลางชี้มือให้ดูสองฟากข้างของถนน ที่เหล่า "โอปปาติกะ" ยืนพนมมือโมทนากันเป็นแถวยาวเหยียด "เนิ่นนานเหลือเกินแล้ว ที่ "พวกเรา" รอรับผลบุญอย่างนี้.." แปลว่าที่คณะของอาตมาปลอดภัยเพราะท่านทั้งหลายอยากได้บุญ จึงช่วยกันประคับประคองให้รอดมาจนถึงที่นี่ ว่าอย่างนั้นเถอะ..!

การทำวัตรเช้าเสร็จสิ้นลงเมื่อรถวิ่งมาถึงบริเวณกำแพงเมืองเก่า พอดีกับโทรศัพท์ของคุณโอ๋ดังขึ้น หลังจากทักทายกันแล้วคุณโอ๋ก็ตอบไปว่า "On the road near Colosseum, about 10 minutes I will be there." แล้วปิดเครื่องหันมาบรรยายให้พวกเราฟังต่อ...

สุธรรม 19-09-2015 16:15

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442654046
จอดให้ลงตรงนี้ ที่เหลือโปรดเดินเอาเองครับ

"ชื่อของกรุงโรมมาจากชื่อของสองพี่น้อง คือ โรมิวรุสกับรีมุส ซึ่งถูกเลี้ยงโตขึ้นมาด้วยแม่หมาป่า โรมิวรุสสร้างเมืองขึ้นมา จึงได้ชื่อว่า "โรม" ในปัจจุบันเมืองนี้มีค่าจอดรถแพงที่สุดในโลก ภาษีอากรก็แพงที่สุดเช่นกัน สนามตรงหน้าที่พระอาจารย์ทุกท่านเห็น ถ้าเคยดูหนังมาก็จะจำได้ นี่แหละครับ สถานที่แข่งรถศึกในเรื่อง เบนเฮอร์ (Ben Hur)..."

รถของเราเลี้ยวซ้ายเมื่อมาถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่โต หน้าตาคล้ายประตูชัยของฝรั่งเศส คุณโอ๋บอกว่า "นี่คือประตูชัยคอนสแตนติน เป็นต้นแบบของประตูชัยที่ฝรั่งเศส" รถวิ่งห่างประตูชัยไปไม่น้อยทีเดียว จึงมีที่ให้จอดชั่วคราว พวกเรารีบลงจากรถเป็นการด่วน เพราะจอดนานไม่ได้...

เมื่อพระครูด็อกเตอร์ลงมาเป็นคนสุดท้าย พลขับก็ออกตัวนำรถไปหาที่จอดใหม่ คุณโอ๋นำพวกเราเดินตรงไปยังประตูชัยคอนสแตนติน ซึ่งดูเก่าแก่คร่ำคร่าจริง ๆ แต่ก็ยังมีรูปปั้นลอยตัวที่งดงามมากเหลืออยู่ไม่น้อย รอบข้างเขาล้อมรั้วเอาไว้กันคนเข้าไปทำความเสียหายด้วย...

สุธรรม 20-09-2015 02:43

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442691733
ประตูชัยคอนสแตนติน เดินกันขาลาก..!

พื้นเป็นหินที่ตัดเป็นก้อน ๆ คล้ายกับลูกเต๋าขนาดใหญ่ แล้วเอามาเรียงเป็นทางเดิน อาตมาถ่ายรูปประตูชัยแล้ว เดินอ้อมตามคุณโอ๋เข้าไปยังลานด้านข้างโคลอสเซี่ยม แหม่มสาวนางหนึ่งตรงเข้ามาทักทายคุณโอ๋ เธอคือมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่จะนำคณะของเราชมโคลอสเซี่ยม...

"สวัสดี..คุณชื่ออะไรหรือ ?" อาตมาทักทายก่อน "อิลลาเรีย..ขอโทษ ฉันกำลังเป็นหวัด.." อ้าว..แบบนี้อาตมาก็แย่สิแม่คุณ เพราะเป็นโรคขาดภูมิคุ้มกัน ใครเป็นโรคติดเชื้อเข้ามาใกล้ อาตมาพร้อมที่จะเป็นตามไปทันทีเลย แต่ความอยากรู้อยากเห็นจึงชวนเธอคุยต่อไป...

เธอบอกว่าที่นี่ห้ามใช้มัคคุเทศก์ต่างชาติ จึงต้องจ้างมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ค่าตัวของน้องหนูชั่วโมงหนึ่งตั้ง ๑๐๐ ยูโร (๔,๐๐๐ บาท) มิน่าล่ะ..ถึงได้โทรเร่งจัง อิลลาเรียถามกลับว่า พวกเราห่มจีวรคนละสี เป็นคนละนิกายกันหรือเปล่า ? อาตมาบอกว่าเป็นนิกายเดียวกัน พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้ใช้ผ้าได้ตั้งสามสี แต่ถึงเป็นสีเดียวกันก็ยังมีอ่อนมีแก่อยู่ดี...

สุธรรม 21-09-2015 14:37

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442820979
คณะของเราต้องใช้วิทยุติดตามตัวถึง ๒๗ เครื่อง

"ฉันไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาเลย" น้องหนูสารภาพ ก็ไม่แปลกหรอก เพราะในยุโรปนี้พระพุทธศาสนายังไม่แพร่หลาย พอดีพรรคพวกที่หยุดถ่ายรูปประตูชัยเดินตามมาทัน เธอจึงชักแท่งโลหะในมือขึ้น ที่แท้เป็นเสาอากาศแบบหลอด ติดปลายด้วยผ้าสีเหลือง กลายเป็นธงนำคณะของเรา แล้วเดินนำผ่านร้านขายของที่ระลึกเข้าไปด้านใน...

"พระอาจารย์ทุกท่านอย่าเพิ่งซื้อของที่ระลึกนะครับ ตรงนี้ราคาแพงมาก ถ้าไปถึงที่ราคาถูกและของมีคุณภาพดี ผมจะบอกให้ทุกท่านซื้อเองครับ.." คุณโอ๋บอกพลางเดินพลาง อิลลาเรียพามาถึงตรงหน้าหนุ่มเครางามนายหนึ่ง ส่งภาษาอิตาเลียนเป็นการใหญ่...

นายหนุ่มเปิดกระเป๋าใบใหญ่ ส่งเครื่องรับสัญญาณคล้ายวิทยุพร้อมหูฟังมาให้คนละเครื่อง ซึ่งต้องใช้ถึง ๒๗ เครื่องทีเดียว คุณโอ๋แนะนำว่าเป็นเครื่องรับสัญญาณคลื่นสั้น ให้เสียบหูฟังแล้วแขวนคอไว้ ภายในรัศมีสามร้อยเมตรจะได้ยินเสียงการบรรยายดังเท่ากันหมด ที่สำคัญคือถ้าเกิดพลัดหลงกัน มัคคุเทศก์จะได้เรียกหาทุกคนในคณะได้...

สุธรรม 22-09-2015 02:57

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442865359
อิลลาเรียแจ้งชื่อคณะกับจำนวนคนกับเจ้าหน้าที่สาวใหญ่ "มาก"..!

อาตมาเปิดช่องสัญญาณที่ ๘๒ ตามที่คุณโอ๋แนะนำ แล้วเสียบหูฟังข้างเดียว แต่ไม่มีเสียงอะไรเลย ลองเสียบอีกข้างดูก็เงียบฉี่ กำลังคิดว่าเครื่องนี้ถ่านหมดหรือเสียกันแน่ ? พอดีได้ยินเสียงคุณโอ๋ดังขึ้นมาว่า "พระอาจารย์ทุกท่านได้ยินเสียงผมไหมครับ ?" อ๋อ..ที่แท้เพิ่งจะพูด จึงดึงหูฟังออกข้างหนึ่ง เพื่อจะได้ยินเพื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ พูดบ้าง...

อิลลาเรียชูธงในมือให้สัญญาณ แล้วเดินนำฝ่าคนที่ค่อนข้างแน่นไปยังประตู ซึ่งเปิดไว้ช่องเดียว เป็นกรอบทำด้วยไม้อัดคลุมซุ้มโค้งซุ้มหนึ่งของสนามเอาไว้ มีลูกกรงเหล็กเลื่อนเปิดขึ้นไปครึ่งหนึ่ง สองข้างประตูเป็นป้ายนิทรรศการ แสดงถึงประวัติของสถานที่แห่งนี้ แต่เขาพิมพ์ชื่อเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Colosseo...

ตรงหน้าประตูเขาเอาสายพานกั้นเป็นช่องให้พอดีตัว แปลว่าต้องเดินเข้าซองให้เขานับจำนวน ดูคล้าย ๆ กับต้อนหมูเข้าไปเชือดอย่างไรพิกล มีเจ้าหน้าที่คอยจัดระเบียบอยู่เป็นระยะ พวกเราเดินมาถึงคนตรวจตั๋วที่เป็นสาวใหญ่ ขอย้ำว่าสาวใหญ่มากทีเดียว น้ำหนักตัวถ้าไม่ถึงร้อยกิโลกรัมก็คงใกล้เคียง..!

สุธรรม 22-09-2015 14:28

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442906856
มาผ่านการตรวจซ้ำตรงนี้อีกรอบ

อิลลาเรียแจ้งว่าคณะของเราเป็นกรุ๊ปทัวร์ แหม่มสาวใหญ่จึงตรวจเฉพาะบัตรใบเดียว แล้วนับจำนวนคนว่าตรงกับในบัตรหรือไม่ ? เสร็จแล้วพวกเราเดินชิดซ้าย ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินชิดขวา ต่างฝ่ายต่างอยู่ในช่องสายพานเหมือนกัน เมื่อเลี้ยวซ้ายไปได้ไม่ไกล ก็เป็นเครื่องนับจำนวนคนที่เป็นแท่นเหล็กหมุน นักท่องเที่ยวทั่วไปต้องเอาตั๋วไปแปะที่หน้าเครื่อง เหล็กจึงจะหมุนให้เดินเข้าไปได้ แต่ของพวกเราเจ้าหน้าที่เอาเครื่องอ่านมือถือมาอ่านตั๋ว แล้วนับจำนวนคนเอาตามเคย...

มาถึงบริเวณที่มีเสาหินหักกองอยู่ท่อนเบ้อเริ่ม คุณโอ๋แจ้งว่าตรงด้านข้างนี้เป็นห้องน้ำ ใครจะเข้าห้องน้ำก่อนก็ได้ เสร็จแล้วให้มารอที่เสาหินท่อนนี้ แต่ไม่มีใครไปห้องน้ำสักคน อาตมาส่งกล้องให้พระครูปรีชาช่วยถ่ายรูปอาตมากับบริเวณนี้ให้ด้วย เมื่อรับกล้องกลับมาเห็นพระครูญาณฯ ไปยืนเกาะลูกกรง ทำท่าเหมือนกับรอญาติมาเยี่ยม อาตมาจึงถ่ายภาพ "เบื้องหลัง" เอาไว้ด้วย...

อิลลาเรียวางธงสัญญาณลงบนก้อนหิน หยิบเอาแผ่นกระดาษรูปสนามโคลอสเซี่ยม ออกมาจากกระเป๋าหิ้วสีน้ำเงินของเธอปึกหนึ่ง แล้วเริ่มบรรยายประวัติของสถานที่นี้ให้ทุกคนฟัง...

สุธรรม 23-09-2015 03:15

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1442952922
กว่าจะมาถึงตรงนี้บางท่านมีหอบ..!

"สนามโคลอสเซี่ยม สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๗๐ สมัยจักรพรรดิเวสปาเซียน (Vespasian) แห่งจักรวรรดิโรมัน แล้วเสร็จใน ค.ศ. ๘๐ สมัยของจักรพรรดิตีตุส (Titus) อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ ๕๒๗ เมตร สูง ๕๗ เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ถึง ๘๐,๐๐๐ คน การสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี ก็เพื่อให้ผู้ชมได้รู้สึกว่าอยู่ใกล้ชิดกับนักกีฬา มีทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในขณะเกิดฝนตกด้วย ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน..."

พอหันไปหาธงสัญญาณเพื่อนำพวกเราเดินต่อ อิลลาเรียก็ต้องทำหน้าเหวอ เพราะธงอันตรธานไปแล้ว..! กำลังหันรีหันขวางพระครูญาณฯ ก็ชูธงยิ้มกริ่ม แล้วออกเดินนำหน้าเสียเอง ยิ่งพวกเราฮาชอบใจ มัคคุเทศก์สาวอิตาเลียนก็ยิ่งตีหน้าบอกอารมณ์ไม่ถูก จนพระครูญาณฯ ยอมคืนธงให้ค่อยสีหน้าดีขึ้น นำพวกเราเดินพลางบรรยายไปพลาง โดยมีคุณโอ๋คอยแปลให้เป็นระยะ...

"หินทรายที่ทุกท่านเห็นมีช่องอยู่นั้น เขาเจาะรูเพื่อใส่สลักชักลากมาใช้ในการก่อสร้างสนามแห่งนี้..." แหม่มสาวพาขึ้นบันไดที่มีราวจับสเตนเลสไปชั้นบน เจอบันไดไปสองช่วงบางท่านทำท่าเข่าอ่อน ห้องด้านบนมีพระเศียรของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ ๑ (Constantine I) ที่ดูเหมือนหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์อยู่บนแท่นไม้สูง ด้านล่างขวามือของเรา มีพระหัตถ์ซ้ายถือโลหะทรงกลมเหมือนลูกโลกอยู่ด้วย ซึ่งลูกโลกใบนี้โดนนักท่องเที่ยวลูบจนลื่นไปเลย...

สุธรรม 23-09-2015 17:25

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443003882
คนแน่น ๆ แบบนี้พวกนักล้วงชอบนักแล

"จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ ๑ ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของจักรวรรดิโรมัน ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์จะได้รับการยกเว้น ห้ามไม่ให้ทำทารุณกรรม แม้แต่ข้าศึกที่เป็นคนต่างศาสนา ถ้ายอมรับนับถือศาสนาคริสต์ก็จะไม่ฆ่า จึงมีคุณูปการต่อศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ (Saint) เลยทีเดียว.."

พระครูญาณฯ กับพระครูกล้าเดินแซงหน้าไปแล้ว อิลลาเรียจึงพาพวกเราที่เหลือเดินตามไป ทางด้านซ้ายมือที่เป็นตาข่ายขึงกันเอาไว้นั้น คือบันไดที่ชำรุดจนหมดสภาพเกือบจะเป็นแค่ทางลาดเฉย ๆ เดิมเป็นช่องทางเปิดไปสู่สนามด้านในช่องหนึ่ง ที่ต้องปิดเอาไว้เพราะอันตรายเกินกว่าจะใช้งานได้ พวกเราต้องเดินเลยไปจนถึงประตูทางออกที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้...

นักท่องเที่ยวทั้งที่มากันเองและเป็นกรุ๊ปทัวร์ มาอัดกันแน่นอยู่ตรงประตู ที่ด้านบนซึ่งเป็นขอบประตูนั้น เขาทำโครงเหล็กค้ำเอาไว้ ป้องกันไม่ให้พังลงมาทับ อาตมาไหลตามนักท่องเที่ยวออกไป มือหนึ่งถือกล้องถ่ายรูป อีกมือหนึ่งกุมกระเป๋าจิงโจ้เอาไว้ คนแน่น ๆ แบบนี้พวกนักล้วงชอบนักแล เผลอเมื่อไรเป็นเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน..!

สุธรรม 24-09-2015 02:52

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443037933
กล้องตัวเองหมดฤทธิ์ ต้องอาศัยพระครูปรีชาถ่ายให้

หลุดพ้นจากประตูออกมาเป็นขอบกำแพง สูงประมาณหน้าอก เมื่อมองข้ามกำแพงลงไป ข้างล่างคือสนามโคลอสเซี่ยมรูปไข่ขนาดมหึมา พวกเราหามุมถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย ขณะที่หูฟังเสียงบรรยายของมัคคุเทศก์สาวและเสียงแปลของคุณโอ๋ไปด้วย...

"สนามโคลอสเซี่ยมถูกปิดไม่ได้ใช้งานมาตั้งแต่ ค.ศ. ๕๐๐ ตามนโยบายห้ามการทารุณกรรมขององค์จักรพรรดิ เมื่อขาดการดูแลจึงปรักหักพังไปเรื่อย ประกอบกับชาวบ้านมาขนเอาอิฐไปสร้างบ้านของตัวเอง จึงชำรุดทรุดโทรมมาก.." ขนาดเหลือแต่ซากแล้วยังเห็นได้ชัดเจนถึงความยิ่งใหญ่อลังการในอดีต...

กล้องของอาตมาหมดสภาพเอาตอนนี้เอง กำลังถ่ายรูปอยู่ดี ๆ ก็วูบไปเฉย ๆ แม้จะมีแบตเตอรี่สำรองแต่ก็ติดอยู่ในกระเป๋าบนรถ จึงขอให้พระครูปรีชาช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นมุมที่มองลงไปในสนามข้างล่าง เห็นมีแต่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาทางประตูอื่น ๆ เต็มไปหมด...

สุธรรม 24-09-2015 14:36

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443080163
ตรงลานครึ่งวงกลมคือบริเวณที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิ

“พื้นสนามแต่เดิมจะปูลาดด้วยทราย เรียกว่า “อารีน่า (สนามทราย)” เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด เมื่อการต่อสู้จบลงเขาจะกวาดทรายที่เปื้อนเลือดออก เอาทรายใหม่เทลงไปแล้วเกลี่ยให้เรียบ จากนั้นก็เริ่มการต่อสู้รอบใหม่..”

อาจารย์ตู๋เห็นอาตมาหมดท่าเพราะกล้องทำพิษ จึงเอาไอแพดของตัวเองช่วยถ่ายรูปให้ “หญิงใหญ่” ของคณะชอบสีชมพูเป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่ซองหุ้มไอแพดก็ยังเป็นสีชมพู ส่วนท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐ ถ่ายวีดิโอการบรรยายและบรรยากาศโดยรอบไปเรื่อย...

“บรรดาซุ้มโค้งที่เห็นอยู่นั้น นอกจากจะช่วยกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนแล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นจุดรับน้ำหนักของโครงสร้าง ตรงลานครึ่งวงกลมคือบริเวณที่ประทับของพระเจ้าจักรพรรดิ สันนิษฐานว่า สมัยนั้นอาจจะมีแผ่นหนังแบบพับเก็บได้ เป็นโครงหลังคาอยู่ข้างบนอีกชั้นหนึ่ง..”

สุธรรม 25-09-2015 02:59

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443124723
อาจารย์ตู๋กับมุมสวยของโคลอสเซี่ยม

ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรือเปล่า ? จึงทำให้อาตมาได้ยินเสียงโห่ร้องเชียร์การต่อสู้ บางขณะก็มีเสียงคำรามของสัตว์ดังแทรกเสียงบรรยายมาด้วย..! ถึงจะสงสัยว่าเป็นคลื่นแทรกเข้ามา แต่อาตมาก็รีบอุทิศส่วนกุศลให้กับเขาทั้งหลายเหล่านั้นเอาไว้ก่อน...

"นักสู้แกลดิเอเตอร์จะอยู่ข้างใต้สนาม เมื่อได้เวลาก็จะถูกส่งขึ้นมาข้างบนด้วยแผ่นเลื่อนที่ใช้แรงคน ถือเป็นต้นกำเนิดของลิฟท์ในปัจจุบัน ส่วนไม้กางเขนที่เห็นนั้นเป็นของใหม่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ ทรงให้ติดตั้งไว้ เพื่อคนจะได้เกรงใจ ไม่มารื้อวัสดุไปสร้างบ้านอีก ไม่อย่างนั้นสนามอาจจะพังเร็วกว่านี้.."

เมื่อเห็นว่าทุกคนได้รูปเป็นที่พอใจแล้ว อิลลาเรียก็พาเดินลัดเลาะต่อไป บอกว่าจะพาไปถ่ายรูปกับมุมที่สวยที่สุด พอได้ยินว่ามีมุมสวย ทุกคนก็ไหลตามไปทันที เมื่อมาถึงจึงได้รู้ว่า มุมสวยนั้นเป็นเหมือนระเบียงของโคลอสเซี่ยม มองเห็นประตูชัยคอนสแตนตินและสิ่งก่อสร้างอื่นเป็นมุมกว้าง ผู้คนแออัดยัดทะนานเพื่อถ่ายรูปกันเต็มไปหมด...

สุธรรม 25-09-2015 14:11

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443165037
สักวันหนึ่งจะต้องมีผู้โชคดีโดนพังใส่หัว..!

"พระอาจารย์ทุกรูประวังกระเป๋าด้วยนะครับ” คุณโอ๋รีบเตือนเพราะมุมนี้คนแน่นมาก แล้วแปลคำบรรยายของอิลลาเรียต่อ “ประตูชัยนี้เป็นต้นแบบของประตูชัยที่ฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ ๑ ซึ่งรบชนะพวกอิสลาม สิ่งก่อสร้างทางขวามือเป็นห้องสมุด เริ่มสร้างโดยจักรพรรดิตีตุส แต่ยังไม่ทันเสร็จก็สวรรคตก่อน จักรพรรดิเนโรมาทำการสร้างต่อจนเสร็จ.."

บรรดานักท่องเที่ยวพอเห็นพระ ต่างก็หันมาถ่ายรูปกันใหญ่ บางคนก็ร้องบอกเพื่อนว่า "Buddha...Buddha" พากันเปิดมุมเพื่อถ่ายรูป ทำให้เกิดที่ว่างโดยปริยาย พวกเราจึงผลัดกันยึดมุมสวย เป็นดาราให้ทั้งกล้องของตัวเองและนักท่องเที่ยว...

สมควรแก่กาลแล้ว มัคคุเทศก์สาวก็พาพวกเราเดินลงมาชั้นล่าง เลี้ยวซ้ายมายังทางออกที่เป็นซุ้มประตูเก่าแก่คร่ำคร่า โครงสร้างเป็นก้อนหินขนาดใหญ่เรียงเกยกันขึ้นไป แล้วพอกด้วยวัสดุจำพวกคอนกรีต ซึ่งก็กะเทาะหลุดร่วงให้เห็นอิฐหินด้านในที่ผุเปื่อย ถึงจะมีการซ่อมแซมแล้วก็ยังน่ากลัวว่า วันร้ายคืนร้ายจะมีการถล่มลงมาใส่ผู้โชคดีสักคน...

สุธรรม 26-09-2015 02:49

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443210530
ศิลาจารึกชิ้นเดียวของโคลอสเซี่ยมอยู่ทางขวามือของอิลลาเรีย

สองข้างทางออกมีชิ้นส่วนหัวเสาที่หักหลุดลงมาจัดแสดงไว้หลายชิ้น รวมทั้งชิ้นสำคัญ ก็คือ หินที่เป็นศิลาจารึก ซึ่งอิลลาเรียยืนยันว่า เป็นศิลาจารึกชิ้นเดียวของที่นี่ และตรงใต้ซุ้มประตูซึ่งถ้าเป็นเรือนไทยก็คือส่วนด้านในของหน้าบัน มีรูปวาดที่อาจจะตีความได้ว่า โคลอสเซี่ยมแห่งนี้สร้างมาในยุคไล่ ๆ กับคริสตกาล เพราะมีไม้กางเขนเล็ก ๆ วาดอยู่ด้วยสามอัน...

อาตมาลองเปิดกล้องเพื่อถ่ายรูป ซึ่งเมื่อถ่านหมดแล้วปิดทิ้งไว้ครู่หนึ่ง ถ้าเปิดแล้วรีบถ่ายเคยลักไก่ได้รูปหนึ่งหรือสองรูป แต่งานนี้กล้องถ่ายรูปยืนยันเจตนารมณ์เดิมอย่างแน่วแน่ พออาตม
เปิดปุ๊บกล้องก็ปิดตัวเองปั๊บ จึงต้องรบกวนกล้องของพระครูปรีชาตามเคย...

ประตูออกจากโคลอสเซี่ยมอยู่ใกล้กับประตูชัยคอนสแตนติน พวกเราจึงแยกย้ายกันหามุมถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย อาตมาวนดูรูปปูนปั้นรอบประตูชัยคอนสแตนติน แม้จะดูด้วยตาเปล่าไม่ถนัดเพราะสูงเอาการ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าฝีมือประณีตงดงามมากทีเดียว...

สุธรรม 26-09-2015 14:29

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443252480
มีผู้ทักท้วงว่ามุมนี้เก่าแก่เข้ากับใบหน้าจนเกินไป..!

ทางขวามือเป็นเนินใกล้ห้องสมุดโบราณที่ผุพัง มีคนแต่งตัวเป็นนักสู้แกลดิเอเตอร์ยืนอยู่บนเนินหลายคน รอให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วย แล้วขอเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นรางวัล ถ้าพวกเราทำแบบเดียวกัน คาดว่าวันหนึ่งคงจะทำเงินได้รูปละหลายพันยูโรเลยทีเดียว เพราะคนแถวนี้ไม่ค่อยได้เห็นพระ เดินไปทางไหนก็มีแต่กล้องจ่อถ่ายมารอบทิศทาง...

ผลัดกันถ่ายรูปให้พระครูปรีชากับท่านไพฑูรย์ เสร็จแล้วอาตมาเดินตามขบวนใหญ่ไปทางที่ซึ่งนัดรถมารับ ด้านนี้เป็นเนินที่มีหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ข้างบน เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของพวกที่มาถึงในยุคแรก ๆ เรียกหมู่บ้านนี้กันว่า Palatino หรือ Palazzo ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Palace นั่นเอง...

ตรงจุดนี้มองไปจะเห็นทั้งประตูชัยคอนสแตนตินและโคลอสเซี่ยม ท่านอาจารย์ ดร.วันชัยจึงขอให้ทุกคนถ่ายรูปหมู่ด้วยกัน แต่มีผู้ท้วงว่าบรรยากาศตรงนี้ทั้งเก่าแก่ทั้งทรุดโทรม เดี๋ยวจะเข้ากับหน้าตาของบุคคลในคณะจนเกินไป เอาไว้ไปถ่ายที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์จะดีกว่า...

สุธรรม 27-09-2015 01:56

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443293731
ป้อมโบราณสำหรับป้องกันวังวาติกัน

เมื่อส่วนใหญ่ว่าอย่างนั้นส่วนน้อยก็ต้องตามใจ พอดีรถบัสของเราเลี้ยวมาถึง อาตมาจึงบอกขอบใจมัคคุเทศก์สาว หวังว่าจะได้เจอกันอีกที่เมืองไทย อิลลาเรียหัวเราะพลางกล่าวว่า อยากไปเมืองไทยมานานแล้ว ที่ทำงานเก็บเงินอยู่นี่ก็หวังว่าจะได้ไปเที่ยวสักครั้งหนึ่ง แต่โปรดอย่าเพิ่งบอกลา เพราะยังต้องไปด้วยกันอีกหลายชั่วโมง ตายละวา..งานนี้แม่คุณกะฟาดค่าตัวจากคณะของเราจนพอไปเที่ยวเมืองไทยเลยมั้ง ?

อาตมาขอให้คนขับเปิดประตูห้องเก็บของข้างรถ เอาแบตเตอรี่สำรองออกมาเปลี่ยนให้กล้อง เมื่อคืนชีพเรียบร้อยก็ถ่ายรูปพระครูด็อกเตอร์ที่ขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย คุณโอ๋บอกพลขับให้ออกรถตอน ๑๑.๓๐ น.ของที่นี่ แปลว่าบ่ายสี่ครึ่งเมืองไทยแล้ว พวกเรายังไม่ได้ฉันเพลกันเลย หลายท่านคงไส้แขวนขึ้นมาจนถึงคอหอยแล้ว..!

รถวิ่งผ่านสนามกีฬาแม็กซิมุส เลียบแม่น้ำตรงไปข้างหน้า ริมฝั่งแม่น้ำเป็นต้นเมเปิลเรียงรายไปตลอดทาง เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำไทเบอร์ มองเห็นอาคารหน้าตาเหมือนป้อมค่ายโบราณ มีรูปปั้นสวย ๆ อยู่บนหลังคาป้อมหลายรูป คุณโอ๋บอกว่าเป็นป้อมค่ายสำหรับป้องกันวังวาติกันมาแต่โบราณ...

สุธรรม 27-09-2015 14:11

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443337797
"..มะลิวัลย์พันกอพฤกษาดาด เหมือนผ้าลาดขาวลออหนอน้องเอ๋ย.."

พลขับนำรถวิ่งเลียบแม่น้ำไป มีต้นเมเปิลเขียวสะพรั่งเป็นร่มเงาดีจริง ๆ บางแห่งบนรั้วมี "มะลิวัลย์" บานสะพรั่ง ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐขอไมโครโฟนจากคุณโอ๋ บอกกับพวกเราว่า "ผมขอแชร์ประสบการณ์หน่อยครับ เมื่อครู่ตอนกำลังถ่ายรูปทุกท่านบนระเบียงของโคลอสเซี่ยม ผมโดนล้วงกระเป๋า ดีที่ระวังตัวอยู่ตามที่คุณโอ๋เตือน พอรู้สึกว่ามีมือล้วงเข้ามา ผมก็ดีดลูกหลังใส่ทันที..!

โดยปกติแล้วถ้าเป็นฝรั่งทั่วไป อยู่ ๆ เจอส้นรองเท้าหนังกระแทกหน้าแข้ง ถ้าไม่ทรุดลงไปนั่งกุมก็ต้องแหกปากโวยวายแล้ว แต่นี่เขาทำเดินเลี่ยงไปไม่รู้ไม่ชี้ ผมเพิ่งเห็นว่าเขาเอาเสื้อแจ็กเก็ตมัดเอวไว้ แล้วล้วงผ่านใต้เสื้อมา คนทั่วไปจะมองไม่เห็นว่าเขากำลังล้วงกระเป๋าเราอยู่..."

หลายท่านเพิ่งจะรู้วีรกรรมของท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐ ที่สั่งสอนนักล้วงชาวยุโรปแบบไม่มีใครกระโตกกระตาก พระครูกุ้ยไฮ้ (พระครูภาวนาโชติคุณ) จึงขอร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วย ท่านว่าเคยพาโยมมาเที่ยว แล้วมีแหม่มมาขอถ่ายรูปด้วย โยมมัวแต่ยืนยิ้มให้กล้องถ่ายรูป มารู้ตัวอีกทีตอนจะซื้อของ ว่าโดนล้วงหมดเกลี้ยงทั้งกระเป๋า รวมทั้งพาสปอร์ตก็โดนไปด้วย...

สุธรรม 28-09-2015 03:00

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443383939
กำแพงอิฐเก่าแก่สูงใหญ่ มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเต็มไปหมด

พลขับนำรถวิ่งมาถึงถนนที่มีกำแพงก่อจากอิฐขนาดมหึมาอยู่ทางขวามือ เก่าแก่จนกระทั่งมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นอยู่มากมาย ไปได้หน่อยเดียวก็โดนตำรวจจราจรยกมือห้ามผ่าน เพราะทางด้านหน้ามีแต่รถนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ติดหนุบหนับอยู่หลายสิบคัน ล้วนแต่กำลังส่งนักท่องเที่ยวลงกันทั้งนั้น ต้องรอจนรถของพวกเขาวิ่งเลยไปหมดแล้ว คุณโปลิศถึงได้โบกมือให้คันของเราวิ่งเข้าไปบ้าง...

มาจอดอยู่บริเวณที่เขาตีเส้นเอาไว้ พอพวกเราลงมากันครบ คุณโอ๋ก็ต้อนให้เข้าประตูกระจกตามอิลลาเรียไป มีตู้ขายน้ำอัดลมแบบหยอดเหรียญขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า ทางขวาเป็นทางเดินที่กว้างประมาณสี่เมตร กรุด้วยโลหะเหมือนกับเดินอยู่ในรถไฟความเร็วสูงหรืออยู่ในท้องเครื่องบิน พวกเราลงบันไดตามอิลลาเรียที่จ้ำอ้าวนำหน้าไปอย่างกับตามควาย หรือกำลังโดนควายตามอยู่ก็ไม่รู้ ?

ทางเดินกรุโลหะหักมุมสองครั้งก็หมดลง กลายเป็นกำแพงอิฐหนาทึบเหมือนกับด้านนอก แสดงว่ากำแพงนครวาติกันนี้นอกจากจะสูงถึง ๑๒ ฟุตแล้ว ยังหนาหลายสิบฟุต บวกกับทางเดินที่ค่อนข้างจะแคบ อย่างเก่งก็ให้ม้าวิ่งเรียงกันได้แค่สามตัว ทำให้เป็นเมืองที่ตียากในสมัยโบราณ แต่มาสมัยนี้ไม่มีปัญหาแล้ว จะปืน ค. ปืนใหญ่ หรือจรวดนำวิถี ก็สามารถหย่อน "ลูกแตก" เข้าไปได้ทั้งนั้น..!

สุธรรม 28-09-2015 17:57

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443437802
เดินไปเดินมากลายเป็นมุดขึ้นมาจากใต้ดิน..!

กำแพงอิฐที่กระหนาบทั้งสองข้างที่แท้เป็นตึกทั้งหลัง ทำให้กลายเป็นทางเดินแคบ ๆ มีขั้นบันไดให้เดินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้รู้ตัวว่าคณะของเรากำลังเดินขึ้นมาจากใต้ดิน เมื่อพ้นจากบันไดก็กลายเป็นตรอกที่ไม่กว้างนัก ตึกทั้งสองฝั่งส่วนมากเป็นสีน้ำตาลอ่อนตัดขอบด้วยสีขาว แม้รูปแบบจะดูเรียบง่าย แต่ก็ใหญ่โตโอ่อ่ามาก...

สุดตรอกเป็นสามแยกที่มีรถราค่อนข้างมากทีเดียว ผู้คนเดินให้ขวักไขว่ไปหมด เกือบทั้งหมดล้วนแต่เป็นนักท่องเที่ยวกันทั้งนั้น คุณโอ๋บรรยายผ่านเครื่องฟังมาว่า “นครรัฐวาติกันเป็นนครรัฐที่เล็กที่สุดในโลก ตั้งซ้อนอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขประเทศและประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ปกครองแบบมีพระอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์...”

อิลลาเรียรอจนพวกเราตามมากันครบแล้ว ก็พาเลี้ยวซ้ายมือซึ่งมีผู้คนคลาคล่ำไปหมด แต่ก็ยังเห็นยอดมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์รูปโดมอย่างถนัดชัดตา รถราวิ่งไปบนถนนที่คนแน่นอย่างกับปลากระป๋อง ถ้อยทีถ้อยอาศัยผลัดกันไป เพราะว่าผู้คนแน่นมาก คุณโอ๋จึงเตือนมาเป็นระยะว่า “พระอาจารย์ทุกท่านระวังกระเป๋าด้วยนะครับ..” ช่างรอบคอบจริง ๆ...

สุธรรม 29-09-2015 02:51

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443469833
ถ้าไม่มีธงคงได้พลัดหลงกันตั้งแต่ต้นทางเป็นแน่

“นครรัฐวาติกันมีประชากรประมาณ ๙๐๐ คนเท่านั้น และมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ประจำรัฐ ทูตของนานาประเทศ และทหารสวิสที่เป็นองครักษ์ของพระสันตะปาปา รวมแล้วอีกประมาณ ๑,๓๐๐ คน เมื่อมารับหน้าที่ก็จะได้รับสัญชาติเป็นคนวาติกัน เมื่อพ้นหน้าที่ไปแล้วต้องกลับคืนไปถือสัญชาติเดิม ยกเว้นว่าประเทศเดิมไม่ยอมรับ ก็สามารถขอถือสัญชาติอิตาลีได้...”

หูก็ฟังคุณโอ๋ไป ตาก็ดูทั้งสถานที่และบุคคลรอบข้าง มือข้างขวาถือกล้องถ่ายรูปไปเรื่อย มือข้างซ้ายกุมกระเป๋าจิงโจ้ใต้จีวรเอาไว้ เท้าทั้งสองก็เดินตามคลื่นมหาชนไปเรื่อย ๆ โดยมีธงของอิลลาเรียเป็นเครื่องหมาย เพื่อน ๆ ที่ตามหลังมาก็อาศัยจีวรของท่านที่อยู่ข้างหน้าเป็นเครื่องนำทาง บรรดานักท่องเที่ยวต่างหันกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดิโอมาถ่ายคณะของเราเป็นการใหญ่...

คนข้างในเดินออกมา คนข้างนอกก็ไหลเข้าไป แม้ว่าจะมีรั้วเหล็กกั้นแบ่งออกจากกัน แต่ทั้งคนเข้าคนออกก็เดินกระทบไหล่กันอยู่ดี เนื่องจากรั้วบางนิดเดียว คุณโอเล่ที่มีชื่อมาในคณะเป็นมัคคุเทศก์ แต่มาทำหน้าที่ถ่ายรูปให้กับทางคณะมากกว่า พวกเราเดินผ่าน “แม่ชีฝรั่ง” ในชุดสีดำ สะพายกระเป๋าใบใหญ่ ยืนก้มหน้าที่คลุมผ้าดำเอาไว้ มือหนึ่งถือกระป๋อง “ขอทาน” จากนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลผ่านไปแบบน้อยคนที่จะให้ความสนใจ...

สุธรรม 29-09-2015 17:13

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443521549
ผ่านทีละคน..ตรวจละเอียดกว่าสนามบินเสียอีก..!

คณะของเราเดินมาถึงบริเวณที่คล้ายกับระเบียงคดของวัดในพระพุทธศาสนา ที่มีเสาหินกลมขนาดมหึมาประมาณ ๒ โอบสูงลิบลิ่วนับร้อยต้น ค้ำหลังคาเรียงรายเป็นวงโค้ง ล้อมลานกว้างของพระราชวังวาติกันอยู่ทั้งสองฝั่ง อิลลาเรียพาพวกเราเลี้ยวเข้าไปในระเบียงคดทางซ้ายมือ เดินเบียดเสียดเยียดยัดกันเข้าไปไม่ไกล ก็มาเจอ “คนติด” แน่นมาก ที่แท้ตรงนี้เขามีเครื่อง X-Ray เอาไว้ตรวจสอบก่อนที่จะปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปด้านใน...

“พระอาจารย์ทุกท่านดูทางซ้ายมือนะครับ ที่เห็นใส่ชุดลายทางสีเหลืองสลับน้ำเงิน สวมหมวกแบเร่ต์ถือทวนยืนรักษาการณ์อยู่ นั่นคือทหารสวิส (Swiss Guard) ที่มีชื่อเสียงก้องโลกในด้านความซื่อสัตย์และกล้าหาญ เป็นทหารองครักษ์ของพระสันตะปาปา มีทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ นายครับ” คุณโอ๋ยังคงถ่ายทอดข้อมูลจากอิลลาเรียมาให้อยู่ตลอดเวลา...

การตรวจโดยเครื่อง X-Ray ช้ามาก ทำให้ผู้คนมาแออัดยัดทะนานกันตรงนี้แน่นไปหมด เสียงคุณโอ๋เตือนให้ระวังกระเป๋าเหมือน "แผ่นเสียงตกร่อง" พอเจ้าหน้าที่เห็นว่าพระครูด็อกเตอร์นั่งรถเข็นมา ก็ปลดสายพานกั้นให้ท่านอาจารย์ ดร.วันชัย เข็นเข้าไปก่อนได้เลย อาตมาฝากกล้องถ่ายรูปไปกับกระเป๋าของพระครูโจ แล้วตัวเองเดินผ่านไปโดยเครื่องไม่ร้องสักแอะ แต่เพื่อนที่ตามมามีเสียงดังทุกรูป จึงโดนเรียกไปยืนเรียงแถวด้านข้าง แล้วเอาเครื่องตรวจมือถือมากวาดหาวัตถุต้องสงสัยกันทั้งคณะ..!

สุธรรม 30-09-2015 01:43

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443552007
หน้าต่างที่เปิดไว้ทั้งสองบานทางขวามือคือที่ซึ่งพระสันตะปาปาจะปรากฏพระองค์

พวกเราบางรูปเดินเบียดกันผ่านเครื่องเข้าไปก็ถูกเจ้าหน้าที่ดุเสียงดัง พร้อมกับผลักอกให้ถอยออกไปแล้วให้เดินผ่านเครื่องเข้ามาใหม่ อาตมายืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็ต้องเดินออกไปก่อน เพราะถูกอิลลาเรียเร่งยิก ๆ ให้รีบเดินตามไป ผ่านทางด้านซ้ายมือที่มีรูปปั้นม้าทรงเครื่อง ซึ่งไม่รู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะมัคคุเทศก์สาวของเราเดินเลยไปแบบไม่สนใจ อาตมาแวะเข้าไปถ่ายรูปพร้อมกับหลวงพ่อเจ้าคุณสมุทรฯ แล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากระเบียงคด มองหาธงเหลืองที่เห็นอยู่กลางลานแต่ไกล...

“พระอาจารย์ทุกท่านจะเห็นว่า ลานกว้างของพระราชวังวาติกันนี้ มีเหล็กกั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งมีเก้าอี้วางอยู่หลายร้อยตัวนั้น เป็นที่สำหรับนั่งสวดมนต์ของบรรดาคริสตศาสนิกชน อีกส่วนหนึ่งที่เป็นลานโล่งนั้น สำหรับผู้ที่มาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ซึ่งพระองค์ท่านจะปรากฏกายตรงหน้าต่างสองบาน ที่เปิดอยู่ชั้นบนด้านซ้ายมือของตัวตึกเหนือระเบียงคด ที่เห็นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคณะของเรานั่นแหละครับ”

ตอนนี้ถึงคุณโอ๋แปลข้อมูลมาเท่าไรก็แทบจะไม่มีใครฟังแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันถ่ายรูปตามมุมที่ตนเองเห็นว่าสวย ส่วนใหญ่จะฝากคนอื่นช่วยถ่ายรูปตนเองกับสถานที่ให้ด้วย หลายท่านก็ "เซลฟี่" ด้วยตัวเอง ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐ ท่านอาจารย์ ดร.วันชัย อาจารย์ตู๋ และคุณโอเล่ โดนใช้งานอย่างหนัก โดยมีอิลลาเรียส่งเสียงเร่งมาเป็นระยะ บอกว่าถ้าเลยเวลาเดี๋ยวเธอจะไปรับลูกทัวร์คณะใหม่ไม่ทัน..!

สุธรรม 30-09-2015 13:53

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443595976
หลวงพ่อพระครูเลิศยังรั้งท้ายอยู่ใน "ตรอก" เพราะหิวจนหมดแรงเดิน..!

“พระครูวิลาศฯ นี่เขาจะให้เราฉันกันเมื่อไร ? ผมหิวจนเดินไม่ไหวแล้ว..!” หลวงพ่อพระครูเลิศ (พระครูวาทีธรรมวัฒน์) ที่หุ่นค่อนข้างสมบูรณ์ เดินป้อแป้มาถามขึ้น “นั่นสิ..แม้แต่น้ำก็ไม่มีให้ คอแห้งจนจะเป็นผงอยู่แล้ว” หลวงพ่อพระครูชุบเสริมขึ้นมาอีกท่าน ตอนนี้เป็นเวลา ๑๑.๔๐ น. ของที่นี่ก็จริง แต่เวลาเมืองไทยเกือบจะห้าโมงเย็นแล้ว..!

“ทำเวลานิดหนึ่งครับหลวงพ่อ ออกจากที่นี่เขาก็จะพาเราไปภัตตาคารแล้ว” อาตมาปลอบใจ พลางส่งขวดน้ำที่หยิบติดมือมาจากบนรถไปให้ ทั้งสองท่านผลัดกันกรอกลงคอจนหมดเกลี้ยง สีหน้าค่อยดีขึ้นมาหน่อย แล้วรีบเดินตามเพื่อนที่เลี้ยวซ้ายไปตาม “ตรอก” ที่เขากั้นเอาไว้ ตรงไปยังมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์...

เพราะเราสามรูปช้ากว่าเขา มาถึงจึงไม่ทราบว่าคุณโอ๋เคลียร์ให้อย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่สามคนที่ยืนตรวจตั๋วนักท่องเที่ยวอื่น ๆ อยู่ ไม่ถามอะไรพวกเราสักคำก็ปล่อยให้ผ่านไปเลย พ้นจาก “ตรอก” มาเป็นที่ว่างข้างมหาวิหารช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะเป็นบันไดขึ้นสู่ด้านบน ซึ่งมองเห็นมัคคุเทศก์สาวโบกธงไหว ๆ เรียกรวมพลอยู่ข้างบนนั้น...

สุธรรม 01-10-2015 02:14

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443640306
สิบปีเปิดครั้งหนึ่งผู้คนถึงหลั่งไหลกันมาชมแบบมืดฟ้ามัวดิน..!

ด้านหน้ามหาวิหารนี้เป็นเสากลมแบบเสาที่วิหารคด ขนาดก็ใหญ่โตใกล้เคียงกัน สร้างจากหินชนิดเดียวกัน ดูไม่ออกว่าเป็นการกลึงเสาต้นมหึมานี้ขึ้นมา (ไม่น่าจะมีเครื่องมือที่กลึงหินใหญ่ขนาดนี้ได้) ทำแบบหล่อขึ้นมา หรือว่าค่อย ๆ ขัดเกลาด้วยมือ (ถ้าใช่ก็มีความพยายามเกินร้อย) แต่ละต้นกลมกลึงเรียบลื่น ใหญ่โตมหึมาเท่ากันหมด แต่เสาที่ซุ้มประตูซึ่งมีขนาดย่อมลงมา เป็นเสาแบบโรมันคลาสสิก หัวเสารับคานด้านบนเป็นลวดลายปูนปั้นงดงาม ที่บ้านเราเรียกกันแบบมักง่ายว่า “เสาโรมันหัวหลุยส์”...

นักท่องเที่ยวอื่น ๆ พากันหลั่งไหลเข้าไปภายในมหาวิหาร เมื่อพวกเรารวมพลแล้ว อิลลาเรียก็ชี้มือไปที่เพดานโค้งด้านบน ซึ่งมีลวดลายลงสีงดงามมาก พลางบรรยายตามหน้าที่ พระครูญาณฯ รีบแปลให้ฟังทันทีว่า “มหาวิหารหลังนี้สิบปีถึงเปิดให้เข้าชมครั้งหนึ่ง ช่วงเปิดใคร ๆ ก็หลั่งไหลกันมาชมแบบมืดฟ้ามัวดินอย่างที่เห็น พวกเราโชคดีมากที่มากับรีเจนซี่ทัวร์ จึงได้มีโอกาสเข้าชมกัน ถ้ามากับคณะอื่นก็ไม่มีโอกาสเข้าชมแบบนี้...”

อาตมา ใบฎีกาวรัญญู และคุณโอ๋หัวเราะพรืดขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อเห็นเพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษที่สุดในห้องสองท่านหัวเราะ ทุกรูปก็รู้ว่าโดนพระครูญาณฯ ต้มเข้าแล้ว “ไอ้ลิงเขาวังเอ๊ย..! ผมก็ว่าอยู่ ๆ ทำไมถึงเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาเฉย ๆ มั้นหน่า..นัก” หลวงพ่อพระครูชุบง้างเท้าพร้อมกับหลุดคำพูดเหน่อเพชรบุรีออกมา พระครูญาณฯ เผ่นวูบไปบังหลังหลวงพ่อพระครูเลิศ ซึ่งปลอดภัยแน่นอน เพราะต่อให้มีอีกสองคนก็บังมิด มัคคุเทศก์สาวนึกว่าตัวเองพูดอะไรผิด จึงหยุดบรรยายตีหน้าปูเลี่ยน ๆ จนคุณโอ๋ต้องแจ้งสถานการณ์จริงให้ทราบ...

สุธรรม 01-10-2015 14:41

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443685180
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) ภาพจากอินเตอร์เน็ต

“มะ..ผมช่วยถีบให้เอง” เมื่อเห็นท่านเจ้าคณะอำเภอแก่ ๆ ไล่ไม่ทัน พระครูกล้าในฐานะรองเจ้าคณะอำเภอ จึงอาสาจัดการกับท่านเจ้าคณะตำบลคลองกระแชง เขต ๑ แทน “เฮ้ย..เฮ้ย..ไม่มีหนังสือมอบหมายให้ทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนะเว้ย..!” อีกฝ่ายหมุนหลบไปรอบตัวหลวงพ่อพระครูเลิศ ปากก็โวยวายจนฝรั่งหันมามองเป็นตาเดียว “พอได้แล้ว..อายเขา” หลวงพ่อพระครูญา (พระครูวัชรชลธรรม : สมญา) เจ้าคณะอำเภอท่ายางห้ามขึ้น...

“เห็นแก่หลานสาวหลวงพ่อญาหรอกนะ ไม่อย่างนั้นโดนแน่” พระครูกล้าชี้หน้าขู่ “รอให้หลานสาวหลวงพ่อญาแต่งออกไป ผมก็พ้นโทษแล้ว” อีกฝ่ายยิ้มหน้าทะเล้น ตอบมาแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน ทำเอาเพื่อน ๆ ที่หิวจนลมออกหูหัวเราะจนลืมความหิวไปตาม ๆ กัน อิลลาเรียก็ขำความ “ล้น” ของพระครูญาณฯ อยู่พักใหญ่ กว่าที่จะบรรยายต่อไปได้...

“มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามหาวิหารนักบุญเปโตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน สร้างทับวิหารเดิมที่มีชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารสูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกล ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ จุคนได้มากกว่า ๖๐,๐๐๐ คน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่ตั้งโบสถ์เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของนักบุญซีโมน เปโตร หนึ่งในอัครทูตของพระเยซู คริสตจักรถือว่านักบุญเปโตรเป็นบิชอปองค์แรก ต่อมาท่านได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม...”

สุธรรม 02-10-2015 04:03

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443733347
ใครอยากดูใกล้ ๆ ต้องหาทางมุดเข้าไปเอง

พวกเราถ่ายรูปเพดานโค้งกันจนไม่มีอะไรให้ถ่ายแล้ว อิลลาเรียก็นำเข้าประตูซึ่งเป็นประตูด้านขวาสุดของมหาวิหาร ชั้นนอกเป็นประตูโลหะแกะสลักลวดลายที่ดูไม่ถนัด เพราะคนมากจนต้องไหลตามเขาไป ซ้ำบานประตูยังเปิดพับออกทั้งสองด้าน ชั้นในเป็นประตูไม้บานใหญ่ดูหนักอึ้ง ซึ่งช่องเปิดเล็กกว่าประตูโลหะครึ่งหนึ่ง ผู้คนเบียดเสียดเยียดยัดกันจนอาตมาแทบจะแบนเป็นกล้วยปิ้ง...

"พระอาจารย์ทุกรูประวังกระเป๋าด้วยนะครับ ด้านหน้าทางขวามือทุกท่านจะได้เห็นรูปสลักหินอ่อน Pieta หรือ "พระแม่มาเรียอุ้มศพพระเยซู" ซึ่งถือว่าเป็นรูปสลักหินอ่อนที่งดงามที่สุดในโลก ถึงขนาดกล่าวกันว่า มาถึงวาติกันได้ดูรูปนี้รูปเดียวก็คุ้มค่าแล้ว.." เสียงคุณโอ๋ดังมาจากในหูฟัง...

พวกเราไหลตาม "มวลมหาประชาชน" มาตกคลั่กอยู่หน้าห้องโถงใหญ่ ซึ่งทางขวามือเป็นห้องกระจก ด้านหน้าห้องเป็นเสาและผนังหินอ่อนลายสีม่วงแดงงดงาม มีรูปแกะสลักนูนต่ำที่สวยงามประดับอยู่สองข้างประตูด้านละหลายรูป แต่ที่สวยงามสุดใจขาดดิ้นจนกล้องทุกตัวระดมกดชัตเตอร์ถ่ายกันแบบไม่ต้องนับ ก็คือรูปสลักหินอ่อน "พระแม่มาเรียอุ้มศพพระเยซู" ที่อยู่บนแท่นหินอ่อนกลางห้องนั่นเอง...

สุธรรม 02-10-2015 16:09

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443776882
รูปสลักหินอ่อนฝีมือ "ขั้นเทพ" ของมิเคลันเจโล (Michelangelo) รูปจากอินเตอร์เน็ต

น่าเสียดายว่ารูปสลักสุดรักสุดหวงนี้อยู่ในห้องกระจก พวกเราส่วนใหญ่จึงโดน "มวลมหาประชาชน" โดยเฉพาะแหม่มสาว ๆ กันเอาไว้จนเบียดไม่เข้า อาตมาอาศัยความคล่องตัว มุดตามฝรั่งรูปร่างสูงใหญ่ไซส์เฮฟวี่เวทนายหนึ่ง ซึ่งสวมหมวกแก็ป ใส่เสื้อยืด นุ่งกางเกงขาสั้นเห็นขนหน้าแข้งยุบยับ มือถือกล้องวีดิโอ เบียดคนกระจายเป็นทางเข้าไปถ่ายภาพยนตร์ กลายเป็น "รถถังนำร่อง" ชั้นดี...

ถึงรั้วเหล็กที่ขวางไว้ห่างจากประตูกระจกประมาณสองเมตร อาตมาก็มุดออกมาทางซ้ายมือของฝรั่งนายนั้น เพื่อชมฝีมือแกะสลักหินอ่อน "ขั้นเทพ" ของมิเคลันเจโล (Michelangelo) ซึ่งพวกเราถนัดเรียกว่า ไมเคิล แองเจโล ที่งดงามเหลือเชื่อ ขนาดรอยยุบของเนื้อและรอยพับของผ้า ยังดูเหมือนของจริงจนไม่อยากจะเชื่อว่าแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน โดยเฉพาะใบหน้าพระแม่มาเรียที่ดูโศกเศร้าเหมือนหัวใจสลาย ได้อารมณ์ยิ่งกว่าคนจริง ๆ เสียอีก...

ถ่ายรูปได้สามรูปอาตมาก็โดนเบียดเอียงกระเท่เร่ออกมา บรรดาเพื่อนฝูงก็มุดเข้ามาได้ไม่กี่ท่าน ที่เหลือ "ถอดใจ" กันหมด ไม่มีใครคิดจะเบียดสาว ๆ เข้ามาถ่ายรูปกันเลย หันไปให้ความสนใจกับหัวเสา เพดานและผนังรอบด้าน ที่มีทั้งรูปสลักหินอ่อนลอยตัว นูนต่ำ รูปหล่อโลหะต่าง ๆ ทั้งรูปนักบุญในคริสตศาสนา รูปเทวดานางฟ้า รูปพระมหากษัตริย์ ฯลฯ ที่ฝีมืออยู่ในระดับสุดยอดทั้งนั้น โดยเฉพาะรูปวาดที่งดงาม สีสันสดใสเหมือนกับเพิ่งวาดเสร็จได้ไม่นานนี้เอง...

สุธรรม 03-10-2015 02:41

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1443814801
ถ่ายรูปอย่างไรก็ไม่เหมือนกับที่ตาเห็น (รูปจากอินเตอร์เน็ต)

"พระอาจารย์ทุกท่านเลือกชมได้เต็มที่นะครับ มหาวิหารหลังนี้มิเคลันเจโลออกแบบและสร้างไว้ตั้งแต่อายุเพิ่งจะ ๒๕ ปี การบรรยายต้องมีรายละเอียดมากเหลือเกิน ว่ากันเป็นวันก็ไม่จบ เดี๋ยวผมเองจะเป็นลมไปเสียก่อน ถ้าพระอาจารย์ท่านใดสงสัยหรือต้องการข้อมูลตรงไหน ให้สอบถามได้เป็นการเฉพาะ ถ้าได้ยินเสียงผมเรียกก็ให้รวมตัวกันทันที ขอนิมนต์ตามสบายเลยครับ"

พวกเราเดินชมสถานที่กันโดย "แหงนคอตั้งบ่า" เสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเพดานที่อาศัยรูปทรงเรขาคณิตใหญ่ ๆ เล็ก ๆ สลับลวดลายและสีสันเพียงเล็กน้อย ก็งดงามจนตะลึง ผนังที่อาศัยซุ้มโค้งเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อสัมฤทธิ์ รูปแกะสลักจากหินอ่อน และภาพวาดสีสันสดใส ที่งดงามมีชีวิตชีวา เสาค้ำซึ่งเป็นเหลี่ยมเป็นร่อง ที่หัวเสามีลวดลายปูนปั้นอ่อนช้อยจนแทบจะพลิ้วไปตามลม โดมใหญ่มหึมาที่ประกอบด้วยช่องรับแสงและรูปวาดที่แทบจะเคลื่อนไหวได้จริง ๆ อาตมาได้แต่นึกไปถึงผลงานของมหากวี ชิต บุรทัตที่ว่า...

................................................................"ฯลฯ...อำพนพระมณฑิรพระรา........ชนิวาศน์ วโรฬาร์
.............................................................อัพภันตร์ก็ไพจิตรพา........................หิรภาค ก็พึงชม
................................................................เช่นหลั่งชะลอดุสิตเท....................วสถาน พิมานพรหม
.............................................................มารังสฤษดิ์ศิริอุดม..........................ผิวเทียบ ก็เทียมทัน...ฯลฯ"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:32


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว