ดูแบบคำตอบเดียว
  #7  
เก่า 02-09-2009, 10:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,517
ได้ให้อนุโมทนา: 94,077
ได้รับอนุโมทนา 3,995,593 ครั้ง ใน 28,032 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ชีวิตในวัยบวชเรียน

สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น วัดคือที่อบรมสั่งสอนกุลบุตร ครูที่อบรมสั่งสอนคือพระสงฆ์ พระสงฆ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความรู้มากมายหลายด้าน เด็กที่ได้เล่าเรียนหนังสือก็จะมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น ไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือที่วัด เพราะครูที่สอนหนังสือเป็นพระสงฆ์ จึงไม่เหมาะที่เด็กผู้หญิงจะไปเรียน

ครั้นเวลาแม่แลง (การนับเวลากรุงศรีอยุธยา) พระชนก-ชนนี ได้นำดอกไม้ธูปเทียน ตามประเพณีไทย นำพระองค์ไปฝากตัวกับท่านขรัวตาทอง ณ วัดท่าข่อย

ต่อมาพระองค์ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดท่าข่อย ริมคลองบ้านข่อย ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) เป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งนับเป็นพระอาจารย์องค์แรกของพระองค์

พระขรัวตา คือพระสงฆ์ที่คงแก่เรียน เรียนรู้วิชาการทุกอย่างไว้มาก มีพรรษายุกาลมาก เชี่ยวชาญสมถะวิปัสสนากัมมัฏฐานมัชฌิมาแบบลำดับ มีความรู้ความสามารถ ในการสอน อ่าน-เขียน อักขระขอม-ไทย ในการบอกหนังสือจินดามณี ในการบอกหนังสือคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หนังสือเรียนไวยากรณ์บาลี) เป็นต้น เป็นพระสงฆ์ที่มักน้อย สันโดษ ไม่มีสมณศักดิ์ จึงเรียกขานกันว่า “พระขรัวตา”

พระสงฆ์ในสมัยอยุธยาท่านมีความรู้ทั้งทางปริยัติและปฏิบัติสม่ำเสมอกัน สมัยนั้นนิยมเล่าเรียนศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป โดยไม่แยกศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 02-09-2009 เมื่อ 12:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 41 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา