กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #641  
เก่า 07-09-2020, 11:16
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ปวารณาออกพรรษา

“...วันนี้เป็นวันปวารณาออกพรรษา..ว่างั้นนะ เข้าพรรษาครบไตรมาส ๓ เดือนก็มาครบวันนี้ แล้วออกวันนี้.. ครบ ๓ เดือน .. คำว่า “ปวารณา” พระจะไม่ทราบก็มีนะ เวลานี้มันจะเป็นเพียงพิธีกิริยาออกมาจากความไม่มีธรรมในใจ ไม่มีวินัยในใจแล้วนะ คำว่า สงฺฆมฺ ภนฺเต ปวาเรมิ คือปวารณาตน เปิดโอกาสตนแก่สงฆ์ทั้งหลายที่นั่งรวมกันอยู่นี้ คือเปิดเผยเปิดโอกาสให้กัน.. แนะนำตักเตือนสั่งสอนได้ ผิดพลาดประการใด ได้เห็นก็ดี.. กิริยาอาการที่ไม่ถูกต้องนั้น ได้ยินก็ดี.. กิริยาแห่งการแสดงหรือการพูดออกมา หรือได้สงสัยก็ดี เหล่านี้ให้ตักเตือนสั่งสอน เมื่อทราบแล้วจะได้ปฏิบัติแก้ไข ดัดแปลงต่อไป ... คำปวารณาจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เปิดโอกาสไม่ให้มีทิฐิมานะต่อกัน ไม่มีคำว่าชาติชั้นวรรณะ เป็นสังฆะหรือเป็นพระสงฆ์ศากยบุตรอันเดียวกัน เปิดโอกาสให้กัน

เพราะความรู้เราลำพังคนเดียว ไม่สามารถที่จะรู้รอบได้ในกิริยาความเคลื่อนไหวของตน จึงต้องได้อาศัยผู้อื่นคอยแนะนำตักเตือนสั่งสอน นับแต่ครูบาอาจารย์ลงมาถึงพระเพื่อนฝูงด้วยกัน คอยแนะนำตักเตือนสั่งสอนกัน เปิดโอกาสให้กันเพื่ออรรถเพื่อธรรม ไม่ได้เพื่อทิฐิมานะ ฐานะสูงต่ำอะไรเลย สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ธรรม ความเป็นธรรมก็คือความเปิดโอกาส เพื่ออรรถเพื่อธรรมคือความถูกต้องดีงามแก่ตน เมื่อท่านผู้อื่นผู้ใดได้เห็นความไม่ดีไม่งามของเราที่แสดงออก ด้วยการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ด้วยรังเกียจ สงสัยก็ดีนั้น.. จะได้เตือนเรา ก็จะได้รับไว้ประพฤติปฏิบัติ

เรื่องทิฐิมานะนั้นเป็นเรื่องของกิเลส การเปิดโอกาสตักเตือนซึ่งกันและกันนั้นเป็นเรื่องของธรรม เพราะเราอยู่ด้วยกันหลายคน.. อาจมีความผิดพลาด จึงต้องเปิดโอกาสให้แนะนำหรือตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ให้พากันเข้าใจตามนี้ นี่ละพระโอวาทของพระพุทธเจ้า...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2020 เมื่อ 15:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #642  
เก่า 07-09-2020, 11:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

งานกฐิน

“...กฐินตั้งแต่วันแรมค่ำหนึ่ง เดือน ๑๑ ไปถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ หมดเขตกฐิน ... วันเพ็ญยังทอดได้อยู่ กฐินนี้เป็นสิ่งที่อนุโลมต่างหากนะ พระพุทธเจ้าทรงอนุโลมผ่อนผันให้ พระชาวเมืองปาฐาเดินทางมา จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ กรุงสาวัตถี.. เข้าไม่ได้ เข้าไม่ทันต้องหยุดจำพรรษาที่เมืองสาเกตก่อน พอออกพรรษา.. หนทางยังเจิ่งด้วยน้ำก็รีบเดินทางมา ผ้าเปียกหมดเลย มีผ้ามาเท่านั้นเปียกหมด ท่านเลยอนุโลมผ่อนผันให้เป็นผ้าพิเศษอีก.. มีกฐินเข้าไป ให้มีการทอดกฐินเป็นการอนุโลม เพราะฉะนั้น จึงมีกฐินมาเรื่อย

เดิมจริง ๆ ไม่มีกฐิน มีแต่ผ้าบังสุกุลเป็นพื้นมาเลย บังสุกุลคือผ้าที่คลุกเคล้าอยู่ตามฝุ่นตามอะไร สกปรกโสมมไม่เลือกละ บังสุกุลคือตกอยู่ขี้ฝุ่นขี้ฝอย หรือตามป่าช้า หรือตามสายทาง ผ้าเศษผ้าเดน ผ้าทิ้ง นี่ละพระท่านไปเก็บมาชักบังสุกุล ได้มาแล้วก็มาเย็บปะติดปะต่อกันเป็นสบงบ้าง จีวรบ้าง สังฆาฏิบ้าง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงผ่อนผันเอาอย่างมากทีเดียว คือสังฆาฏินี้ธรรมดาสองชั้น แม้จะปะร้อยชั้นก็ตาม.. พระองค์ก็ทรงอนุญาต ขาดตรงไหน ๆ ท่านปะท่านชุนเข้าไปถึงร้อยชั้น.. เราตถาคตก็อนุญาต นั่นท่านทรงผ่อนผันเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติของพระ แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น

ครั้นหลังมานี้ก็เห็นพระท่านมาจากเมืองอื่น เข้ามาเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ จีวรเปียกปอนมา.. มาประชุม มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็เลยมาไม่ได้ จีวรเปียกปอน จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเวลานั้นมาไม่ได้ เพราะจีวรเปียกหมด ท่านมีผ้าเพียงสามผืน พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้มีกฐิน อนุโลมให้มีผ้า.. จะเป็นจีวรสองผืนก็ได้ บริขารใดก็ตามเป็นสิ่งที่เศษเหลือจากไตรจีวรสามผืนนั้นก็ได้ เรื่อยมาเป็นกฐิน ทีนี้กฐินก็เลยใหญ่กว่าบังสุกุลไป...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2020 เมื่อ 15:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #643  
เก่า 15-09-2020, 20:09
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ไม่ใส่รองเท้าเข้าบ้าน

“...สรุปแล้วก็คือว่า สิ่งที่เป็นอาบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงจะเล็งไปตามกาลสมัย อย่างเช่น ท่านห้ามใส่รองเท้าเข้าไปในบ้านอย่างนี้น่ะ นอกจากเท้าเป็นแผล ห้ามใส่รองเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน อันนี้เวลาเปลี่ยนแปลงมา เปลี่ยนแปลงมาจนทุกวันนี้ เศษแก้วเต็มไปหมดตามลาน ก็ทำความสะอาดลำบากเหมือนกัน นี่ก็ทำให้คิดอยู่

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเราแล้วไม่เคยใส่รองเท้าเข้าไปหรอกแม้โง่จะตาย และเท้านี้จะเหวอะหวะเพราะแก้วตำก็ช่างมันเถอะ ขอให้เราได้บูชาตถาคตแล้วเป็นพอ นี่สำหรับเราเองเป็นอย่างนั้น แต่นี่เราพิจารณาเพื่อวงคณะทั้งหลายที่เห็นว่าเป็นความเหมาะสมอย่างไรบ้าง.. ที่ท่านห้ามใส่รองเท้าเข้าในบ้าน สำหรับในวงธรรมยุตเราไม่เคยมี นอกจากจะเป็นธรรมยุตจรวดก็เอาแน่ไม่ได้เหมือนกัน...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-09-2020 เมื่อ 02:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
ชุณหพงศ์ (16-09-2020), แดนธรรม (16-09-2020), ต้นบุญ (16-09-2020), พี่เสือ (วันนี้), เมฆดำ (16-09-2020), โยคาวจร (15-09-2020), สายท่าขนุน (15-09-2020), สุธรรม (16-09-2020), หมูติดยันต์ (20-09-2020)
  #644  
เก่า 15-09-2020, 20:17
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เที่ยววิเวก

“...ออกพรรษานี่ใครอยากจะออกไปเที่ยวภาวนาหาที่สงบสงัดก็ไปนะ ผมไม่ได้ห้าม ก็ไม่ทราบจะห้ามเพื่ออะไร นอกจากที่ไหนเป็นที่เหมาะสมในการประกอบความพากเพียรเท่านั้น เอ้าไป.. ว่าอย่างนั้นเลย ผมพร้อมเสมอที่จะส่งเสริมหมู่เพื่อนในทางที่เป็นผลเป็นประโยชน์ เฉพาะอย่างยิ่งคือจิตภาวนา

พอออกพรรษาแล้วก็เข้าป่าเข้าเขาเลย แต่ก่อนเป็นมาอย่างนั้น อย่างสมัยที่เราอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นเป็นอย่างนั้น ... ตามธรรมดาพอออกพรรษาแล้ว ท่านก็เตรียมออกเที่ยวละ พระกรรมฐานอยู่จำพรรษาในสถานที่อันจำกัด พอออกพรรษาแล้วนี้ท่านก็ออกเที่ยวละ เที่ยวเบื้องต้นนี่ก็อยู่ตามป่าเสียก่อน ยังไม่ขึ้นภูเขา พอตอนเดือนมีนา เมษา หน้าร้อนนี่ก็ขึ้นเขา ขึ้นอยู่บนถ้ำ เย็น ๆ สบาย ๆ .. ในถ้ำมันเย็นสบายดี

น้ำสำหรับ อาบ ดื่ม ใช้สอย มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะขาดไปไม่ได้ อาหารยังพออดได้ ทนได้ทีละหลาย ๆ วัน แต่น้ำอดไม่ได้ และไม่ค่อยมีส่วนทับถมร่างกายให้เป็นข้าศึกต่อความเพียรทางใจเหมือนกับอาหาร จึงไม่จำเป็นต้องอดให้ลำบาก ทั้งน้ำมีความจำเป็นต่อร่างกายอยู่มาก ฉะนั้น..การแสวงหาที่บำเพ็ญต้องขึ้นอยู่กับน้ำเป็นสำคัญส่วนหนึ่ง แม้จะมีอยู่ในที่ห่างไกลบ้าง.. ประมาณกิโลเมตรก็ยังนับว่าดี ไม่ลำบากในการหิ้วขนนัก...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-09-2020 เมื่อ 02:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #645  
เก่า 16-09-2020, 20:35
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ปะชุนผ้า ใช้ผ้าบังสุกุล

“...ธุดงค์ข้อถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเป็นการตัดทอนกิเลส.. ตัวทะเยอทะยาน ชอบสวยชอบงามได้ดี กิเลสชนิดนี้เป็นที่น่าเบื่อหน่ายในวงนักปราชญ์ทั้งหลาย แต่เป็นที่กระหยิ่มลืมตัวของพาลชนทั้งหลาย พระธุดงค์ที่ต้องการความสวยงามภายใน.. เที่ยวเสาะแสวงหาผ้าบังสุกุลที่เขาทอดทิ้งไว้ตามป่าช้า หรือที่กองขยะของเศษเดนทั้งหลาย มาซักฟอกแล้วเย็บปะติดปะต่อเป็น สบง จีวร สังฆาฏิ ใช้สอยพอปกปิดกาย และบำเพ็ญสมณธรรมไปตามสมณวิสัยอย่างหายกังวล ไม่คิดเป็นอารมณ์ห่วงใยผูกพันกับใครและสิ่งใด...

การนุ่มห่มใช้สอยบริขารต่าง ๆ ของพระธุดงค์ เฉพาะท่านอาจารย์มั่น รู้สึกว่าท่านพิถีพิถันและมัธยัสถ์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ยอมสุรุ่ยสุร่ายเป็นอันขาดตลอดมา ปัจจัยเครื่องอาศัยต่าง ๆ มีมากเพียงไรก็มิได้ใช้แบบฟุ่มเฟือยเห่อเหิมไป ... ผ้าสังฆาฏิ จีวร สบง ผ้าอาบน้ำ ขาด ๆ วิ่น ๆ มองเห็นแต่รอยปะติดปะต่อ ปะ ๆ ชุน ๆ เต็มไปทั้งผืน ... การปะการชุนหรือดัดแปลงซ่อมแซมไปตามกรณีนั้น ก็เพราะเห็นคุณค่าแห่งธรรมเหล่านี้มาประจำนิสัย .. ไม่ว่าผืนใดขาด ในบรรดาผ้า.. ผ้าครองหรือผ้าบริขารที่ท่านนุ่งห่มใช้สอย ผืนนั้นต้องถูกปะถูกชุนจนคนทั่วไปดูไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นใครทำกันในเมืองไทย ที่เป็นเมืองสมบูรณ์เหลือเฟือจนทำให้คนลืมตน มีนิสัยฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแม้เป็นคนจน ๆ ท่านเองไม่เคยสนใจว่าใครจะตำหนิติชม...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-09-2020 เมื่อ 21:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
ชุณหพงศ์ (18-09-2020), เด็กบางบัวทอง (16-09-2020), ต้นบุญ (17-09-2020), พี่เสือ (วันนี้), เมฆดำ (16-09-2020), สายท่าขนุน (17-09-2020), สุธรรม (16-09-2020), หมูติดยันต์ (20-09-2020)
  #646  
เก่า 16-09-2020, 20:41
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ไปเมืองนอก ... ประกาศหรือขายศาสนา

“...นี่พระเราหลั่งไหลไปเมืองนอก เราก็ได้เคยถามหมู่ถามพวกที่ไปเมืองนอกมา พระเณรเราน่ะ วิตกวิจารณ์ไปขายศาสนาน่ะซิ.. ไม่ใช่ไปประกาศศาสนา กลัวจะไปขายศาสนา อ้าว.. หลงได้ง่าย ๆ เรื่องกิเลสหลอกคนนี้หลงได้ง่ายนิดเดียว ไม่มีอะไรแหลมคมยิ่งกว่ากิเลสหลอกสัตว์โลกเลย หลงได้ง่ายนิดเดียว ข้อสำคัญก็ สกฺกาโร ปุริสํ หนฺติ น่ะซิ ลาภสักการะมันฆ่าบุรุษผู้โง่เขลาให้ฉิบหาย แปลว่าอย่างนั้นในบาลี ลาภสักการะนี่เครื่องล่อของมาร ผู้ผ่านนี้ไปได้แล้วสบายไม่หลง มีเท่าไรก็ไม่หลง นั้นเป็นนั้น ๆ ๆ นี้เป็นนี้ ๆ อยู่นั้นละไม่คละเคล้ากัน ถ้าใจไม่มีหลักแล้วคละเคล้าทันที ซึบซาบทันที

อันนี้ละเราวิตกวิจารณ์ เขานิมนต์ไปฉันที่นั่นที่นี่ไม่ให้ไป ไปทำไม ไปก็ สกฺกาโร ปุริสํ หนฺติ มันฆ่าคน ใครได้มาก็นับห้านับสิบละซิ ได้มานับเท่านั้นนับเท่านี้ สุดท้ายนับแต่เงิน.. ไม่ได้นับธรรมละซิ ไม่ได้หาธรรม...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-09-2020 เมื่อ 21:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
ชุณหพงศ์ (18-09-2020), เด็กบางบัวทอง (16-09-2020), ต้นบุญ (17-09-2020), พี่เสือ (วันนี้), เมฆดำ (16-09-2020), สายท่าขนุน (17-09-2020), สุธรรม (16-09-2020), หมูติดยันต์ (20-09-2020)
  #647  
เก่า 16-09-2020, 20:47
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,331
ได้ให้อนุโมทนา: 22,800
ได้รับอนุโมทนา 182,718 ครั้ง ใน 5,368 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

การกัปปิยะ

กัปปิยะ หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ที่สมควรแก่สมณะ พระภิกษุ สามเณร บริโภคใช้สอยได้ไม่ผิดพระวินัย เรียกเต็มว่ากัปปิยภัณฑ์ ได้แก่ปัจจัย ๔ คือ ผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อาหารที่ถวายพระนั้นถ้ามีเนื้อสัตว์ ก่อนจะถวายต้องทำให้สุกด้วยไฟเสียก่อน เช่น ต้ม ทอด ย่าง สำหรับผักหรือผลไม้ที่นำมาถวาย พวกมีเมล็ดแก่ที่สามารถนำไปปลูกให้งอกได้ เช่น ส้ม แตงโม มะเขือเทศสุก พริก หรือมีส่วนอื่นที่นำไปปลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น หัว เช่น ผักบุ้ง ใบโหระพา หัวหอม ขิง ตะไคร้ เป็นต้น จะต้องทำวินัยกรรมที่มักเรียกว่า “กัปปิยะ” เสียก่อน พระจึงฉันได้ (พระวินัยห้ามภิกษุพรากของเขียว คือ ตัดต้นไม้ เด็ดใบไม้นั่นเอง ซึ่งรวมไปถึงผลไม้หรือลำต้นที่สามารถนำไปปลูกให้งอกได้)

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บริโภคผักผลไม้ ด้วยสมณกัปปะกรรมที่ควรแก่สมณะ ๕ คือ ผลจดด้วยไฟ ผลจดด้วยศัสตรา ผลจดด้วยเล็บ ผลไม้ไม่มีพืช และผลที่พืชจะพึงปล้อนเสียได้

เมื่อจะบริโภคพึงบังคับอนุปสัมบันว่า “กัปปิยัง กะโรหิ” ท่านจงทำกัปปิยะดังนี้เสีย แล้วจึงบริโภค เมื่อเป็นเช่นนี้ชื่อว่าให้พ้นจากพีชคาม ปิยการก (ผู้ทำกัปปิยะ) จะตอบท่านว่า “กัปปิยัง ภันเต”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-09-2020 เมื่อ 21:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:13



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว