กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 21-09-2010, 13:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 77,011
ได้รับอนุโมทนา 3,227,793 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐานวันเสาร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๓

ให้ทุกคนนั่งท่าที่สบายของตน กำหนดความรู้สึกทั้งหมดของเราอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากำหนดรู้พร้อมกับคำภาวนา หายใจออกกำหนดรู้พร้อมกับคำภาวนาที่เราชอบใจ

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๓ เป็นการเจริญกรรมฐานวันที่สองของเดือนนี้ เมื่อวานได้กล่าวถึงพื้นฐานของความดี คือศีลไปแล้ว

ความดีของศีลนั้นมีอยู่จุดหนึ่งก็คือ เป็นเครื่องคอยส่งเสริมให้สมาธิทรงตัวตั้งมั่นได้เร็ว เราทั้งหลายที่ปฏิบัติอยู่นั้น ความหวังอย่างหนึ่งคือ ต้องการทรงสมาธิให้เป็นอัปปนาสมาธิ ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ หรือจะได้อรูปฌาน ๔ เป็นสมาบัติ ๘ ไปเลยก็ยิ่งดี

เมื่อทุกคนหวังดังนี้ ก็ควรที่จะศึกษาด้วยว่าฌานสมาบัตินั้นประกอบไปด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ? อย่าลืมว่าการปฏิบัติของเรานั้น ถ้าขาดอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออก สมาธิเราจะทรงตัวเป็นอัปปนาสมาธิไม่ได้ ดังนั้น..การกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พร้อมกับภาพพระหรือคำภาวนาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

เมื่อเรากำหนดจดจ่อต่อเนื่องตามลมหายใจเข้าไป กำหนดจดจ่อต่อเนื่องตามลมหายใจออกมา โดยใช้คำภาวนาที่เราชอบใจแล้ว เมื่อทำไปถึงระดับหนึ่ง กำลังใจก็จะเริ่มทรงตัวตั้งมั่นขึ้นมา โดยจะเป็นปฐมฌานขึ้นมาก่อน

ปฐมฌานนั้นประกอบไปด้วยองค์ ๕ คือ วิตก คิดนึกตรึกอยู่ว่าจะภาวนา วิจารณ์ คือกำหนดรู้ว่าลมหายใจของเราแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น เราใช้คำภาวนาว่าอย่างไร เมื่อพ้นจากช่วงนี้ไปก็จะล่วงเข้าเขตของปีติ คือมีอาการ ๕ อย่าง ได้แก่ ขนลุกบ้าง น้ำตาไหลบ้าง ร่างกายโยกไปโยกมา ดิ้นตึงตังโครมครามบ้าง หรือว่าลอยขึ้นทั้งตัวบ้าง

ตลอดจนกระทั่งรู้สึกว่าตัวพองตัวใหญ่ ตัวแตก ตัวระเบิด ตัวรั่วเป็นรู หรือเห็นแสงเห็นสีต่าง ๆ ตอนช่วงนี้จิตใจจะมีความเอิบอิ่มมากเป็นพิเศษ จะไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติเพราะเริ่มเห็นผลแล้ว

ขอให้ทุกคนระมัดระวังตรงจุดนี้ไว้ให้ดี เพราะว่ามารจะแทรกได้ง่าย อาจจะทำให้เราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติโดยไม่พักไม่ผ่อนไม่กินไม่นอน ร่างกายอาจจะทนไม่ไหว แล้วจะเกิดอาการสติแตกหรือกรรมฐานแตกไปเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 21-09-2010 เมื่อ 13:33
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 21-09-2010, 13:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 77,011
ได้รับอนุโมทนา 3,227,793 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ ถ้าหากว่าเราปล่อยให้อาการของปีติขึ้นจนเต็มที่ ก็จะก้าวล่วงข้ามไป กลายเป็นความสุขเยือกเย็นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนบังเกิดขึ้น เพราะว่าตอนนี้จิตแนบแน่นจวนจะเป็นฌานแล้ว มีกำลังสูง สามารถกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงชั่วคราวได้

กำลังของความรัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟใหญ่ ๔ กองซึ่งเผาเราอยู่ตลอดเวลา อยู่ ๆ โดนกำลังสมาธิกดดับลงไป ความสุขที่ปรากฏจึงอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ คนที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาแล้วไฟดับไป ย่อมบอกไม่ถูกว่าสบายแบบไหน

หลังจากนั้น จิตก็จะก้าวล่วงไปสู่ความเป็นหนึ่งของอารมณ์ แต่เนื่องจากว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้บางทีปรากฏต่อเนื่องเร็วมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าอารมณ์ทั้ง ๕ อย่างปรากฏขึ้นพร้อม ๆ กัน คือ นึกคิดตรึกอยู่ว่าจะภาวนา รู้อยู่ว่าตอนนี้ภาวนาอย่างไร ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น เข้าหรือออก มีอาการปีติอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น มีความสุขเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก และท้ายสุดอารมณ์ทรงตัวตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น

ถ้าท่านทั้งหลายมาถึงตรงจุดนี้ ให้ทราบว่าขณะนี้ท่านเข้าถึงปฐมฌานแล้ว นั่นคือฌานที่ ๑ ทำให้เรามีกำลังตัดกิเลสระดับโสดาบันและสกิทาคามีได้

ลำดับต่อไปเป็นทุติยฌาน คือ ฌานที่ ๒ ผู้ที่ก้าวขึ้นมาถึงฌานที่ ๒ นี้ ตัววิตก วิจารณ์ จะหายไป ไม่ต้องเสียเวลาไปตัด ไม่ต้องเสียเวลาไปละ จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เหลือแต่ ปีติ สุข และเอกัคตารมณ์

ถ้าหากว่าจะจับจากอาการภายนอก คือลมหายใจแผ่วเบาลง ถ้าคนที่จิตหยาบหน่อยก็จะไม่มีลมหายใจเลย คำภาวนาก็อาจจะขาดหายไปด้วย หูก็จะไม่ได้ยินเสียงภายนอก หรือว่าถึงได้ยินก็ไม่ให้ความใส่ใจไม่ให้ความสนใจ ไม่ไปปรุงแต่งให้เป็น รัก โลภ โกรธ หลง

ถ้าท่านมาถึงตรงจุดนี้ ให้รู้ว่าขณะนี้ท่านเข้าถึงฌานที่ ๒ แล้ว เราไม่สามารถจะบังคับให้เป็นได้ ไม่สามารถที่จะตัดจะละสิ่งใดเพื่อเข้ามาถึงตรงนี้ได้ นอกจากตามดูตามรู้ กำหนดภาวนาไปจนกว่าจะเป็นเอง ยกเว้นว่าเรามีความคล่องตัวมาก สามารถที่จะเข้าฌานไหนในเวลาใดก็ได้ ถ้าเช่นนั้นเราจะสามารถบังคับให้เข้ามาถึงตรงระดับนี้ได้โดยพลัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 21-09-2010 เมื่อ 13:59
สมาชิก 61 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 22-09-2010, 15:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 77,011
ได้รับอนุโมทนา 3,227,793 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถัดจากนั้น เมื่อเรากำหนดดูกำหนดรู้ไป ตัวปีติก็จะหายไป เหลือแต่ตัวสุข สดชื่นสบายใจ และเอกัคตา คืออารมณ์ตั้งมั่นอยู่เฉพาะหน้า

อาการภายนอกที่ปรากฏก็คือ รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายนี้ค่อย ๆ แข็ง ตึงแน่นเข้ามา บางทีก็รู้สึกเหมือนโดนสาปให้เป็นหินแข็งทื่อไปทั้งตัว บางคนก็รู้สึกเย็นจากปลายมือปลายเท้ารวบเข้ามา ๆ บางรายก็เริ่มรู้สึกเย็นแถวปลายจมูก ริมฝีปาก จนถึงแถวคางเป็นวงอยู่ก็มี

ถ้าลักษณะนี้เกิดขึ้นก็แสดงว่า ท่านกำลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตของตติยฌาน คือฌานที่ ๓ แล้ว เราไม่ต้องไปทำสิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากกำหนดรู้ไว้เฉย ๆ อย่าไปอยากให้เป็นมากกว่านี้ และอย่าอยากให้เลิกเป็น

สภาพของสมาธิและร่างกายจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เรามีหน้าที่กำหนดดูกำหนดรู้เท่านั้น ลมหายใจไม่มีให้รู้ว่าไม่มี คำภาวนาไม่มีให้รู้ว่าไม่มี สภาพจิตตอนนี้เป็นอย่างไรให้กำหนดรู้ไว้ตามนั้น

ถ้าท่านทำดังนี้ ความรู้สึกทั้งหมดก็จะก้าวเข้าสู่ความเป็นเอกัคตารมณ์ คือตั้งมั่นอย่างแท้จริง อารมณ์จะจดจ่อเป็นหนึ่งเดียวอยู่เฉพาะ ไม่สนใจต่อสิ่งใดทั้งนั้น ตอนช่วงนี้ประสาทร่างกายต่าง ๆ แยกออกจากจิตโดยสิ้นเชิง แม้คนตะโกนกรอกหูก็ไม่รู้สึก

ความรู้สึกทั้งหมดเหมือนกับว่ามีความเยือกเย็นสว่างไสวอย่างไม่มีประมาณ ปรากฏขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่ง อาจจะตรงหน้าของเราในระดับสายตา หรือว่าในศีรษะของเรา หรือว่าในอกของเรา จะอยู่ภายในหรือภายนอกร่างกายก็ได้

ความสว่างไสวเยือกเย็นอย่างประมาณไม่ได้นั้นปรากฏอยู่ จิตของเราจะไม่รับรู้ไม่สนใจสิ่งอื่นทั้งสิ้น ยกเว้นความสว่างไสวเยือกเย็นเฉพาะหน้านั้น ถ้าเป็นดังนี้ให้ทราบว่า ท่านก้าวเข้าสู่ฌานที่ ๔ หรือจตุตถฌานแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-09-2010 เมื่อ 16:11
สมาชิก 52 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 23-09-2010, 09:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 77,011
ได้รับอนุโมทนา 3,227,793 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าหากว่าเราก้าวมาถึงระดับนี้ กำลังของเราเพียงพอที่จะใช้ตัดกิเลสในความเป็นพระอนาคามีและพระอรหันต์ได้ ถ้าทุกคนมาถึงตรงจุดนี้แล้ว ต้องฝึกซ้อมบ่อย ๆ ซ้อมเข้าซ้อมออก เลื่อนขึ้นเลื่อนลง ให้กำลังใจของเราเข้าฌานตามลำดับบ้าง ถอยหลังตามลำดับบ้าง เข้าฌานสลับขึ้นหน้าบ้าง เข้าฌานสลับถอยหลังบ้าง

ไม่ว่าจะเป็น ฌาน ๑ , ๒ , ๓ , ๔ หรือ ฌาน ๔ , ๓ , ๒ , ๑ หรือ ฌาน ๑ , ๔ , ๓ , ๒ อะไรก็ตาม ทำให้คล่องตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องการอารมณ์ระดับไหนให้เข้าถึงได้ทันที เพื่อให้เกิดความคล่องตัว แหลมคม ว่องไว ถึงเวลา รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น เราจะได้ใช้กำลังใจต่อต้านได้ทันท่วงที

สำหรับวันนี้ เรื่องของสมาธิก็จะกล่าวแต่เพียงเท่านี้ อย่าลืมว่าเมื่อวานนี้คือเรื่องของศีล วันนี้คือเรื่องของสมาธิ ศีลนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานให้ก่อเกิดสมาธิขึ้น เมื่อสมาธิทรงตัวก็สามารถใช้กลับไปควบคุมศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันสมาธิที่ทำให้ใจสงบนิ่งนั้น ก็จะก่อให้เกิดปัญญาด้วย เราจะกล่าวถึงปัญญาในวันพรุ่งนี้

สำหรับตอนนี้ถ้าหากว่าเรายังมีคำภาวนาอยู่ มีลมหายใจอยู่ ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจ กำหนดรู้คำภาวนา ถ้าไม่มีลมหายใจ ไม่มีคำภาวนาแล้ว ก็ให้กำหนดรู้ไปเรื่อย ๆ อย่าอยากได้ อย่าอยากเป็น
มีหน้าที่กำหนดอย่างเดียว อะไรจะเกิดขึ้นให้เป็นไปโดยธรรมชาติของเขา ให้ทุกคนตั้งกำลังใจเอาไว้ดังนี้จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกหมดเวลา


พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านอนุสาวรีย์
วันเสาร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๓
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-09-2010 เมื่อ 10:14
สมาชิก 46 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:52



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว