กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 03-06-2014, 15:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,034
ได้ให้อนุโมทนา: 74,613
ได้รับอนุโมทนา 3,164,849 ครั้ง ใน 22,382 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ให้ทุกคนนั่งในท่าที่สบายของตัวเอง ตั้งกายให้ตรง กำหนดสติไว้เฉพาะหน้า เอาความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป ไหลตามลมหายใจออกมา จะกำหนดการกระทบฐานเดียว ๓ ฐาน ๗ ฐาน หรือรู้ตลอดกองลมก็ได้ จะใช้คำภาวนาอย่างไรก็ได้ที่เราถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ระยะนี้ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนจัด เดี๋ยวฝนตก เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงราย ทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือน วัดวาอารามเสียหายไปมาก กรุงเทพฯ ก็มีม็อบทางการเมือง ปิดสถานีโทรทัศน์ ยึดทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น ถ้าเราให้ความสนใจสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มาก ก็อาจจะเกิดความเครียด แล้วทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง

การที่ท่านทั้งหลายจะรักษากำลังใจของตนเอาไว้ให้ผ่องใสได้ ไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์บ้านเมือง สภาพเศรษฐกิจ ลมฟ้าอากาศ ตลอดจนภัยธรรมชาติต่าง ๆ ก็ต่าง ก็แปลว่าเราต้องสำรวมอินทรีย์ ก็คือระมัดระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราไว้

ตาเมื่อเห็นรูปให้สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น อย่าไปนึกคิดปรุงแต่งว่าเป็นหญิงเป็นชาย ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เพราะถ้าคิดปรุงแต่งก็จะโดนชักนำไปใน รัก โลภ โกรธ หลง ทันที ถ้าเราขาดสติก็จะโดนกิเลสนำเตลิดเปิดเปิงไปไกล หูได้ยินเสียงให้สักแต่ว่าได้ยิน ไม่เก็บเข้ามาใส่ใจ ถ้าเราสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนเสียงสัตว์ก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่เราจะไปปรุงแต่งว่า เขาพูดไม่ดีอย่างนั้น เขาว่าไม่ดีอย่างนี้ หมาเห่าเสียงดังอย่างโน้น แล้วก็เกิด รัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมา

จมูกได้กลิ่น อย่าเพิ่งไปยินดียินร้าย สักแต่ว่าได้กลิ่นเท่านั้น เพราะยินดี ชอบใจ เป็นอารมณ์ของราคะ ยินร้าย ไม่ชอบใจ เป็นอารมณ์ของโทสะ กินเราทั้งขึ้นและล่อง ลิ้นได้รส ถ้าไปปรุงแต่งเพิ่มเติมก็จะเกิดความทะยานอยาก ต้องการอาหารที่รสถูกปากของตนเองอีก หลายท่านถึงขนาดต้องเลือกร้านอาหารที่ได้รางวัลเชลล์ชวนชิม ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตะเกียกตะกายไปกินให้ได้ กลายเป็นทาสของลิ้นตัวเอง โดนกิเลสจูงจมูกไปชนิดที่ตัวเองไม่สามารถจะบังคับตัวเองได้

กายสัมผัสไม่ว่าจะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ชอบใจ ไม่ชอบใจ ให้หยุดความคิดไว้แค่นั้น สักแต่ว่าถูกต้องสัมผัส ไม่ไปปรุงแต่งเพิ่มเติม ถ้าเป็นเช่นนั้น รัก โลภ โกรธ หลง ก็จะกินเราไม่ได้ ใจครุ่นคิด สติ สมาธิ ปัญญาต้องแหลมคน รู้เท่าทันกิเลส จึงจะเห็นว่าเรื่องที่ตัวเองคิดนั้น ถ้าคิดในด้านดีจะมีคุณอย่างไร ถ้าคิดในด้านไม่ดีจะมีโทษอย่างไร แล้วก็ละเว้นในด้านที่ไม่ดี ครุ่นคิดเฉพาะในด้านที่ดีเท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-06-2014 เมื่อ 17:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 64 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 04-06-2014, 16:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,034
ได้ให้อนุโมทนา: 74,613
ได้รับอนุโมทนา 3,164,849 ครั้ง ใน 22,382 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้ คือตาเห็นรูปสักแต่ว่าเห็น หูได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยิน จมูกได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้นได้รสสักแต่ว่าได้รส กายสัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส สามารถหยุดการครุ่นคิดปรุงแต่งของใจลงได้ การปฏิบัติของเราถึงจะมีความก้าวหน้า ไม่เช่นนั้นเราจะโดนกิเลสชักจูงไปโดยตลอด ไม่สามารถที่จะทรงตัวเองอยู่ได้ กลายเป็นปฏิบัติเท่าไรก็หาความก้าวหน้าไม่ได้เสียที เพราะเราไปรับสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเป็นปกติ

เมื่อเรารับเอาสิ่งที่สกปรกบูดเน่าเข้ามาในใจของเรา ก็ทำให้ใจของเราสกปรกบูดเน่าไปด้วย หาความผ่องใสไม่ได้ ย่อมไม่เกิดดวงปัญญาในการที่จะชำระใจของตนให้พ้นจากอำนาจการยึดเกาะของกิเลส

ดังนั้น..ในวันนี้ที่อยากฝากพวกราไว้ก็คือ ให้รู้จักระมัดระวังคุ้มครองทวารทั้ง ๖ ที่เรียกว่าอินทรีย์ของเราให้ปลอดภัยจาก รัก โลภ โกรธ หลง ให้ปลอดภัยจากการนึกคิดปรุงแต่ง ซึ่งมีแต่จะพาไปในทางราคะหรือโทสะทั้งสิ้น ทำอย่างไรที่เราหยุดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้ทัน ก็แปลว่าเราต้องมีกำลังสมาธิที่เพียงพอ บุคคลที่จะมีกำลังสมาธิที่เพียงพอก็จะทิ้งอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออกของตนเองไม่ไม่ได้

ทุกท่านจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนศีลทุกสิกขาบทของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เจริญสมาธิภาวนาให้เป็นปกติ เมื่อปัญญาเกิด เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย เห็นความไม่เที่ยงของโลกนี้ เห็นความทุกข์ยากของร่างกาย เห็นความทุกข์ยากของโลกนี้ เราก็จะไม่ปรารถนาการเกิดมาเป็นเช่นนี้อีก ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยกจิตขึ้นไปเกาะพระนิพพาน ให้ตั้งใจว่าตายลงไปเมื่อไรเราขอมาที่พระนิพพานแห่งเดียว

ถ้าสามารถทำดังนี้ได้ โอกาสที่เราจะหยุดยั้งการนึกคิดปรุงแต่งในทวารทั้ง ๖ ของเราก็จะมีขึ้น สภาพจิตของเราก็จะค่อย ๆ ผ่องใสจากกิเลส ในที่สุดก็จะหลุดพ้นจากการยึดเกาะทั้งปวงไปเอง ท้ายนี้ขอให้ทุกคนภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗

(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยรัตนาวุธ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-06-2014 เมื่อ 17:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 51 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:58



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว