กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > กระทู้ธรรม

Notices

กระทู้ธรรม รวมข้อธรรมะจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #21  
เก่า 28-09-2009, 17:04
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Smile

เมื่อกฎแห่งกรรมทำงาน
ไม่ว่าเราจะอยู่ในน้ำ อยู่ในถ้ำ อยู่ใต้ดิน หรือเหาะอยู่กลางอากาศ เราก็ไม่อาจหลบหลีกผลของกรรมนั้นไปได้
และไม่มีใครจะสามารถช่วยเราให้รอดพ้นจากผลของกรรมได้เช่นเดียวกัน

ถ้าเราทำกรรมดีจิตของเราจะแจ่มใส สิ่งที่เราจะได้รับตามมาคือความสุขใจสบายใจ
แต่ถ้าเราทำกรรมไม่ดี เป็นโทษ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราก็จะทุกข์ใจ ไม่สบายใจ
แม้ว่าคนอื่นจะยังไม่รู้และยังไม่ได้รับผลในสิ่งที่เราทำ แต่เราเองจะรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเราได้ทำอะไรลงไป

ฉะนั้นสิ่งที่เราทำไปนั้นได้ส่งผลให้เราเป็นคนแรก ก่อนที่จะส่งผลไปยังคนอื่น
ผู้ที่ทำกรรมดีก็จะมุ่งที่จะสะสมกรรมดีต่อไปเรื่อย ๆ เพราะรู้ว่าจะได้พบความสุขเป็นผลตอบแทน

สำหรับผู้ที่เพลิดเพลินกับกิเลส ติดใจอยู่กับการทำความชั่วเพื่อสนองกิเลส
ก็จะทำให้เราเป็นผู้ที่มีลักษณะของกิเลสนั้น ๆ สะสมอยู่ในจิตส่วนลึก
เช่นคนที่สะสมความโลภ เห็นอะไรก็อยากได้ ไม่รู้จักประมาณ ไม่มีคำว่า “พอ”
จนสามารถทำความชั่วทุกอย่างได้เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง

ส่วนคนที่สะสมความโกรธ เมื่อเป็นมากขึ้นสิ่งใดที่มาขัดหูขัดตา ก็จะขัดใจไปด้วย
และที่สุดก็จะใช้กำลังเพื่อให้สิ่งที่มาขัดหูขัดตานั้นราบเรียบไป

และที่สำคัญที่สุดคือ ความหลงซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียด ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้สิ้นสุด

เหล่าพระสาวกที่ได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว และสามารถระลึกชาติได้
บางท่านกล่าวว่าในภพก่อนที่ท่านได้ฟังพระธรรมนั้น ท่านผ่านมาและฟังธรรมอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อฟังเสร็จก็กลับไป เมื่อเวลาใกล้ตายท่านนึกได้ว่าเคยฟังธรรม
แม้จะไม่เข้าใจในธรรมนั้น ก็ทำให้ท่านไม่เคยไปทุคติ (ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก)เลย
ทั้งนี้เพราะกรรมดีที่ได้ทำ (ฟังพระธรรม)

ต่อมาเมื่อท่านได้มาเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือ พระโคดมพุทธเจ้า
ท่านได้ฟังพระธรรมบทเดิมที่เคยฟังในภพก่อน ก็สามารถทำให้ท่านสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้อย่างรวดเร็ว


นี่เป็นเพราะท่านได้เก็บสะสมบทพระธรรมนั้น ๆ ไว้ภายในจิตใจ โดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ตัว
พระพุทธองค์จะเรียกว่า “จริต” ซึ่งแต่ละคนจะมีต่างกัน ทำให้บรรลุธรรมของแต่ละคนก็ต่างกันไปด้วย
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #22  
เก่า 06-10-2009, 15:24
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Lightbulb

เมื่อฝึกจิตได้ในระดับหนึ่ง
จนจิตเกิดความว่าง ทำให้ระลึกถึงพระธรรมที่เคยฟังในครั้งก่อนที่จิตได้เก็บสะสมไว้ได้
และบางท่านกล่าวว่า ได้ช่วยประกาศพระธรรม ด้วยการแสดงธรรมเองหรือบอกกล่าวให้ผู้อื่นมาฟังธรรม
ซึ่งผลของการฟังธรรมและช่วยประกาศพระธรรมในครั้งนั้น ทำให้ท่านไม่เคยไปทุคติเลย
ท่านจะเกิดแต่ใน ๒ ภพเท่านั้นคือ ในเทวโลกและในโลกมนุษย์
และเมื่อเกิดในเทวโลกก็ได้เสวยราชสมบัติใหญ่อันเป็นทิพย์
ครั้นเกิดในเมืองมนุษย์ก็จะเกิดแต่ในสองตระกูลคือ ตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์
ไม่เคยเกิดในตระกูลที่ต่ำทรามเลย ในชาติสุดท้ายได้บรรลุอรหันต์

ในที่นี้จะแสดงถึงผลของการฟังธรรมที่พระสาวกผู้บรรลุพระอรหันต์ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก
ฉบับสยามรัฐ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๓๒ ดังต่อไปนี้


ปุณณมันตานีปุตตเถราปทานที่ ๗ เล่มที่ ๓๒/๑ หน้าที่ ๒๓ ว่าด้วยผลแห่งการแสดงธรรม
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เราเป็นพราหมณ์ พวกศิษย์ห้อมล้อมได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เราได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ได้บังคมพระศาสดา เดินกลับทางทิศใต้ เพื่อสาธยายธรรมแก่ศิษย์ตามที่ได้ฟังมานั้น ทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร
ศิษย์ทุกท่านดีใจ ฟังคำเรา ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ฉะนั้นเราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม
เป็นผู้ฉลาดในความหมดจดแห่งกถาวัตถุ ด้วยผลแห่งการแสดงธรรม ทำให้เราไม่พบทุคติเลย นับแต่ภพนั้นมา
ในภพสุดท้ายนี้เราได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

เอกรังสนิยเถราปทานที่ ๘ เล่มที่ ๓๒/๑ หน้าที่ ๑๑๘ ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสในการฟังธรรม
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ทรงแสดงธรรมอยู่ เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส ประนมกรอัญชลีบนเศียรเกล้า
ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศตะวันตก ผลแห่งการเลื่อมใสในการฟังธรรม ทำให้เราไม่พบทุคติเลยนับแต่ภพนั้นมา
ในภพสุดท้ายนี้เราได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

ธรรมสัญญกเถราปทานที่ ๔ เล่ม ๓๒/๒ หน้า ๕๔ ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ทรงประทับอยู่ ณ โคนไม้โพธิ์ สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
ทรงประกาศ (อริย) สัจจะ ๔ ทรงแสดงโดยย่อ และทรงแสดงโดยพิสดาร เราได้ฟังธรรมของพระองค์ ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว
บ่ายหน้ากลับไปทางทิศเหนือ ด้วยการฟังธรรมนั้น ทำให้เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม
ในภพสุดท้ายนี้เราได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

ธรรมสวนิยเถราปทานที่ ๙ เล่มที่ ๓๒/๒ หน้าที่ ๗๕ ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงประกาศสัจจะ ๔ เพื่อช่วยให้คนพ้นทุกข์
สมัยนั้นเราเป็นชฎิล (ฤๅษี) สามารถเหาะไปในท้องฟ้าได้ วันหนึ่งเมื่อเราเหาะไปในอากาศ
เราเหมือนดังนกบินไปกระทบภูเขาหินไม่สามารถผ่านไปได้ เราคิดว่า
“เหตุเช่นนี้ไม่เคยเกิดแก่เรา ชะรอยคงมีมนุษย์ผู้ประเสริฐอยู่เบื้องล่าง เราจะลงไปดู เพื่อประโยชน์อันพึงมีจะเกิดแก่เรา”

เราจึงลงจากอากาศได้ฟังเสียงของพระศาสดา ซึ่งกำลังตรัสอนิจจตา (ความไม่เที่ยง) แก่หมู่ชนทั้งหลายอยู่
เราจึงเข้าไปฟังอนิจจตานั้น ครั้นฟังอนิจจสัญญาแล้ว ได้กลับไปสู่อาศรมของเรา เราอยู่ตราบสิ้นอายุขัยแล้ว
ก่อนตาย ณ ที่นั้น เราระลึกถึงการฟังธรรมนั้นได้ ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ดาวดึงส์ เราอยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป
ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณนานับมิได้

ในภพสุดท้ายนี้ เราได้เกิดเป็นมนุษย์ บิดาของเราได้นิมนต์พระสงฆ์มานั่งบนเรือน พระสงฆ์ได้แสดงคาถาเรื่องความไม่เที่ยง
เราระลึกถึงสัญญานั้นได้ว่า

“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข”
เราจำได้ถึงพระธรรมบทนี้ ขณะที่เรานั่งฟังอยู่บนอาสนะเดียวนั่นเอง ก็ได้บรรลุอรหันต์ เรามีอายุ ๗ ปี ได้เป็นพระอรหันต์

หมายเหตุ
๑.อนิจจตา คือ ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่แน่นอนแห่งสังขารทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมแตกสลายไป หรือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพเรื่อยไป


๒.โคนไม้โพธิ์

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สุธรรม อ่านข้อความ
โพธิ์ ถ้าโพธิต้องมีคำนำหน้าหรือต่อท้าย เช่น พระศรีมหาโพธิ โพธิบัลลังก์ เป็นต้น
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ป้านุช : 06-10-2009 เมื่อ 16:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #23  
เก่า 12-11-2009, 15:49
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Default

มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑ เล่มที่ ๓๓/๑ หน้าที่ ๗๙
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔
ครั้งนั้นเราเป็นดาบส (ฤๅษี) สัญจรไปแต่คนเดียว มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษย์โลกทางอากาศ ในวันหนึ่งก็ได้พบพระพุทธเจ้า
เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วสดับพระธรรมเทศนาของพระองค์ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพคือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้ เราเกิดสองสกุลคือ
สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม

ในภพสุดท้ายนี้ เราเกิดเป็นบุตรของติปิติวัจฉพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชติ
ในพระนครอุชเชนีอันรื่นรมย์ เราเป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท ส่วนมารดาของเราชื่อจันทนปทุมา เราชื่อกัจจานะ เป็นผู้มีผิวกายงาม
พระเจ้าแผ่นดินทรงส่งไปเพื่อพิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบและได้สดับพระพุทธภาษิตอันปราศจากมลทิน
จึงได้บรรลุอมตธรรมอันสงบระงับ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วเป็นพระอรหันต์

มหากัปปินเถราปทานที่ ๓ เล่มที่ ๓๓/๑ หน้าที่ ๘๓
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ครั้งนั้นเราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระนครหงสาวดี
ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าปทุมุตระ เมื่อเราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต
เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์โดยเป็นส่วน ๆ แล้วเราจุติ (ตาย) จากสวรรค์นั้นแล้ว

ในภพสุดท้ายนี้ เราเกิดเป็นมหาราชาพระนามว่ากัปปินะ ในกุกกุฏบุรีข้างป่าหิมพานต์
เราได้สดับข่าวสารอุบัติของพระพุทธเจ้าจากพวกพ่อค้า ได้ทำการสักการะพวกพ่อค้า สละราชสมบัติ
พร้อมด้วยอำมาตย์หนึ่งพันคนเป็นพุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำมหาจันทานที
มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้งไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เราระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วตั้งสัจจวาจาดังนี้คือ

• ถ้าพระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำ คือ ภพไปได้ถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้
ด้วยสัจจวาจานี้ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
• ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมสงบระงับ นำความสุขมาให้ได้ไซร้
ด้วยสัจจวาจานี้ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
• ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นทางกันดารไปได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้
ด้วยสัจจวาจานี้ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ


พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะอันประเสริฐดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง ลำดับนั้นเราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำได้โดยสะดวก
ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่เหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้ว

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงพระธรรมเทศนา เราฟังธรรมอันปราศจากมลทินแล้ว
ได้บรรลุโสดาบัน ได้กราบทูลพระองค์ว่า

“ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอได้โปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด”

พระมหามุนีผู้สูงสุดตรัสว่า

“ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด”

พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคนล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว เป็นภิกษุในพระศาสนา
จากนั้นเสด็จเข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้วทรงสั่งสอน เราได้บรรลุอรหันต์ ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนพระภิกษุพันรูป
ผู้เคยเป็นอำมาตย์ของเรา แม้พวกเขาทำตามคำสอนของเรา ได้บรรลุอรหันต์ทั้งพันรูป กรรมที่ได้ทำไว้ในภพก่อน
ได้แสดงผลให้เราในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลส เราได้เผากิเลสทั้งหลายแล้ว เป็นพระอรหันต์
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ป้านุช : 20-05-2010 เมื่อ 19:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #24  
เก่า 17-11-2009, 15:13
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Lightbulb

ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔ เล่มที่ ๓๓/๑ หน้าที่ ๘๕
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ครั้งนั้นเราเป็นบุตรเศรษฐีในพระนครหงสาวดี เข้าไปเฝ้าพระองค์ แล้วได้สดับพระธรรมเทศนา
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงมีความสุขในที่ทุกสถาน

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ เสด็จปรินิพพานพร้อมทั้งพระสาวก
ครั้นเมื่อพระศาสนธรรมกำลังจะสิ้นสูญอันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากันสลดใจ ครั้งนั้น เราทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูปด้วยกัน
ได้เห็นความอุบาทว์อันร้ายแรง แสดงเหตุว่าพระศาสนาจะสิ้นสูญ จึงเกิดความสังเวช คิดกันว่า เว้นพระศาสนาเสีย ไม่ควรที่เราจะมีชีวิตอยู่
เราทั้งหลายจึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้วจะบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ครั้งนั้น เราทั้งหลายได้พบภูเขาหินในป่าสูงลิ่ว เราไต่มันขึ้นทางบันได แล้วผลักบันไดให้ตกลงเสีย
ครั้งนั้น พระเถระ (พระภิกษุผู้อาวุโสในที่นั้น) ได้ตักเตือนเราว่า การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยาก
อีกประการหนึ่ง ความเชื่อที่บุคคลได้ไว้ก็หาได้ยาก และพระศาสนายังเหลืออีกเล็กน้อย
ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเสียจะต้องตกลงไปในสาครคือความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้น พวกเราควรกระทำความเพียรเตลอดเวลาที่พระศาสนายังดำรงอยู่เถิด

ในการปฏิบัติธรรมครั้งนั้น พระเถระนั้นเป็นพระอรหันต์ พระอนุเถระ (พระภิกษุผู้อาวุโสรองลงมา) ได้เป็นพระอนาคามี
พระเถระที่เป็นพระอรหันต์ได้ปรินิพพาน พระอนุเถระเกิดในชั้นสุทธาวาส
พวกเราที่เหลืออีก ๕ รูป เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความเพียร เมื่อสิ้นอายุจึงได้ไปเกิดยังเทวโลก
เราทั้งหลาย คือ ตัวเรา ๑ พระปุกกุสาติ ๑ พระสภิยะ ๑ พระพาหิยะ ๑ พระกุมารกัสสปะ ๑

ในภพสุดท้ายนี้ เราเกิดในพวกมัลลกษัตริย์ ในพระนครกุสินารา เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ มารดาได้ถึงแก่กรรม
เขาช่วยกันยกมารดาขึ้นสู่เชิงตะกอน ลำดับนั้น เราตกลงมา ตกลงไปในกองไม้ จึงได้นามว่า ทัพพะ

ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ในภพก่อน เรามีอายุได้ ๗ ขวบ ก็หลุดพ้นจากกิเลส
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ได้บรรลุพระอรหันต์
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ป้านุช : 20-05-2010 เมื่อ 19:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #25  
เก่า 28-11-2009, 11:08
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Lightbulb

มหาโกฏฐิตเถราปทานที่ ๗ เล่มที่ ๓๓/ ๑ หน้าที่ ๙๒
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ ชาวพระนครหงสาวดี ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าสดับพระธรรมเทศนา
เพราะผลกรรมนั้น เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง

และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ
เราท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือในเทวาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดี
เราเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์ และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลอันต่ำทรามไม่

ในภพสุดท้ายนี้ เราเป็นบุตรของพราหมณ์ เกิดในสกุลที่มีทรัพย์สมบัติมาก ในพระนครสาวัตถี มารดาของเราชื่อจันทวดี บิดาชื่ออัสสลายนะ
ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำบิดาเราให้ดำรงอยู่เพื่อความบริสุทธิ์ เราเลื่อมใสในพระองค์ ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต

พระโมคคัลลานะเป็นอาจารย์ พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์ เราตัดสักกายทิฏฐิได้ในเวลาที่กำลังปลงผม (เป็นโสดาบัน)
และเมื่อกำลังนุ่งผ้ากาสาวะก็ได้บรรลุอรหันต์ เมื่อท่านพระสารีบุตรไต่ถามในปฏิสัมภิทา ก็ตอบได้ไม่ขัดข้อง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เป็นพระอรหันต์
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 28-11-2009 เมื่อ 11:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #26  
เก่า 28-11-2009, 11:16
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Lightbulb

ราธเถราปทานที่ ๙ เล่มที่ ๓๓ /๑ หน้าที่ ๙๖
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ชาวพระนครหงสาวดี ได้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ด้วยกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง
และเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไปเราจึงเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ

ในภพสุดท้ายนี้ เราเกิดในสกุลที่ยากจนขาดเครื่องนุ่งห่ม และอาหาร
ในพระนครราชคฤห์ได้ถวายอาหารทัพพีหนึ่งแก่ท่านพระสารีบุตร
ในเวลาเราแก่เฒ่า เราอาศัยวัดอยู่ ใคร ๆ ก็ไม่ยอมบวชให้ เราชราหมดกำลังเรี่ยวแรง
ครั้งนั้นเราเป็นคนยากเข็ญจึงเป็นผู้ปราศจากผิวพรรณ เศร้าโศก

พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาทอดพระเนตรเห็นเข้าจึงตรัสถามเราว่า

“ ลูก ไฉนจึงเศร้าโศก จงบอกถึงโรคที่เกิดในจิตของเจ้า”

เราได้กราบทูลว่า

“ ข้าแต่องค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ได้บวชในศาสนาของพระองค์ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงมีความเศร้าโศก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วยเถิด”


ครั้งนั้น พระพุทธองค์ผู้สูงสุดได้รับสั่งให้เรียกภิกษุมาประชุม พร้อมแล้วตรัสถามว่า

“ผู้ใดนึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นี้ได้ จงบอกมา”

พระสารีบุตรได้กราบทูลว่า

“ข้าพระองค์นึกถึงบุญคุณของเขาได้ พราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายอาหารทัพพีหนึ่งแก่ข้าพระองค์
ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาต พระเจ้าข้า”


พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า

“ดีละ ๆ สารีบุตร เธอเป็นคนกตัญญู เธอจงบวชให้พราหมณ์ผู้นี้”

ลำดับนั้น เราได้การบรรพชาและอุปสมบทด้วยกรรมวาจา โดยเวลาไม่นานเลย เราก็ได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ

เพราะเราเป็นผู้สดับพระพุทธดำรัสโดยความเคารพ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เป็นพระอรหันต์
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ป้านุช : 20-05-2010 เมื่อ 19:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #27  
เก่า 20-05-2010, 18:55
ป้านุช's Avatar
ป้านุช ป้านุช is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
สถานที่: Bangkok Thailand
ข้อความ: 868
ได้ให้อนุโมทนา: 21,453
ได้รับอนุโมทนา 108,757 ครั้ง ใน 2,787 โพสต์
ป้านุช is on a distinguished road
Default

กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖ เล่มที่ ๓๓/๑ หน้าที่ ๑๐๙
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม

ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เราเกิดในสกุลอำมาตย์ในพระนครหงสาวดี
เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวายบังคมได้สดับธรรมอันไพเราะ และทำสักการะแด่พระพุทธองค์
เพราะผลของกรรมนั้น เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในภพสุดท้ายนี้ เราเกิดในสกุลมหาอำมาตย์ของพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าสุทโธทนะ
ในพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้งนั้นพระสิทธัตถราชกุมารผู้ประเสริฐกว่านรชน ได้ประสูติที่สวนลุมพินีอันรื่นรมย์ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้งมวล

เราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตมาพร้อมกันกับพระสิทธัตถราชกุมาร เป็นสหายรักใคร่ชอบใจของกัน คุ้นเคยกัน เราฉลาดในทางนิติบัญญัติ

พระสิทธัตถราชกุมารนั้น มีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ยับยั้งอยู่ ๖ พรรษา ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงชนะมารพร้อมทั้งเสนามารยังอาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก

เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำภิกษุปัญจวัคคีย์ ต่อจากนั้น ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ ได้เสด็จไปประทับในแคว้นมคธ พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า สุทโธทนะซึ่งเป็นพระบิดา

ทรงส่งเราไปเฝ้าพระพุทธองค์ เราบวชแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์ ครั้งนั้น เราทูลเชิญพระศาสดาให้เสด็จไปนครกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระบิดาและเหล่าพระประยูรญาติ

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เป็นพระอรหันต์


หมายเหตุ คำว่าหงสาวดี หงสวดี สามารถใช้ได้อีก ๒ คำดังนี้ค่ะ

ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ สุธรรม
ยังมี หังสวดี และ หังสาวดี ที่ใช้ได้อีก ๒ คำครับ
__________________
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
ธรรมพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทุกคนก็มีอยู่ในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเธอก็มีธรรมะ ฉันก็มีธรรมะ เธอกับฉันมีธรรมเสมอกันคือความตาย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ป้านุช : 21-05-2010 เมื่อ 13:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ป้านุช ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:47



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว