กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์

Notices

เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ เก็บข้อธรรมจากบ้านอนุสาวรีย์มาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #21  
เก่า 10-02-2010, 19:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "เรื่องของงานสืบชะตา ในชีวิตก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาทำ สมัยก่อนก็ดูงานของหลวงปู่ธรรมชัย หลวงปู่ครูบาวงศ์ หลวงปู่หล้า(ตาทิพย์) ไม่คิดจะจำเลย เพราะเห็นว่าไกลตัวมาก

ปรากฏว่าตอนไปเชียงใหม่ น่าจะเป็นเดือนธันวา แม่ชีเพียงเดือน ท่านเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานอยู่ที่ธรรมสถานของ มช. มาขออนุญาต บอกว่า "ขอเชื่อมสายบุญด้วย" เราฟังแล้วก็คิดว่า ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีใครเขาทำกันอย่างนี้ คือ จะช่วยสงเคราะห์ก็อนุเคราะห์กันไป แต่ประเภทมาต่อสายโทรศัพท์เลยไม่เคยมี ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าทำแล้ว งานการพระศาสนาจะเผยแผ่ได้กว้างไกลขึ้น อีกประการก็คือ ท่านต้องการความคล่องตัวจากสายของเรา ก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นแม่ชีก็ทำไป แต่มีข้อแม้อยู่อย่างเดียวว่า อาตมาทำงานเฉพาะหน้า มาถึงตรงหน้าจึงจะทำ ประเภทเยื้อง ๆ อยู่ข้างซ้ายนิดขวาหน่อยไม่เอาแล้ว แม่ชีท่านก็ทำพิธีตามแบบของท่าน เราก็โมทนาไป

หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องนี้ก็เกิดขึ้น ที่สำคัญก็คือว่า หลวงพ่อสิงห์ท่านโทรมาเอง ท่านเป็นพี่ใหญ่ที่เราให้ความเกรงใจมากที่สุด จะอ้าปากก็อ้าปากไม่ออก ก็เรียนท่านไปว่า ผมทำอะไรไม่เป็นเลยนะครับ ท่านบอกว่าเรื่องพิธีกรรมไม่ต้องหนักใจ เพราะว่าท่านได้ศึกษาไว้ ก็เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา อยู่มา ๕๑ ปี เพิ่งจะมีงานสืบชะตา

เมื่อมาดูว่างานซึ่งควรจะอยู่ภาคเหนือ แต่วิ่งไปทางตะวันตกเลย ก็แปลว่าการต่อสายบุญของแม่ชี ก็คงจะทำได้ถูกต้องตามวิธีการ ถึงได้มาเร็วเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ขนาดนี้ ป่านนี้ไม่รู้โดนเงินทับตายไปแล้วหรือยัง ? ท่านบอกว่าต้องการความคล่องตัวทางสายเรา สายเรานั้นมาจากทานบารมี เรื่องการเงินจะคล่องตัวกว่าสายอื่น"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 11-02-2010 เมื่อ 09:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 197 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #22  
เก่า 10-02-2010, 19:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : การทำบุญ ทำล่วงหน้าได้ไหมครับ ?
ตอบ : ทำล่วงหน้าอย่างไร?

ถาม : สมมติถ้าผมร่วมบุญกับท่าน ๑๐๐ บาท ผมจะขอโมทนาบุญทั้งหมดที่ท่านทำ ตั้งแต่วันนี้จนถึง..
ตอบ : นี่ไม่ใช่ล่วงหน้า แต่เป็นถอยหลัง

ถาม : ตั้งแต่วันนี้จนถึงอนาคตครับ
ตอบ : เรื่องของบุญกุศลเขาคิดเป็นปัจจุบัน คุณร่วมได้ แต่ตราบใดที่อาตมายังไม่ได้ทำ คุณก็ยังไม่ได้อะไร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2010 เมื่อ 19:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 189 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #23  
เก่า 10-02-2010, 19:35
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ผมขออนุญาตเรียนถามเรื่องศีลข้อที่สี่ครับ เพื่อนผมเขาอยากให้ผมพูดโกหกให้เขา ว่าเขาทำงานในตำแหน่งระดับสูง แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ทำงานในตำแหน่งนั้น เพื่อที่จะเอาเงินของธนาคาร เผื่อมีคนโทรมาเช็กที่บริษัท ถือว่าผิดศีลข้อสี่ไหมครับ ?

ตอบ : ผิดแน่..เพราะว่าศีลข้อมุสาวาทที่หนักที่สุดคือ หลอกลวงเขา แล้วเอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง เรานี่ถือว่าเต็มใจมีส่วนร่วม ก็แปลว่าเต็มใจที่จะลงนรกไปกับเขาด้วย..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2010 เมื่อ 04:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #24  
เก่า 10-02-2010, 23:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "สังเกตมานานแล้ว บ้านช่องที่ไหนก็ตาม เก่าแสนจะเก่า ถ้ามีคนอยู่คอยดูแลก็จะดูดี แต่ถ้าไม่มีคนอยู่คอยดูแล ไม่นานหรอกจะดูโทรมไปถนัดตา ถ้าทางตำราฮวงจุ้ยเขาบอกว่า ไม่มีปราณชีวิต ถ้าจะว่ากันอีกแบบก็คือ พลังออร่าของเจ้าของหมด กำลังรอออร่าใหม่อยู่

บ้านโทรม ๆ พวกสัมภเวสี เปรต อสุรกาย ชอบกันจริง ๆ ไม่มีเจ้าของก็ขออาศัยก่อน ถ้าหากว่าใครไปซื้อบ้านเก่า ก่อนจะเข้าไปต้องบอกกล่าวกันให้ดี ๆ ว่า ฉันเป็นเจ้าของคนใหม่นะจ๊ะ ขออาศัยอยู่ด้วย ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นี่ จะเป็นเจ้าของสถานที่ก็ดี หรือเพียงแต่อยู่อาศัยชั่วคราวก็ดี ถ้าหากว่าอยู่แล้วทำประโยชน์ให้ ก็อนุญาตให้อยู่ได้ ถ้าหากเราสร้างบุญสร้างกุศลอะไรก็อนุญาตให้โมทนาด้วย แต่ถ้าอยู่แล้วไม่ได้ทำประโยชน์ให้ มีแต่จะเกิดโทษ ก็จะไม่ให้อยู่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2010 เมื่อ 04:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 187 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #25  
เก่า 11-02-2010, 00:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ทำไมก่อนจะตัดลูกนิมิต เจ้าอาวาสจะต้องหนีออกจากวัด ?
ตอบ : เขาเชื่อกันว่า ถ้าหากเจ้าอาวาสอยู่ จะมีอันเป็นไป ถ้าไม่สึกก็ตาย เขาว่ากันอย่างนั้น..

แต่อาตมาอยู่ ก็ยังไม่เห็นตายเสียที ตอนที่จัดงานให้วัดทองผาภูมิ เราเป็นเจ้าภาพ บอกพระที่มาร่วมงานว่า ถ้าผมหนีพวกท่านทั้งหมดไม่ได้ซองหรอก เพราะผมจะหนีบไปด้วย..!

ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อ เราลองมาดูว่า สมัยก่อนการสร้างโบสถ์นั้นยากมาก กว่าจะสร้างเสร็จบางทีหลายสิบปี เจ้าอาวาสก็คงสร้างจากหนุ่มจนแก่ ช่วงจัดงานท่านก็คงตรากตรำหลายวันหลายคืน พอเห็นเขาตัดลูกนิมิต กำลังใจก็ผ่อนคลายว่า เออ..งานเสร็จเสียที ทีนี้ร่างกายคนที่ไม่ไหว พอกำลังใจคลายตัว ก็หงายผึ่ง..! เขาก็เลยไปเชื่อกันว่าอยู่แล้วจะตาย นี่แค่คาดว่า สาเหตุน่าจะมาอย่างนี้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ถ้าหากตัดลูกนิมิต เจ้าอาวาสต้องไปจากวัด เป็นการแก้เคล็ด
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2010 เมื่อ 04:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #26  
เก่า 14-02-2010, 13:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "พระปิดตา โบราณาจารย์เขาใช้เป็นอุปเท่ห์ แทนการไม่รับสิ่งที่ไม่ดีเข้ามา ไม่รับเข้าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มาระยะหลังคตินิยมเขาถือเป็นมหาอุตม์ กลายเป็นอยู่ยงคงกระพันไป ต้นสกุลพระปิดตาจริง ๆ เป็นพระควัมปติ พระควัมปติก่อนบวชเป็นสหายของพระยสะ

สำหรับพระยสะนั้น ท่านเป็นลูกเศรษฐี มีปราสาทสามฤดู วันหนึ่งท่านรู้สึกเบื่อขึ้นมา ตื่นขึ้นกลางดึก เห็นบรรดาพวกสาวใช้นอนกันเกลื่อนกลาด เหมือนอย่างกับป่าช้าผีดิบ ท่านก็สวมรองเท้าเดินออกไปข้างนอก ต้องบอกว่าบุญบันดาล ท่านเดินไปแล้วก็บ่นไปว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" พระพุทธเจ้าทรงเดินจงกรมอยู่พอดี พอได้ยินก็ทราบวาระ ทรงตรัสว่า "ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เธอจงเข้ามาที่นี่เถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟัง" ยสกุลบุตรก็เข้าไป ถอดรองเท้า ถวายบังคม

พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาให้ฟัง สำหรับอนุปุพพิกถา จะบรรยายเป็นระดับ ๆ ไป ตั้งแต่เรื่องของทานมีอานิสงส์อย่างไร ? เรื่องของศีลมีอานิสงส์อย่างไร ? ทั้งทานและศีลส่งผลให้ไปสุคติ คือ สวรรค์ได้อย่างไร ? การหน่ายกามและการออกจากกามมีประโยชน์อย่างไร ?

พระยสะซึ่งเบื่อสุด ๆ อยู่แล้ว พอได้ฟังอนุปุพพิกถาที่ตรงใจพอดี ก็กลายเป็นพระโสดาบัน ปรากฏว่าทางบ้านตื่นขึ้นมาวุ่นวายกันไปหมด เนื่องจากลูกชายหายจากบ้านไป ก็เลยออกตามหากัน ต้องบอกว่าเป็นบุญของพ่อ ของแม่ ของภรรยา เพราะปกติให้คนใช้ไปตามพระยสะก็ได้ แต่ทั้งนี้เขาใจร้อนกันเลยออกตามหาเองด้วย ก็ตามไปจนเจอพระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธาภิสังขาร กำบังเสียไม่ให้เห็นพระยสะ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-02-2010 เมื่อ 16:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 172 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #27  
เก่า 14-02-2010, 13:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"บิดาของยสกุลบุตรถามพระพุทธเจ้าว่าเห็นลูกของตนไหม ? พระพุทธเจ้าก็บอกว่าให้ฟังธรรมก่อนเดี๋ยวจะบอกให้ พระองค์ก็เทศน์อนุปุพพิกถาให้ฟัง ทั้งบิดา มารดาและภรรยา กลายเป็นพระโสดาบัน พระยสะได้ฟังซ้ำกลายเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงคลายฤทธิ์ให้ทั้งหมดได้เจอกัน บิดาก็ดีใจเลยชวนลูกกลับ พระพุทธเจ้าบอกว่า กิจในการกลับไปครองเรือนของลูกท่านไม่มีแล้ว ท่านกลายเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว

ตอนที่บิดามารดายังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสไปอย่างนี้เขาจะไม่เชื่อและไม่ยอมเด็ดขาด ก็เลยต้องกำบังกายไว้ไม่ให้เห็นก่อน พอทั้งสามกลายเป็นพระโสดาบันทีนี้เข้าใจเลย บิดาของพระยสะจึงตัดสินใจให้ลูกบวช พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอหิภิกขุ พระยสะกลายเป็นพระภิกษุไป ส่วนบิดามารดาและภรรยาก็ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต ความจริงระดับนั้นไม่ต้องปฏิญาณหรอก แต่ว่าทำตามธรรมเนียม (พุทธมามโกติหรือพุทธมามกาติ แล้วแต่ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย)

หลังจากนั้นก็ทูลเชิญพระสงฆ์และพระลูกชายไปฉันที่บ้าน พอเพื่อนได้ข่าวก็แห่กันมา มีท่านวิมละ ท่านสุพาหุ ท่านปุณณชิ และท่านควัมปติ พระยสะก็แสดงธรรมให้เพื่อนฟัง ด้วยความที่เป็นเพื่อนรักกันมาก แล้วก็เชื่อว่าพระธรรมวินัยนี้ไม่เป็นหมันแน่นอน ก็เลยพากันบวชตาม กลายเป็นพระอรหันต์ไปตาม ๆ กัน แล้วไปชักชวนเพื่อนมาอีก ๕๐ คน บวชกันหมดกลายเป็นพระอรหันต์ ๕๕ รูป ก็เลยกลายเป็นธรรมทูตรุ่นแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศพระศาสนา ท่านใช้คำว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ท่านบอกว่า "ดูกร..ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อยังประโยชน์และความสุขให้แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย แต่จงอย่าไปทางเดียวกันสองคน ให้ไปคนเดียว" เพราะตอนนั้นพระยังน้อยอยู่ มีแค่ ๖๐ รูปเท่านั้น"

ถาม : อ้าว..แล้วพระมาจากไหนอีก ๕ รูป ?
ตอบ : ปัญจวัคคีย์
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-02-2010 เมื่อ 14:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 173 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #28  
เก่า 14-02-2010, 13:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระสัพพัญญุตญาณ พระอนาคตังสญาณ บรรดานักวิเคราะห์เขาวิเคราะห์ว่า สมัยนั้นแคว้นมคธ แคว้นโกศล แคว้นวัชชี แคว้นวังสะ เป็นประเทศใหญ่ เป็นมหาอำนาจ โดยเฉพาะมคธและโกศลเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ว่าผู้ปกครองนิสัยไม่เหมือนกัน พระเจ้าปเสนทิโกศลค่อนข้างจะเด็ดขาดและโหดอยู่สักหน่อย แต่พระเจ้าพิมพิสารค่อนข้างจะใจดี พระพุทธเจ้าก็เลยต้องไปเขตพระเจ้าพิมพิสารก่อน

เรามาสังเกตดูว่า พระพุทธเจ้าเสด็จจากอุรุเวลาเสนานิคมไปยังพาราณสีเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ พาราณสีเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี แคว้นกาสีขึ้นอยู่กับแคว้นโกศล ส่วนแคว้นกบิลพัสดุ์ แคว้นเทวทหะก็ขึ้นอยู่กับแคว้นโกศล แปลว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ในฐานะเจ้าชายของเมืองขึ้น ถ้าไปทำอะไรโฉ่งฉ่างมีสิทธิ์ตายได้ ก็คือ ถ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลตีความผิดนิดเดียวว่า พระพุทธเจ้าไปซ่องสุมผู้คนเพื่อแข็งเมืองก็เป็นเรื่องเลย พระพุทธเจ้าจึงต้องไปแบบเงียบ ๆ จากอุรุเวลาเสนานิคมไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ระยะทาง ๒๓๐ กิโลเมตรตามระยะทางในปัจจุบัน

๒๓๐ กิโลเมตร พระพุทธเจ้าใช้เวลาเสด็จกี่วัน ? ลองมานับดู พระองค์ท่านตรัสรู้กลางเดือนหก เสวยวิมุตติสุข ๔๙ วัน แสดงปฐมเทศนากลางเดือนแปด ห่างกันสองเดือน แต่ระยะเวลาหายไป ๔๙ วันแล้ว ก็แปลว่าเหลืออีก ๑๑ วัน คราวนี้เขาระบุไว้ชัดว่าพระพุทธเจ้าไปถึงก็เป็นคืนแรม ๑๔ ค่ำ ก็แปลว่าใช้เวลาเดินทาง ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าเดินทางได้วันละ ๑๒๐ โยชน์ ใช้เวลาเดินทางตั้ง ๑๐ วัน ระหว่างนั้นพระองค์ท่านทำอะไรอยู่ ?

เขาบอกว่าพระองค์ท่านทำการสำรวจทางยุทธศาสตร์ไว้ก่อน ดูทางหนีทีไล่ไว้ก่อน ดูว่าผ่านใครสำนักไหน มีชื่อเสียงเรียงนามอย่างไร เผื่อมีโอกาสจะกลับมาแสดงธรรมเพื่อสงเคราะห์ พระองค์ก็คงจะไปสะดุดตาที่ชฎิลสามพี่น้อง

๑๐ วันเดินทาง ๒๓๐ กิโลเมตร ก็แปลว่า พระองค์ท่านเดินทางวันละ ๒๓ กิโลเมตร ถือว่าสบายสุด ๆ อาตมาเดินสบาย ๆ วันหนึ่งตั้ง ๔๐ กิโลเมตร นั่นพระพุทธเจ้านะ ท่านเดินวันหนึ่งได้ตั้ง ๑๒๐ โยชน์ (เกือบพันกิโล) แต่ปรากฏว่าท่านใช้ระยะเวลาเดินทางตั้ง ๑๐ วัน เขาก็เลยวิเคราะห์ไปว่า พระองค์ทำการสำรวจทางยุทธศาสตร์ไปด้วย ว่าจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบไหน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-02-2010 เมื่อ 14:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 166 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #29  
เก่า 14-02-2010, 13:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"คราวนี้พอสงเคราะห์พระปัญจวัคคีย์เรียบร้อย พระองค์ต้องรีบกลับ ถ้าขืนอยู่ต่อให้ทางแคว้นกาสีรู้ข่าว แค่แจ้งไปคำเดียว พระเจ้าปเสนทิโกศลบอกให้จับหรือลงมือได้ ก็เป็นอันจบเห่..!

เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเสด็จมาเพื่อสงเคราะห์ชฎิลสามพี่น้อง ปรากฏว่าได้ของแถม เป็นของแถมประเภทสร้อยเพชรตกลงมาเอง ก็คือ ภัททวัคคีย์ ๓๐ คน ท่านเหล่านี้เป็นลูกเศรษฐี ไปเที่ยวเล่นกัน วันนั้นทั้ง ๒๙ คนมีแฟนเป็นส่วนตัวแล้ว อีกคนหนึ่งนั้นไม่มี ก็เลยต้องไปเช่าหญิงนครโสเภณีมา ตอนที่ลงเล่นน้ำกัน โดนผู้หญิงโสเภณีขโมยเครื่องประดับหนีไป

สมัยนั้นความรวยของเขาก็เหมือนกับพวกแม้ว พวกอีก้อของเรา ก็คือ ความรวยอยู่ที่เครื่องประดับ เคยเห็นพวกแม้วหรืออีก้อแต่งตัวไหม ? มีเงินเท่าไรเอามาตีเป็นเครื่องประดับหมด ถ้ามีเหลือเยอะก็ทำห่วงใหญ่ ๆ สวมเอวไว้

ทีนี้พอเครื่องประดับโดนขโมยไป เขาก็ไล่ตามหา ไปเจอพระพุทธเจ้าพอดี ก็ถามว่าเห็นหญิงคนหนึ่งหอบผ้าหนีมาทางนี้หรือเปล่า ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า อยากจะค้นหาหญิงคนนั้น หรืออยากจะค้นหาตัวเอง ด้วยความที่ท่านสร้างบารมีกันมามากต่อมาก พอได้ยินเข้าก็สะดุดหูเลย บอกว่า "ค้นหาตัวเองดีกว่า" "ถ้าอย่างนั้นเธอจงนั่งลง เราจะแสดงธรรมให้ฟัง"

พระพุทธเจ้าก็แสดงอนุปุพพิกถาให้ฟัง กลายเป็นพระอรหันต์อีก ๓๐ รูป ส่งไปประกาศศาสนาต่อ อรรถกถาท่านว่า ๓๐ รูปนี่แหละ ที่กลายเป็นต้นบัญญัติกฐิน ก็คือ ออกพรรษาแล้วก็ยังมาเฝ้าพระพุทธเจ้า จีวรเปียกฝนโชกมา ก็เลยมีบัญญัติให้รับคหปติจีวร คือจีวรที่มีคนถวายได้"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-02-2010 เมื่อ 14:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 164 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #30  
เก่า 15-02-2010, 16:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงสำนักอาจารย์ใหญ่ คือท่านอุรุเวลกัสสปะ(พี่ชายคนโตของชฎิลทั้งสาม) ปรากฏว่าท่านอุรุเวลกัสสปะมีบริวารอยู่ ๕๐๐ คน ฟังให้ดี ๆ นะ บริวาร ๕๐๐ คน นี่ถือว่าเยอะที่สุด

พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร สมัยเป็นโกลิตะมาณพและอุปติสสะมาณพ มีบริวารคนละ ๕๐๐ แต่ว่าพอไปอยู่สำนักสัญชัยปริพาชก อุปติสสะได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิได้เป็นพระโสดาบัน กลับมาบอกโกลิตะมาณพ ได้ฟังธรรมแล้วกลายเป็นพระโสดาบันไปด้วย ทั้งสองไปเกลี้ยกล่อมสัญชัยปริพาชก บอกว่าให้ไปอยู่สำนักของพระสมณโคดมกันเถอะ สัญชัยปริพาชกไม่ยอมไป ด้วยทิฐิมานะที่ตนเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้ไปเป็นลูกศิษย์ของคนอื่นจึงไม่ยอม อุปติสสะมาณพและโกลิตะมาณพจึงชวนบริวารไป ปรากฏว่าบริวารยอมไปแค่ครึ่งเดียว ก็คือ คนละ ๒๕๐ เพราะฉะนั้น..เวลาที่พระพุทธเจ้าแต่งตั้งเอตทัคคะ ก็เลยต้องตั้งให้พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นผู้เลิศในการมีบริวารมาก

เมื่อพระพุทธเจ้าไปถึงสำนักของท่านอุรุเวลกัสสปะ จึงเข้าไปขอพักอาศัยด้วย พระพุทธเจ้ากลายเป็นคนแปลกหน้า เป็นราชสีห์ในฝูงแกะ หรือเขาเห็นเป็นลูกแกะก็ไม่รู้ ? ท่านจัดให้พระพุทธเจ้าไปพักในโรงไฟที่มีพญานาคอยู่ คิดว่าถ้าไม่เก่งจริงก็คงหนีกระเจิงออกมาเอง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร พอพญานาคออกมา พระองค์ท่านก็หยิบใส่บาตร จากพญานาคตัวใหญ่ ๆ เหลือตัวเท่างูเขียวเท่านั้น..!
พวกเราส่วนใหญ่ฟังกันแค่ตรงนี้ รู้ไหมว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่นเป็นพรรษาเลย ? พระองค์ต้องแสดงฤทธิ์ปะทะกันอยู่ทุกวัน เพราะว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นบูชาไฟเป็นปกติ ก็คือเล่นกสิณไฟเป็นปกติ มีฤทธิ์กันทุกคน ถ้าไม่มีอะไรดีกว่า...เขาก็จะไม่เชื่อว่าเก่งจริง

พระพุทธเจ้าต้องเสด็จออกไปบิณฑบาตยังอุตรกุรุทวีป บางวันก็ไปเด็ดผลหว้าประจำทวีปมาเป็นภัตตาหาร เขาถามก็บอกตรง ๆ ปล่อยให้เขาทึ่งกันไป กว่าเขาจะยอมอ่อนลงให้นี่เป็นพรรษาเลย

พอฤดูฝนน้ำหลากมา พวกท่านเหล่านี้ก็ลอยแพไปดู ว่าพระพุทธเจ้าโดนน้ำกวาดไปแล้วหรือยัง ? ปรากฏว่าเห็นพระพุทธเจ้ายังเดินจงกรมอยู่ตามปกติ น้ำตั้งเป็นกำแพงเลย ก็แปลว่าตรงที่พระองค์ท่านเดินนั้นน้ำเข้าไม่ถึง จนกระทั่งท้ายสุดเขาก็ยอมรับ จึงได้คุยกันถึงหลักธรรมในการปฏิบัติ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 04:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 155 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #31  
เก่า 15-02-2010, 16:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระพุทธเจ้าตรัสถามถึงหลักการปฏิบัติ ท่านอุรุเวลกัสสปะก็บรรยายให้ฟังว่า ท่านบูชาไฟอย่างนี้ ๆ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า การบูชาไฟเป็นของดี ไม่ดีได้อย่างไรเพราะแต่ละคนมีฤทธิ์ทั้งนั้น ฉะนั้น..การเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ขัดใคร

ท่านบอกว่าการบูชาไฟภายนอกถึงแม้ว่าจะดี แต่การบูชาไฟภายในได้จะดีกว่า ท่านอุรุเวสกัสสปะตอนนี้เริ่มละพยศแล้ว เพราะเห็นว่าสมณะรูปนี้มีความสามารถจริง ขนาดจะตากผ้า ต้นหว้ายังน้อมกิ่งลงมาให้ตากเลย

ท่านอุรุเวลกัสสปะก็ขอเรียนกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เทศน์อาทิตตปริยายสูตร ที่ว่าตาเป็นของร้อน จมูกเป็นของร้อน ลิ้นเป็นของร้อน ฯลฯ ร้อนด้วยอะไร ? ร้อนด้วยไฟ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ถ้าหากสามารถดับได้ก็คือความเย็น ท่านก็อธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ อุรุเวลกัสสปะและบริวารบรรลุมรรคผล ลอยบริขารทิ้งลงแม่น้ำ ขอรับการอุปสมบทใหม่ กลายเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา

คราวนี้น้อง ก็คือ ท่านนทีกัสสปะ (น้องคนกลาง) อยู่ด้านใต้ จู่ ๆ บริขารของพี่ลอยมาเป็นแพเลย ก็ตกใจว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นหรือไม่ ก็พาบริวารอีก ๓๐๐ คนไปหาพี่ พบพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรม ก็บรรลุอีก ลอยบริขารทิ้งเหมือนกัน ไปถึงท่านคยากัสสปะ(น้องคนเล็ก) เห็นบริขารลอยมา คิดว่าอันตรายเกิดขึ้นกับพี่แล้ว ก็พาบริวารอีก ๒๐๐ ไปหาพี่ พบพระพุทธเจ้าฟังเทศน์กลายเป็นพระอรหันต์ไปอีก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 04:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 153 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #32  
เก่า 15-02-2010, 17:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"คราวนี้เรามาดู พระพุทธเจ้าส่งพระ ๖๐ รูปแรกออกประกาศศาสนา (ปัญจวัคคีย์+คณะของพระยสะ) ส่งอีก ๓๐ รูปหลังออกประกาศพระศาสนา (ภัททวัคคีย์) แต่นี่ ๑,๐๐๓ รูป พระพุทธเจ้าพาไปไหน ? พระองค์พาไปแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสาร คราวนี้ยืดได้ เดินนำไปเลย..

เพราะอะไร ? พระเจ้าพิมพิสารแม้จะอยู่ในลักษณะของบุคคลที่ใจดี รู้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะหนีออกมา ก็ยังจะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง แต่ว่ากษัตริย์ย่อมมีขัตติยมานะเป็นปกติ ถ้าไปในลักษณะที่ไม่สมกับเกียรติยศของกษัตริย์ เขาอาจจะดูถูกดูแคลน ไม่ให้ความสนใจและไม่เชื่อถือ พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้ส่งพระอรหันต์ ๑,๐๐๓ รูปนี้ออกประกาศพระศาสนา แต่พาไปหาพระเจ้าพิมพิสารด้วย ไปในลักษณะบริวารยศ ก็คือ มียศใหญ่ด้วยมีบริวารมาก

ไปโดยศักดิ์ว่าเป็นกษัตริย์เสมอกัน ถึงแม้จะได้รับพระบรมราชานุญาตว่า บรรลุมรรคผลแล้วให้มาโปรดด้วย ถ้าเช่นนั้นสามารถที่จะตรงเข้าวังได้เลย แต่พระองค์ไม่ไป เพราะถ้าไปในลักษณะอย่างนั้นก็เหมือนกับเขาเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านต้องมีตัวกู..ตัวของกูเป็นธรรมดา..ก็กูใหญ่กว่า อาจจะไม่ละพยศ ไม่เชื่อกัน ท่านจึงไปพักที่สวนลัฏฐิวัน(สวนตาลหนุ่ม)

ชาวบ้านได้ข่าวก็แห่กันไปมืดฟ้ามัวดิน เพราะอะไร ? อาจารย์ใหญ่มานี่ ท่านอุรุเวลกัสสปะ ท่านนทีกัสสปะ ท่านคยากัสสปะ อย่าลืมว่าเฉพาะชาวบ้านที่บวชอยู่กับชฎิลสามพี่น้องมีเป็นจำนวนหนึ่งพัน แสดงว่าชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านต้องไม่ธรรมดา ไม่มีใครแลพระพุทธเจ้าเลย..! ไปหาแต่อาจารย์ใหญ่ของตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร นั่งยิ้ม..

พระเจ้าพิมพิสารได้ข่าว พาข้าราชบริพารมาด้วย รวมกับชาวบ้านทั่วไป ท่านบอกว่ามี ๑๒ นหุต(๑ นหุต เท่ากับ ๑ หมื่น) คราวนี้เรารู้สึกคุ้น ๆ ไหมกับคำว่า นหุต ? ศรีสัตนาคนหุต ก็คือ เมืองล้านช้าง

คำว่า นาค หรือ นาคะ ใช้แทนคำว่าผู้ประเสริฐก็ได้ ใช้แทนคำว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ ใช้แทนผู้ที่ฝึกดีแล้วก็ได้ ใช้แทนช้างก็ได้
สตนหุต = ร้อยหมื่น ของบาลีจะเอาตัวนามกล่าวไว้ตรงกลาง เลขจะอยู่หัวท้าย ก็เลยกลายเป็นสัตนาคนหุต ล้านช้าง ก็คือ ช้างล้านตัว

ก็แปลว่า ทั้งข้าราชบริพารและชาวบ้านรวมไปกันทั้งหมด หนึ่งแสนสองหมื่นคน..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 16-02-2010 เมื่อ 13:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 148 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #33  
เก่า 16-02-2010, 13:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระเจ้าพิมพิสารรู้จักพระพุทธเจ้า สายตาคนก็เริ่มมองกันว่า อ้อ..คนนี้หรือพระพุทธเจ้า ? แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ตกลงใครเป็นลูกศิษย์กันแน่ ? เพราะอาจารย์ใหญ่ของเขามีชื่อเสียงมานานแล้ว ส่วนพระพุทธเจ้าเพิ่งปรากฏขึ้นมา เพิ่งได้ยินวันนี้เองว่า ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อายุก็ยังน้อยอยู่

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสคำว่า อย่าดูหมิ่นพระราชาว่ายังเด็ก อย่าดูหมิ่นงูพิษว่าตัวเล็ก อย่าดูหมิ่นสะเก็ดไฟว่าเล็กน้อย และท้ายสุดอย่าดูหมิ่นสมณะว่ายังหนุ่ม พระราชาแม้จะเป็นเด็กแต่ก็สั่งตัดหัวได้ งูพิษแม้ตัวเล็กถ้ากัดก็ตายได้ สะเก็ดไฟน้อย ๆ ลองไหม้สิ เมืองทั้งเมืองก็อาจจะไหม้หมดได้

พอชาวบ้านได้ฟังภาพพจน์ของพระพุทธเจ้าจึงได้ยอมรับ แต่ก็ยังไม่หายสงสัยอยู่ดีว่าใครเป็นลูกศิษย์ ? ใครเป็นอาจารย์ ? พระพุทธเจ้าจึงได้บอกว่า "กัสสปะ เธอจงแสดงให้มหาชนเหล่านี้ทราบว่าใครเป็นศิษย์ ใครเป็นอาจารย์" พระอุรุเวลกัสสปะก็ครองจีวรเฉวียงบ่า กราบแทบเท้า ซบศีรษะลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า ประกาศว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวก พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของข้าพเจ้า พอประกาศเสร็จก็เหาะขึ้นไปชั่วลำตาล แล้วก็ลงมากราบใหม่ ประกาศใหม่ ทำอย่างนี้ด้วยกันถึงสามวาระ ชาวบ้านทั้งหมดจึงยอมเชื่อ ยอมเชื่อเพราะอะไร ? ก็อาจารย์ใหญ่เหาะให้ดูเห็น ๆ แต่กลับยอมไปกราบเท้าพระพุทธเจ้านั่นเอง

พระพุทธเจ้าจึงได้เทศน์อนุปุพพิกถา พอเทศน์จบมหาชนทั้งหมด ๑๑ นหุต (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน) บรรลุเป็นพระโสดาบันพร้อมทั้งพระเจ้าพิมพิสารด้วย ส่วนอีกหนึ่งหมื่นมัวแต่ตื่นเต้นหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงไม่ไ้ด้บรรลุ... แต่ก็เกิดความเลื่อมใส ปฏิญาณตนนับถือพระรัตนตรัยตลอดชีวิต

คราวนี้เรามาดู..ดูอะไร ? ดูว่าธรรมะของพระพุทธเจ้ายากจริงหรือเปล่า ? ถ้ายากจริงทำไมเขาบรรลุกันทีเป็นแสนคน ฉะนั้น..อ่านพระไตรปิฎก อย่าอ่านทิ้งเฉย ๆ ต้องคิดให้เป็น สมัยนี้เทศน์กันปากเปียกปากแฉะ อย่าว่าแต่หนึ่งแสนเลย แค่หนึ่งคนก็หายากแล้ว..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 16:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #34  
เก่า 16-02-2010, 14:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระเจ้าพิมพิสารเมื่อเป็นพระโสดาบัน ปฏิญาณตนนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้พระพุทธเจ้าได้มหาอำนาจมาอยู่ในเงื้อมมือ ถ้าเปรียบเป็นประเทศจีนกับประเทศอเมริกา ตอนนี้ได้ประเทศจีนมาแล้ว เพราะว่าแคว้นมคธเป็นมหาอำนาจ มักผนวกเอาแคว้นอังคะเข้าไปอยู่ด้วยเสมอ เผลอเมื่อไรก็เสร็จ ส่วนแคว้นโกศลของพระเจ้าปเสนทิโกศล นอกจากจะปกครองแคว้นกาสีแล้ว ยังปกครองกบิลพัสดุ์และเทวทหะ ฉะนั้น..พระพุทธเจ้าจะทำอะไรต้องคิดเป็นพิเศษ ไม่ระมัดระวังไม่ได้ เดี๋ยวญาติของพระองค์เองจะเดือดร้อน

พระองค์เองตอนนี้ เมื่อประกาศศาสนาในแคว้นมคธได้ มีจอมคนของแคว้นมคธ คือ พระเจ้าพิมพิสารเป็นสาวกแล้ว ก็พอจะมีเครื่องป้องกันตัวอยู่ แต่จะกลายเป็นว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล ยิ่งระแวงหนักเข้าไปอีก ถ้าเกิดเห็นว่าพระพุทธเจ้าไปบวช เสาะหาบริวารเพื่อที่จะแข็งเมือง ตอนนี้ยังมาผูกมิตรกับเมืองใหญ่ระดับทัดเทียมกันแล้ว ไม่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่หรือ ? ถ้าจู่ ๆ เข้าไปเทศน์ให้พระเจ้าปเสนทิโกศลฟัง แล้วจะเหลือไหม ? นี่เอาความคิดอย่างคนที่มีกิเลสมาคิด...

พระพุทธเจ้าท่านจึงยังไม่สามารถเสด็จเข้าแคว้นโกศลได้ แต่พระองค์ท่านใช้วิธีวนอยู่รอบ ๆ ไปคว้าอีกสองแคว้นใหญ่ในสมัยนั้น ก็คือ แคว้นวัชชีกับแคว้นวังสะ แคว้นวังสะ มีกรุงโกสัมพีเป็นเมืองหลวง ปกครองโดยพระเจ้าอุเทน แคว้นวัชชี มีเมืองไพศาลีเป็นเมืองหลวง สองแคว้นนี้พระพุทธเจ้ากวาดหมด..!

ลองมาดูต่ออีก เมื่อพระพุทธเจ้าได้แคว้นมคธ ก็แปลว่าได้แคว้นอังคะด้วย แคว้นอังคะนั้นมีเศรษฐีที่รวยจนนับเงินไม่ได้ก็คือ เมณฑกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นลูกของธนัญชัยเศรษฐี เป็นหลานของเมณฑกเศรษฐี เมื่อนางวิสาขามหาอุบาสิกาแต่งงานกับปุณวัฒนกุมาร ซึ่งเป็นบุตรของมิคารเศรษฐี เศรษฐีของแคว้นโกศล ก็เท่ากับว่าตอนนี้มหาสาวิกานำหน้าเข้าไปแคว้นโกศลก่อน แล้วพระพุทธเจ้าไปโปรดราชคหเศรษฐีในแคว้นมคธ และไปได้อนาถบิณฑิกเศรษฐีของแคว้นโกศลมาอีก (อนาถบิณฑิกะเป็นน้องเขยของราชคหเศรษฐี)

นอกจากนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลยังขอธนัญชัยเศรษฐีจากพระเจ้าพิมพิสารไปเมืองโกศลของตัวเอง เพราะว่าโกศลเป็นเมืองที่มีเศรษฐีน้อยมาก ถ้าแคว้นไหนมีเศรษฐีมาก เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง ธนัญชัยเศรษฐีจึงพาบริวารไปแคว้นโกศล พาบริวารไปไม่เท่าไรหรอก สองแสนคนเอง..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 16:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 135 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #35  
เก่า 16-02-2010, 14:34
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : บริวารสองแสนคน..! นึกว่าไปออกรบ
ตอบ : อย่าลืมว่ากองเกวียนสินค้าเศรษฐีสมัยก่อน ก็คือกองทัพดี ๆ นี่เอง ต้องไปค้าขายต่างบ้านต่างเมือง จึงต้องมีกองกำลังส่วนตัวเพื่อป้องกันโจรผู้ร้าย

เมื่อธนัญชัยเศรษฐีไปยังแคว้นโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปรับเองเลยนะ ให้เกียรติมาก เพราะรู้ว่าจะมาสร้างความเจริญให้ประเทศตัวเอง แต่ธนัญชัยเศรษฐีเห็นที่ที่เหมาะสมตรงรอบนอกมากกว่าในเมือง ถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า "ที่ตรงนี้มีเจ้าของหรือไม่ ?" พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า ที่ตรงนี้เป็นที่ของตนเอง ยังไม่มีเจ้าของ ธนัญชัยเศรษฐีจึงตัดสินใจขอที่ตรงนี้ สร้างเมืองใหม่ด้วยตนเอง เพราะไม่ต้องการเข้าไปรบกวนในเมืองสาวัตถี คนตั้งสองแสนเข้าไปแย่งกินแย่งใช้ ทรัพยากรอาจไม่พอ ธนัญชัยเศรษฐีก็เลยสร้างเมืองสาเกตขึ้นมา

ตอนนี้ฝ่ายพระพุทธเจ้ามีใครบ้าง ? นางวิสาขาปราบมิคารเศรษฐีจนยอมรับพระพุทธศาสนาแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้ว ธนัญชัยเศรษฐีเป็นสาวกแล้ว และยังมีแคว้นใหญ่สามแคว้นหนุนหลังอยู่ คราวนี้เข้าไปในแคว้นโกศลน่าจะสบายแล้ว พระพุทธเจ้าจึงได้ยอมเข้าแคว้นโกศล เข้าแคว้นโกศลเมื่อไร ? พรรษาที่ ๑๔..! ใช้เวลา ๑๔ ปี จึงเข้าแคว้นโกศลได้

พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดพระเจ้าปเสนทิโกศล จนยอมประกาศตนนับถือพระรัตนตรัย แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังทดสอบพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อย ถ้าเราไปอ่านพระสูตรจะเจอพระสูตรหนึ่ง ที่ปริพาชก ๗ ท่านเดินผ่านมา พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ถอดรองพระบาท คุกเข่าแสดงอาการคารวะปริพาชกทั้ง ๗ แล้วก็บอกพระพุทธเจ้าว่า "ท่านทั้งหลายเหล่านี้เป็นพระอรหันต์"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า"ปุถุชนสามารถรู้ได้แค่เรื่องของปุถุชน พระโสดาบันสามารถรู้ได้แค่เรื่องของพระโสดาบัน ในเมื่อพระองค์ยังไม่ใช่พระอรหันต์ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าผู้อื่นเป็นพระอรหันต์ ?" พระเจ้าปเสนทิโกศลอับจนด้วยถ้อยคำ จึงได้ยอมสารภาพว่า นั่นเป็นจารบุรุษของโยมเอง แสดงว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลส่งสายลับไปทั่วเลย ปลอมเป็นนักบวชก็เอา ถ้าพระพุทธเจ้าไม่จับโกหกได้ซึ่ง ๆ หน้าอย่างนั้น คาดว่าคงโดนทดสอบอีกเยอะ จะเห็นได้ว่า โดยวิสัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นบุคคลลงให้คนอื่นได้ยากมาก ต้องบอกว่าหัวแข็งจนทุบไม่ลง

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลประกาศตนนับถือพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจึงเสด็จกลับกบิลพัสดุ์ได้อย่างเปิดเผย เพราะว่าผู้ปกครองเมืองกบิลพัสดุ์ยอมเป็นบริวารแล้ว ไม่อย่างนั้นนี่..กลับไปสงเคราะห์ญาติตัวเองได้ยาก

วิสัยความหวาดระแวงของคน พาให้ตายมาเยอะแล้ว สมัยก่อนเรื่องชิงราชสมบัติ พูดง่าย ๆ ว่า กรุณาอย่ามีลูกหลายคนเลย มีเมื่อไรเดือดร้อนกันไปหมด คนไหนมีทีท่าว่าจะเด่นขึ้นมา โดนสอยตลอด"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 16:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 138 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #36  
เก่า 16-02-2010, 14:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สุดท้าย พระอาจารย์ก็สรุปให้ฟังว่า "เรื่องนี้ที่เล่าให้ฟังกัน ก็คือว่า บางทีในเรื่องของพุทธประวัติก็ดี อะไรก็ดี มีสิ่งต่าง ๆ แฝงอยู่เยอะมาก เพียงแต่ว่าเราต้องใช้ความคิดของคนอย่างมีกิเลสไปคิด แล้วจะเห็นและเข้าใจว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงทำอย่างนั้น ? ทำไมจึงใช้เวลาตั้ง ๑๔ ปี กว่าจะเข้าแคว้นโกศล ?

ว่าโดยตามจริงแล้วแคว้นโกศลเป็นมหาอำนาจ ใหญ่กว่าแคว้นมคธเสียด้วยซ้ำไป ลักษณะอย่างจีนกับอเมริกา ถึงคุณเป็นมหาอำนาจเหมือนกัน แต่เขาก็เห็นว่าอเมริกามีภาษีดีกว่าใช่ไหม ? แล้วทำไมพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาในแคว้นมคธ ไม่ประกาศในแคว้นโกศลเสียเลย ก็ด้วยเหตุที่ว่ามา..

ถ้าหากเราคิดเป็น มองเป็น สิ่งที่ไม่ได้เล่าเอาไว้มีอีกเยอะมาก ในบรรดาพระไตรปิฎกต่าง ๆ สามารถให้เราฟุ้งซ่านได้อีกนาน เพียงแต่ว่าให้ฟุ้งในธรรม ใช้ความรู้สึกบ้าง ใช้การคาดคะเนบ้าง ลองตรอง ๆ เอา ไม่ต้องถึงขนาดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วจะเห็นอะไรอีกมากต่อมากเลย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2010 เมื่อ 16:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 145 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #37  
เก่า 16-02-2010, 21:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "วันงานเป่ายันต์ ใครทำบุญถึง ๕๐๐ บาท จะให้พระปิดตาเนื้อชุบทองพ่นทรายองค์หนึ่ง ถ้าทำไม่ถึง..ก็รับพระปิดตาเนื้อผงไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 134 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #38  
เก่า 17-02-2010, 08:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญพุทธัตถจริยา ก็คือ แบบอย่างของความเป็นพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์ต้องวางตนอย่างไรบ้าง อย่างเช่นว่า ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เช้าขึ้นมาก็ต้องไปบิณฑบาตเพื่อโปรดชาวบ้าน สายณฺเห ธมฺมเทสนํ บ่ายก็เทศน์โปรดชาวบ้านทั่วไป ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ ตอนค่ำก็ให้โอวาทพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี สิกขมานา อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เที่ยงคืนก็แก้ปัญหาของพรหมเทวดาท่าน ปจฺจุสฺเสว คเตกาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ ใกล้รุ่งก็ตรวจดูนิสัยสัตว์โลก เพื่อที่จะดูว่าสมควรไปโปรดผู้ใด นี่เป็นจริยาของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องทรงประพฤติอย่างนี้ทุกพระองค์

ญาตัตถจริยา แบบอย่างในการสงเคราะห์ต่อญาติ พระองค์เสด็จโปรดพระราชมารดา โปรดพระราชบิดาพร้อมพระประยูรญาติ โปรดพระนางพิมพา โปรดพระราหุล นำเอาพระญาติของศากยวงศ์มาบวชเสียเยอะแยะ โดยเฉพาะชุดที่มาบวช ศากยะ ๒๕๐ โกลิยะ ๒๕๐ ทำเอานางสากิยาณีเป็นหม้ายไป ๕๐๐ ตอนหลังต้องตามพระนางปชาบดีโคตมีออกบวช

ด้านสุดท้ายก็คือ โลกัตถจริยา แบบอย่างที่ทำตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก ตลอด ๔๕ พรรษา พระองค์ทรงแสดงธรรมตลอด สงเคราะห์ด้วยธรรมแม้วินาทีสุดท้าย ก่อนจะปรินิพพานก็ยังมีปัจฉิมโอวาท เมื่อเรามองทั้งหลายเหล่านี้ โดยที่ตรองตามไป ก็จะได้พุทธานุสติเต็ม ๆ ส่วนผลอย่างอื่นก็เป็นผลข้างเคียง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-02-2010 เมื่อ 15:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 133 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #39  
เก่า 17-02-2010, 08:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์ยังกล่าวต่ออีกว่า "พระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ญาติ ก็จะมีพระปางห้ามญาติอยู่ ทรงห้ามญาติถึงสามวาระด้วยกัน หรืออาจจะเกินสาม ? ทรงห้ามพระญาติระหว่างเทวทหะกับกบิลพัสดุ์ ที่จะรบกันเพราะจะแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี หลังจากนั้นก็ห้ามพระเจ้าวิฑูฑภะ ไม่ให้ไปถล่มแคว้นศากยะของพระองค์ท่าน ห้ามถึงสามวาระแล้วยังห้ามไม่อยู่ ก็ต้องยอมปล่อยให้เป็นไปตามวาระกรรม"

ถาม : แล้วพระปางที่ยกสองมือ นี่คือปางห้ามญาติใช่ไหมคะ?
ตอบ : นั่นเขาเรียกปางห้ามสมุทร ปางห้ามญาติยกมือเดียว

ถาม : แล้ววันจันทร์นี่ปางห้ามสมุทรหรือคะ ?
ตอบ : วันจันทร์นี่ปางห้ามญาติ ห้ามมือเดียว

สำหรับปางห้ามสมุทรเขาเชื่อว่าเป็นปางที่ตัดเคราะห์ตัดกรรมได้ สมัยก่อนเขานิยมสร้างในลักษณะเสริมดวง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-02-2010 เมื่อ 15:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 154 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #40  
เก่า 17-02-2010, 09:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,875
ได้รับอนุโมทนา 3,225,749 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : สังเกตเห็นว่าตอนช่วงไปธุดงค์ อารมณ์แทบจะไม่ต่างจากช่วงปกติเลย เป็นเพราะว่าการปฏิบัติของหนูอ่อนลง หรือเพราะว่าอารมณ์ทรงตัวแล้ว ?
ตอบ : อย่างนี้ต้องสังเกตเอง ถ้าคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง คือ อารมณ์เราทรงตัวแล้ว แต่ถ้าคิดอย่างไม่ประมาทก็คือ ตอนธุดงค์เรายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ก็เลยยังเหมือน ๆ เดิมอยู่

ถาม : หลัง ๆ มานี่เวลาเกิดปฏิฆะ เห็นว่าอารมณ์กำลังเกิด ตอนจะดับเราก็เห็นขั้นตอนทุกอย่าง แต่ว่าเป็นไปอย่างช้า ๆ ไม่ได้เร็วปั๊บเลยอย่างนี้ค่ะ
ตอบ : ถ้าความสามารถรู้ได้ถึงขนาดดับได้ก็ดีแล้ว จะช้าจะเร็วดับให้ได้ก่อน

ถาม : ก็คือ ค่อย ๆ ทำไปใช่ไหมคะ จนกว่าจะเร็วขึ้น ?
ตอบ : เดี๋ยวจะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-02-2010 เมื่อ 15:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 150 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:16



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว