กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > เรื่องธรรมะ และการปฏิบัติ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 28-10-2009, 20:59
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวของมันเอง

เรื่องราวที่จะเล่าสู่กันฟัง ให้พอเป็นประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เขียนแบบไม่ได้ใช้สคริปต์,ไม่มีสแตนด์อิน,ไม่ได้ใช้สลิงก์,มีแต่คอยจะระวังว่า "จะสะกดคำผิดหรือไม่" ส่วน"พระพุทธศาสนสุภาษิต" ที่ยกมานั้น เป็นข้อสอบตอนสอบ "นักธรรมตรี" วิชาแต่งกระทู้ธรรม ประจำปี ๒๕๕๒ รู้สึกประทับใจ และ อยากประกาศแจ้งบอกให้ทุกท่านทราบว่า

"กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา"
กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวของมันเอง


กาลเวลามันกินทั้งตัวกระผมเอง (โปรดจำเอาไว้ว่า ข้าพเจ้า"สึก"แล้ว) และ กินทุก ๆ ท่านในที่นี้ด้วย "เวลาคือชีวิต ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จงปฏิบัติกันต่อไปจนตราบเข้าพระนิพพาน"

เพราะคำว่า “ ไม่มีเวลา-เวลาไม่พอ” มักเป็นคำกล่าวอ้างของคนที่มีภารกิจการงานหลากหลายสาขาอาชีพพูดกันบ่อย ๆ และคิดกล่าวว่า เวลาไม่พอกับงานที่ตนเองทำ” พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา แปลความหมายว่า กาลเวลาย่อมกลืนกินชีวิตของสรรพสัตว์โลกพร้อมด้วยตัวของมันเอง ไม่มีสัตว์ในโลกนี้แม้ผู้ใดเลยเรียกร้องเวลาที่หมดไปให้กลับคืนมาได้อีกทั้งที่เวลาจริง ๆ เลยมีเพียงแค่กลางวันและกลางคืนเท่านั้น

หวังอย่างยิ่งว่า เรื่องราวทั้งหมดนับจากนี้ไป คงจะเป็นประโยชน์ในลักษณะของการให้ใน "ธรรมทาน" แก่ท่านทั้งหลายไม่มากก็น้อย

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ (ป.ล. จาก ๑๙ มิ.ย. ถึง ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๒)
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 215 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 28-10-2009, 22:26
ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใต้ร่มไม้ใหญ่ is offline
ผู้สนับสนุนเว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Apr 2009
ข้อความ: 6
ได้ให้อนุโมทนา: 1,690
ได้รับอนุโมทนา 4,424 ครั้ง ใน 96 โพสต์
ใต้ร่มไม้ใหญ่ is on a distinguished road
Default

ผมขออนุโมทนาในกุศลที่ท่านได้ตั้งใจบวชด้วยนะครับ
เเต่สึกมาเเล้วก็ดี จะได้คุยกันง่าย ๆ หน่อย
ไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่พูดกับพระ เเวะมารออ่านเรื่องของท่านด้วยใจจดจ่ออย่างยิ่ง
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 147 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ใต้ร่มไม้ใหญ่ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 29-10-2009, 06:43
ลูกเจ้าคุณนรฯ's Avatar
ลูกเจ้าคุณนรฯ ลูกเจ้าคุณนรฯ is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Feb 2009
ข้อความ: 7
ได้ให้อนุโมทนา: 2,476
ได้รับอนุโมทนา 82,988 ครั้ง ใน 1,935 โพสต์
ลูกเจ้าคุณนรฯ is on a distinguished road
Default

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ วาโยรัตนะ อ่านข้อความ
เรื่องราวที่จะเล่าสู่กันฟัง ให้พอเป็นประสบการณ์ ในการปฏิบัติธรรม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เขียนแบบไม่ได้ใช้สคริปต์,ไม่มีสแตนด์อิน,ไม่ได้ใช้สลิง,มีแต่คอยจะระวังว่า "จะสะกดคำผิดหรือไม่" ส่วน"พระพุทธศาสนสุภาษิต"ที่ยกมานั้น เป็นข้อสอบตอนสอบ "นักธรรมตรี" วิชาแต่งกระทู้ธรรม ประจำปี ๒๕๕๒ รู้สึกประทับใจ และ อยากประกาศแจ้งบอกให้ทุกท่านทราบว่า

"กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา"
กาลเวลา ย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง


กาลเวลามันกินทั้งตัวกระผมเอง (โปรดจำเอาไว้ว่า ข้าพเจ้า"สึก"แล้ว) และ กินทุก ๆ ท่านในที่นี้ด้วย "เวลาคือชีวิต ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จงปฏิบัติกันต่อไปจนตราบเข้าพระนิพพาน"

เพราะ คำว่า “ ไม่มีเวลา-เวลาไม่พอ” มักเป็นคำกล่าวอ้างของคนที่มีภาระกิจการงานหลากหลายสาขาอาชีพพูดกันบ่อย ๆ และคิดกล่าวว่า เวลาไม่พอกับงานที่ตนเองทำ” พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา แปลความหมายว่า กาลเวลาย่อมกลืนกินชีวิตของสรรพสัตว์โลกพร้อมด้วยตัวของมันเอง ไม่มีสัตว์ในโลกนี้แม้ผู้ใดเลยเรียกร้องเวลาที่หมดไปให้กลับคืนมาได้อีกทั้งที่เวลาจริง ๆ เลยมีเพียงแค่กลางวันและกลางคืนเท่านั้น

หวังอย่างยิ่งว่า เรื่องราวทั้งหมดนับจากนี้ไป คงจะเป็นประโยชน์ในลักษณะของการให้ใน "ธรรมทาน" แก่ท่านทั้งหลายไม่มากก็น้อย

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ (ป.ล. จาก ๑๙ มิ.ย. ถึง ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๒)
ขอเชิญท่านพี่เล่าเรื่องเป็นแบบกลอนได้ไหมครับ

มีคนเรียกร้องมาก และจะได้อารมณ์กว่าเยอะ

แหะ ๆ ๆ

__________________
ขอฝากชีพถวายงานสานพระศาสน์.......ให้พิลาสสัทธรรมนำกุศล

ขอฝากชื่อลือเลื่องเฟื่องหมู่ชน............ตราบชีพจนเสวยผลพ้นนิพพาน
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 125 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลูกเจ้าคุณนรฯ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 29-10-2009, 11:21
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

เอาละครับทุกท่านที่ตีตั๋ว "รออ่าน" บัดนี้ได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ขอประเดิมตอนแรกด้วย

๑."เมื่อข้าพเจ้าลาบวช"


๔ เดือนก่อนวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ หลังจากเริ่มทำงานกับบริษัทฝรั่ง ชนิดที่เรียกว่าทำแบบถวายชีวิต มีหลาย ๆ ปัจจัย ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน อาทิเช่น พระขรรค์โสฬสวัดท่าขนุน ร่วมบุญกฐินประจำปี ๒๕๕๒ ที่กระผมและคณะน้อง ๆ (คุณซัน,คุณนรินทร์,คุณต้อม,และ สมาชิกคนสุดท้าย คุณหม่อม ตลอดจนทีมที่ปรึกษา ทิดตู่,คุณอาคนเก่า,เถรี และอีกหลาย ๆ ท่าน) ร่วมแรงร่วมใจจัดสร้างถวายพระอาจารย์ ก็เป็นไปได้ด้วยดีจนต้องบอกว่า "เราทำอะไรทำด้วยใจบริสุทธิ์โดยขอบารมีพระรัตนตรัยและพระอาจารย์ท่านสงเคราะห์ อะไรก็สำเร็จ"

ลูกสาวคนเล็กก็คลอดได้เดือนเดียว เห็นว่าปลอดภัยแข็งแรง หากจะบวชทดแทนพระคุณพ่อ-แม่ ช่วงนี้เหมาะสมที่สุด หากลูกสาวโตขึ้นคงจะหาโอกาสบวชได้ยาก คนเรามันก็ห่วงกันไปตามเรื่องตามประสา
จึงปรึกษาคุณแม่และภรรยา ว่าจะขอลาบวช ๑ พรรษา เรื่องงานนั้นไม่ได้ลาบวช "ลาออกเลย" เพราะคิดว่าเราไม่เหมาะกับบริษัทนั้นเล่นเอาฝรั่ง "งง" (สะใจวัยรุ่นดีเหมือนกัน "ตูจะไปพระนิพพาน" ฝรั่งคงไม่ค่อยจะเข้าใจ เลยให้ออกแบบ "งง ๆ")

เมื่อทางสว่างแล้วเดินสะดวกเช่นนี้จึงตัดสินใจบวชในวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ ที่วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง,หลวงปู่แช่ม) เพราะต้องการสงเคราะห์โยมแม่ ให้ท่านได้ทำบุญตักบาตรในช่วงเจ็ดวันก่อนเดินทางไปวัดท่าขนุน (เพราะเรื่องการเดินทางไกล ท่านชราภาพแล้วคงไม่สะดวกเท่าไหร่) เพื่อขอร่วมอยู่จำพรรษา ก่อนหน้านั้นได้โทรเรียนปรึกษาพระอาจารย์ดังนี้

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : กราบนมัสการพระอาจารย์ขอรับ กระผม "รัตน์" จากภูเก็ตขอรับ กระผมจะบวชที่ภูเก็ตแล้วขอไปจำพรรษากับพระอาจารย์ที่วัดท่าขนุนได้หรือไม่ขอรับพระอาจารย์

(เวลาโทรไปขอเรียนปรึกษาท่าน บรรยากาศมันช่างกดดันจริง ๆ ที่ต้องรายงานตัวก่อนนั้น เพราะกลัวท่านจำไม่ได้และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลา กราบเรียนแจ้งท่านไปให้ชัดเจนเลยว่า อะไร,อย่างไร เพราะทุกวินาทีมีคุณค่า)

พระอาจารย์ : บวชเมื่อไหร่ ?

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : วันที่ ๑๙ มิถุนายนนี้ครับ ที่วัดฉลอง

พระอาจารย์ : บวชเข้ามาวันไหนก็ได้ แต่สำคัญวันสึกโน่น แล้วจะมาร่วมจำพรรษากี่รูปล่ะ เกิน ๕ รูป ไม่รับนะ...เลี้ยงไม่ไหว

(พระอาจารย์ท่านสอนว่า บวชเข้าวันไหนก็ได้ พระอาจารย์ท่านเคยสอนว่า เราจะหนีจากร้อนเข้ามาหาที่เย็นเข้ามาให้เร็วที่สุด ส่วนการจะออกจากที่เย็น คือสึกจากความเป็นพระนั้น ต้องถือฤกษ์ยามเป็นสำคัญ)

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : รูปเดียวครับ

พระอาจารย์ : เอาได้ ๆ ตั้งใจบวชล่ะ

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ขอรับ กราบขอบพระคุณขอรับพระอาจารย์
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 29-10-2009, 20:34
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๒."แปลกที่-ผีไม่ดุ"

เมื่อมาถึงวัดท่าขนุน (วันที่ ๒๖ มิถุนายน) เห็นหลวงพ่อกำลังวุ่น ๆ เกี่ยวกับงานรับยันต์เกราะเพชร เข้าไปรายงานตัว พร้อมส่งเอกสารที่ทางวัดฉลองออกรับรองมาให้ งานนี้รู้ตัวก่อนหน้าแล้วว่าหลวงพ่อท่านให้อยู่ที่ "กุฏิแดง" (พวก รัก-ยม ส่งข้อความมาบอก ก๊ากกกกก ๆ )

แต่ยังโชคดีที่มีเพื่อนร่วมห้องคือ ท่านเก้า และ ท่านบอย (ตอนนั้นทั้งสองคนยังไม่บวชจะเรียกว่า "นาค" ก็ได้) งานนี้ก็ไม่ทราบว่าใครจะเป็นที่พึ่งให้ใคร พระพึ่งโยมหรือโยมพึ่งพระกันแน่? เพราะเรื่องของกุฏิแดงนั้นได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานานแล้ว ว่า "ผีดุ"

ตอนหลวงพ่อท่านนำเดินขึ้นกุฏิ ท่านก็ก้มกราบลงกับพื้น พอถึงหน้าพระท่านก็กราบพระ เคยถามท่านว่า หลวงพ่อที่กุฏิแดงชั้นสองหลวงพ่อกราบอะไรครับ หลวงพ่อท่านก็ตอบว่า "ผมกราบไปตามเรื่องตามราว" เพื่อความไม่ประมาท เราทั้งสามท่านจึงพากันกราบแทบทุกครั้งไม่ว่าจะขึ้นหรือจะลง "ความนอบน้อมเป็นสมบัติของคนกลัวผี แต่จะทำให้ผีกลัวหรือไม่นั้น..ผมไม่รู้" เซ็งอารมณ์ตรงที่ห้องน้ำมันอยู่ชั้นล่างนอกตัวกุฏิออกไปอีก ตกกลางคืนเล่นต้อง "ทนและทน" สุดท้ายทนอั้นไม่ไหว โรคนิ่วจะรับประทานเสียก่อน งานนี้มันต้องวัดดวงว่าจะเจอ "ท่านผี" ประจำกุฏิแดงไหม หากจะเรียก "นาค" ทั้งสองท่านให้ไปเป็นเพื่อน มันก็เสียภาพพจน์พระใหม่ไฟแรงหมด

จะลุกจะนั่งภาวนากันเอาไว้ก่อน คำภาวนามีเท่าไหร่เอามาใช้หมดแถมพระเครื่องหลวงพ่อก็พกกันชนิดที่ว่า ห่างตัวไม่ได้ เดินขึ้นเดินลงที่ไรมันเสียวสันหลังวูบ ๆ แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้ด้วยดีจนได้ย้ายไปอยู่ "กุฏิเตชะไพบูลย์" ช่วงก่อนเข้าพรรษาเล็กน้อยนั้น พระใหม่ต่างคนก็ต่างยังกลัว ๆ อยู่ แถม "ทิดเอ" ผู้ชำนาญการเพราะบวชมาตั้งแต่สมัยก่อนมาเล่าเรื่องผีให้ฟังกันอีก

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : โยมเมื่อก่อนวัดท่าขนุนผีดุจริง ๆ หรือ โยมเคยเจอบ้างไหมตอนบวช

ทิดเอ : หลวงพี่..ยิ่งกว่าเจออีกครับ ขนาดผมนอนอ่านหนังสือในห้อง คิดว่าเณรที่ไหน มันไม่หลับไม่นอนเที่ยวเดินหน้ากุฏิสองคน แถมเดินคุยกันด้วย พอเลิกสนใจมัน อยู่ ๆ มันเข้ามาในกุฏิผมเลย ทั้ง ๆ ที่ประตูปิดอยู่ กลายเป็นผีผู้หญิงสองตน ผมต้องกระโดดถีบประตูกุฏิออกมา

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ :(หน้าซีดเล็กน้อย) แล้วแบบอื่น ๆ มีไหม

ทิดเอ : เจอกันบ่อยครับหลวงพี่สมัยนั้น ผมออกมานั่งนอกชานเพลิน ๆ พวกเล่นโผล่มา ตาจะหลุดซะข้างหนึ่ง พระสมัยนั้นก่อนเข้ากุฏิจะต้องท่องคาถาหว่านทรายทุกองค์ใครไม่ท่องมีโดน

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : แล้วตอนนั้นโยมพักกุฏิห้องไหนละ (จะได้ไม่แวะเวียนเดินผ่านไป)

ทิดเอ : ห้องที่หลวงพี่อยู่ตอนนี้นั้นแหละ

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ :(หน้าที่ว่าซีด ตอนนี้มันยิ่งกว่าตอนนั้นอีก และแล้วความเงียบก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ขนาดเสียงจิ้งจกร้องทักยังดังเข้าไปสู่ขั้วหัวใจเลย).........จริงหรือทิด? ขอตัว หลวงพี่ขอเข้าห้องก่อนนะ.... หลังจากนั้นไม่นานการเจรจาก็เริ่มขึ้น.....

" คุณผีทั้งหลายครับ หลวงพี่มาบวชหวังตั้งใจจะทดแทนคุณ "พ่อ-แม่" ก่อนบวชก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเยอะ บุญก็ทำมาเยอะ ยินดีให้ทุกท่าน แต่ขอร้องอย่ามารบกวนกันหรือถ้าจะมาจริง ๆ ก็มาในฝันนะ มาแบบสวย ๆ ด้วยนะ หลวงพี่จะอุทิศบุญให้เต็มที่ บุญสร้างพระขรรค์โสฬสก็มีนะ บุญใหญ่ด้วยนะ ใครมารังแกหรือมาหยอก งานนี้อย่าหวังว่าหลวงพี่จะอุทิศบุญให้นะ ถ้าหลวงพี่เป็นอะไรไป รับรองจะตามล้างตามเช็ดให้ถึงที่สุด ขอทุกท่านกรุณารับทราบและสงเคราะห์กันตามนี้นะ"............(บรรยากาศมันน่าขนลุกมาก)

หลวงตาชาติ อยู่อีกห้องหนึ่งข้าง ๆ ถึงกับตะโกนมาแถมหัวเราะว่า "เอาแบบนี้เลยหรือท่านรัตน์"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


กาแฟ(ขาดไม่ได้)กับประคำทำด้วย "เมล็ดต้นมะค่าโมง" เก็บมาจากข้าง ๆ กุฏิหลวงพ่อ ในรูปนี้ตอนนั้นน้ำหนัก ๘๓ กิโลกรัม ตอนนี้เหลือ ๗๔ กิโลกรัม ตอนแรกไปปรับตัวเข้ากับอากาศไม่ค่อยได้เป็นภูมิแพ้ป่วยตลอด จนทนไม่ไหวตอนหลังทำวัตรเย็นเลยกราบเรียนหลวงพ่อว่า

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพ่อครับไม่ทราบกระผมเป็นอะไรป่วยตลอด ขอเมตตาหลวงพ่อเคาะหัวให้ทีขอรับ

แล้วหลวงพ่อก็จารยันต์ด้วยมือที่หัวพร้อม ๆ กับหัวเราะแล้วพูดว่า "สงสัยไข้หวัดหมู"



ฉันกาแฟอย่างเป็นระเบียบที่"กุฏิเตชะไพบูลย์"
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 158 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 30-10-2009, 05:45
ลูกเจ้าคุณนรฯ's Avatar
ลูกเจ้าคุณนรฯ ลูกเจ้าคุณนรฯ is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Feb 2009
ข้อความ: 7
ได้ให้อนุโมทนา: 2,476
ได้รับอนุโมทนา 82,988 ครั้ง ใน 1,935 โพสต์
ลูกเจ้าคุณนรฯ is on a distinguished road
Default

ก่อนอื่นต้องขอโมทนากับพี่รัตน์ก่อน

และต้องขอสารภาพว่ากระผมจะติดตามกระทู้นี้จนกว่าจะสิ้นเดือน

เพราะจะเอาใบแดงที่พี่ได้ไปตีหวยครับ

คาดว่าคงได้เรื่องแน่นอน...แดงเดือด

คิก ๆ ๆ
__________________
ขอฝากชีพถวายงานสานพระศาสน์.......ให้พิลาสสัทธรรมนำกุศล

ขอฝากชื่อลือเลื่องเฟื่องหมู่ชน............ตราบชีพจนเสวยผลพ้นนิพพาน
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 122 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลูกเจ้าคุณนรฯ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 30-10-2009, 08:32
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๓."ผีไม่ดุจริงหรือ? (กุฏิแดงภาคสอง)"

เมื่อเริ่มปรับตัวได้กับสภาพของพื้นที่,ทั้งอาหารการกิน,การหลับการนอน,มีบ้างที่ฝันถึงสาว ๆ (ผีหรือเทวดาหรืออะไรก็แล้วแต่ถ้ามาแบบนี้....ค่อยยังชั่วหน่อย) สงสัยมาทดสอบกามราคะ พวกเล่นมาแบบนุ่งน้อยห่มน้อย เจอกันแทบทุกท่าน บางท่านเจอติด ๆ กันหลายคืนจนทนไม่ไหว มาเล่าสู่กันฟังเพื่อหาวิธีป้องกัน.......

"ท่านเอาจีวรนอนคลุมแทนผ้าห่มเลย รับรองมันเข้ามาไม่ได้หรอก ธงชัยพระอรหันต์" เสียงคำแนะนำลอยมาตามลมและแล้วคนที่นำไปใช้ก็คือ "หลวงพี่โยธิน (ทิดโย)" เพราะปกติท่านกลัวผีแบบขึ้นสมองและแล้วก็ได้บทสรุปตอนเช้า ด้วยหน้าตาที่อิดโรย ขอบตาคล้ำ เดินบิณฑบาตแทบไม่ไหว จะต้องขอหลบไปนอนจำวัดกับ "หลวงพี่ดอย" (พระสันติภพ) คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย

หลวงพี่โย :หลวงพี่ ขนาดผมนอนห่มจีวรแล้วกะว่าจะกันพวกนั้นได้ โธ่หลวงพี่..เมื่อคืนมันเล่นมาทีเดียวห้าตนเลย สวย ๆ ทั้งนั้น นางเอกหนังจีนแบบที่ผมชอบทั้งนั้น กระโดดหลบแทบไม่ทัน"

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ผมถามจริง ๆ นะ ท่านกระโดดหลบหรือกระโดดเข้าใส่กันแน่.....

ปกติทำวัตรเช้าตอน ๐๔.๐๐ น.เริ่มจากนั่งกรรมฐาน ๓๐ นาที แล้วเริ่มทำวัตรเช้า หลวงพ่อท่านจะนำสวดเสมอ พระ-เณร เองต้องตื่นก่อนเวลาเพื่อทำธุระส่วนตัว ใครขยันหน่อยก็ตื่นตั้งแต่ตีสอง หาที่สงบ ๆ ทำกรรมฐานหรือเดินจงกรมตามแต่สะดวกของแต่ละท่าน

ส่วนทำวัตรเย็นจะเริ่ม ๑๘.๑๕ น. เริ่มสวดมนต์ถวายหลวงปู่สายก่อน ถึงประมาณ ๑๘.๕๐ น. มีเวลาให้พระ-เณรทำธุระส่วนตัว ๑๐ นาที ก่อนเริ่มทำวัตรเย็นบนศาลา ๑๙.๐๐ น.หลังจากนั้นประมาณ เกือบ ๆ สองทุ่ม หากหลวงพ่อท่านมีเวลาก็จะสนทนาธรรม,ตอบถามปัญหาในเรื่องการปฏิบัติกับพระ-เณร หลังจากนั้นก็แยกย้ายกัน บ้างก็พักผ่อน บ้างก็หาที่สงบทำกรรมฐานกันต่อ เพราะ ๒๐.๐๐ น. จะเปิดเสียงตามสาย (ธรรมะ) ของหลวงพ่อฤๅษี เป็นตอน,ตอนละ ๓๐ นาที

พระ-เณรส่วนใหญ่ก็มักจะมีคู่หูในการปฏิบัติชนิดว่า ไปไหนไปกันเป็นคู่บ้าง ไปเดี่ยวบ้าง ผมเองก็มักจะไปทำกรรมฐานกับ "หลวงพี่ปราโมช" (หลวงพี่โมช) เสมอ ๆ

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ :หลวงพี่เราไปทำกรรมฐานกันที่กุฏิแดงดีกว่าคืนนี้ แต่ผมขอแนะนำก่อนว่าต้องเคารพสถานที่มาก ๆ แบบสงบเสงี่ยมเจียมตัวสุด ๆ ไปเลยนะหลวงพี่

หลวงพี่โมช : แล้วแต่หลวงพี่นำ ผมตามอยู่แล้ว
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาพหลวงพี่ปราโมชกับเจ้าลูกเจี๊ยบทั้งเจ็ด



หลวงพี่ปราโมชกับเจ้าลูกเจี๊ยบที่หลวงพี่ท่านเฝ้าประคบดูแลตั้งแต่ยังเป็นไข่อยู่ในรัง ถือว่าเป็นโชคดีของเจ้าลูกเจี๊ยบพวกนี้ แต่สุดท้ายก็โดนสุนัขในวัดซึ่งจับมือใครดมไม่ได้(จับตีนหมาดมไม่ได้)ว่าเป็นเจ้าตัวไหน? กัดตายหมด ผมเองก็ได้แต่ปลอบใจท่านหลวงพี่โมชไปว่า

"หลวงพี่อย่างน้อยชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายที่พวกเขาเกิดเป็นเดรัจฉาน ตอนนี้เจ้าลูกเจี๊ยบทั้งหมดคงไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าแล้วล่ะหลวงพี่ เพราะเขาจำภาพหลวงพี่ได้ จำภาพพระสงฆ์ที่คอยดูแลเอาใจใส่ค่อยเอาข้าวเปลือก เอาน้ำให้เขากินได้"
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 158 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 30-10-2009, 10:01
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ในใจผมเองก็คิดว่ามีเพื่อนมาร่วมทำกรรมฐาน ไอ้ที่เรากลัว ๆ อยู่นั้นอย่างน้อยก็หารสอง....ถ้าเจอก็เจอทั้งคู่ เอาวะงานนี้ตายเป็นตาย ตบท้ายด้วย "หลวงพี่โมชเจออะไรอย่าวิ่งนะ เอาสงบ ๆ เข้าไว้" (ถ้าวิ่งก็รอผมด้วย)

หลังจากค่อย ๆ เดินขึ้นไปด้วยความเรียบร้อยเจียมตัว กราบตรงยกระดับ แล้วตรงไปหน้าโต๊ะหมู่บูชา ค่อย ๆ บรรจงเปิดไฟล์บรวงสรวงชุมนุมเทวดาของหลวงพ่อ ตามต่อด้วยสมาทานพระกรรมฐาน
บรรยากาศมันช่างชวนให้กลืนน้ำลายไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่
แล้วก็ค่อยหลับตาลงเข้าสู่สมาธิภาวนา....สัมปจิตฉามิ ๆ ๆ ๆ ๆ
พิจารณาความเป็นไปว่า เกิด,แก่,เจ็บ,ตาย เป็นธรรมดาแต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ อยู่ก็มีเสียงฝีเท้าคนเดินไปเดินมา บรรยากาศค่อย ๆ เย็นลง สักครู่อึดใจก็มีเสียงเหมือนอะไรกระโดดลงมาแล้วก็เดินผ่านไป....หลวงพี่ปราโมชจะเป็นอย่างไรอันนั้นผมไม่รู้ พระท่านบอกว่าห้ามไปสนใจจริยาของคนอื่น แต่ผมว่างานนี้ "เจอ" ของจริงเข้าแล้วก็เร่งภาวนา "เต็มสปีด" จนบรรยากาศค่อย ๆ สบายขึ้นมามีสุขในสมาธิจนถึงเวลาอันควรแล้วจึงค่อย ๆ กล่าวนำหลวงพี่ปราโมชให้ออกจากกรรมฐาน อุทิศส่วนกุศล จังหวะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนสายตาก็กวาดมองไปรอบ ๆ ..............ไม่เจออะไร กราบพระแล้วก็ค่อย ๆ เดินแบบรีบ ๆ เก็บอาการออกมา พอถึงชั้นล่างหน้า "กุฏิประจวบดี" บรรยากาศการสนทนาก็เริ่มขึ้น

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพี่เมื่อกี้ได้ยินเสียงอะไรไหม บนกุฏิตอนเราทำสมาธิ มันเหมือนเสียงคนเดินไปเดินมา แล้วมีเหมือนอะไรตกลงมา (หน้าตาคงจะซีด ๆ ตามเคย)

หลวงพี่ปราโมช : ได้ยินสิหลวงพี่ สงสัยหลวงพี่แอ๋วคงขึ้นไปเดินจงกรมกระมัง เพราะท่านอธิษฐานไม่นอนตอนกลางคืนตลอดพรรษานี้

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ผมว่าถ้าเป็นหลวงพี่แอ๋วก็ดีสิ กลัวมันจะไม่ใช่น่ะสิหลวงพี่ หลวงพี่พอจะทราบเรื่องราวของกุฏิแดงบ้างไหมละ?

หลวงพี่ปราโมช :เปล่า ไม่ทราบเลยครับ

กรรมของกระผมนึกว่าทราบแล้ว เห็นว่าไม่กลัวเลยชวนกันไปเป็นเพื่อน คงจะเป็นที่พึ่งของกระผมได้ งานนี้สรุปใครพึ่งใครกันแน่ ระหว่างเดินขึ้นบันไดกุฏิประจวบดีมองไปเห็นหลวงพี่แอ๋วท่านสนทนาธรรมกับ "หลวงพี่ขวัญชัย" (ครูบาขวัญชัย) อยู่พอดีงานนี้เลยได้สอบถามไปว่า

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพี่ ๆ เมื่อกี้หลวงพี่ไปเดินจงกรมบนกุฏิแดงมาหรือเปล่าครับ

หลวงพี่แอ๋ว : เปล่านี่,ผมก็คุยกับท่านขวัญชัยอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว..ไม่ได้ขึ้นไปเดินจงกรมเลย

งานนี้ผมและหลวงพี่ปราโมชต่างก็มองหน้ากันชนิดที่เรียกว่า "สายตาเป็นสื่อของหัวใจ" ห้องใครห้องมันกุฏิใครกุฏิมันนะหลวงพี่ เอาไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะไปแก้มืออีกครั้งที่กุฏิแดง แต่รออีกนานหน่อยกว่ากำลังใจมันจะฟิตเท่าเดิม....โดนงานนี้โดนเต็ม ๆ



กวาดทางออกเดินบิณฑบาต บรรยากาศเหมือนวัดป่า ผมแอบมาเดินจงกรมช่วงสาย ๆ อยู่บ่อย แสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้มากระทบพื้นดินเกิดเป็นบรรยายที่สวยงามตางามใจ.......คิดถึงวัดจริง ๆ
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 30-10-2009 เมื่อ 13:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 30-10-2009, 14:22
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๔."อยากจะสึก อยากได้อภิญญา จะเอาอะไรกันแน่"

หลังจากกระวนกระวายใจว่าเหลืออีกไม่กี่วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว งานนี้โดนกรอบของเวลา ๓ เดือนจะอยู่ได้หรือ โธ่มันนานนะ มันเล่นงานจนอยากจะสึก พระใหม่ต่างคนก็ต่างเก็บอารมณ์เหล่านี้เอาไว้ พยายามหาอะไรฆ่าเวลาทำกัน คุยกันบ้างจนคุยกันมากเกินไปไม่เป็นอันปฏิบัติ จนกระทั่งตัวกระผมเองแทบจะเดินไปขอ "สึก" กับหลวงพ่อวันละร้อยครั้ง เหตุการณ์ก็ดำเนินไปแบบนี้เรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปใกล้เข้าพรรษาไปทุกขณะ หลวงพ่อท่านคงทราบเพราะท่านมักจะกล่าวว่า

"พระบวชใหม่ พระใหม่มันก็มักอยากจะสึกวันละร้อยครั้งนั่นแหละ เมื่อก่อนผมเองก็เป็นแบบนี้ เป็นเรื่องธรรมดาและธรรมชาติ"

มันก็ไม่ได้ทำให้กำลังใจของทุกท่านดีขึ้นเท่าไหร่ ต่างพยายามหาทางออกให้ตัวเองกันไป สุดท้ายหลวงพ่อก็สอนหลังจากทำวัตรเย็นว่า

"พวกคุณจำได้ไหมว่า วันแรกที่คุณบวชเข้ามากำลังใจของคุณมัน "ฮึกเหิม" ขนาดไหน?.... วันนี้ผมเห็นพวกคุณทำท่าจะตายกัน ผมขอบอกเลยว่า ไอ้ที่จะตายน่ะไม่ใช่พวกคุณหรอก "เจ้ากิเลส" ต่างหากมันกำลังจะตาย เพราะมันโดนกดด้วยศีล แล้วตีกรอบด้วยเวลาอีกตั้งสามเดือน มันเลยดิ้น ดิ้นทุกวิถีทางเพื่อจะให้มันรอด..............ในเมื่อมันจะตายแล้วพวกคุณไปสงสารมันทำไม สมาธิทำกันไว้ให้เยอะ ๆ จะได้มีแรงไปสู้กับเจ้ากิเลสมัน ถ้าฟุ้งมากก็หางานทำแล้วก็ภาวนาไปด้วยนั่นแหละเป็นการปฏิบัติทั้งนั้น ไอ้ประเภท เช้าเอน,เพลนอน,เที่ยงพักผ่อน,เย็นจำวัด,ดึก ๆ ตื่นขึ้นมาซัดม่าม่า เดี๋ยวก็ได้สึกกันหมด จำเอาไว้นะ เรามาเพื่อฝึกตน ญาติโยมเขารอบุญจากพวกเราอยู่ ไม่ว่าจะภพใดภูมิใดก็ตาม จำเอาไว้ บวชน้อยก็ให้เป็นเพชรที่มีค่ามีราคา ไม่ใช่แค่กำลังขี้หมาแบบนี้"

งานนี้นั่งเงียบคอตกกันเป็นแถว แต่ก็เชื่อในคำสอนของหลวงพ่อท่าน เอาวะตายเป็นตาย กิเลสตายไม่ใช่ตูจะตายปรับเปลี่ยนกำลังใจกันยกใหญ่,ฟิตกันซะเครื่องร้อนไปหมด......

ไอ้เรื่องที่กระผมมาบวช ก็หวังจะพิสูจน์กำลังของผ้าเหลืองว่า จะทำให้กำลังในการปฏิบัติสมาธิภาวนามันสูงขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้เคยได้คุยกับ "ทิดตู่" อยู่บ่อย ๆ และแล้วมันก็เป็นจริง อยู่ ๆ มันก็มีนิมิตของกสิณไฟเข้ามา ประมาณว่าแค่จับเล่น ๆ แต่มันได้นิมิตในอุคหนิมิตมาจริง ๆคราวนี้ก็เที่ยวประกาศบอกสอนคนอื่นเขาไปทั่ว พอกลับมาทำเองคราวนี้มันเข้าอารมณ์นั้นไม่ได้ มารู้ความจริงจากหลวงพ่อว่า

"เรื่องของความเป็นทิพย์ที่ถ้าเรานำไปบอกคนอื่นทั้งหมด,ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้หรอก มันพูดได้เท่าที่ควรพูด ถ้าหากคุณบอกไปหมด อีกสามชาติคุณก็ไม่มีทางได้ฤทธิ์,ได้อภิญญาหรอก"
งานนี้เล่นเอาผมซึมไปเลย กำลังใจที่มันดีใจมันกลับเปลี่ยนเป็นอยากจะ "สึก" อีกครั้งงานนี้มันมากกว่าเดิมร้อยเท่าพันเท่า
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



จารพระขรรค์โสฬสทองเหลือง (หางานทำแก้ฟุ้งตามที่หลวงพ่อสั่ง) ของคณะแม่ชีชื่นที่นำเข้าพิธีโสฬส ให้บูชาที่วัดใครสนใจไปเช่าได้เลยครับ
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 145 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 30-10-2009, 14:38
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ นรินทร์ อ่านข้อความ
ความฮึกเหิมก่อนบวชของท่านพี่ทิดรัตน์ครับ

๒๒ วันก่อนอุปสมบท -> http://www.watthakhanun.com/webboard...read.php?t=525
ตอนนั้นมันคึก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วคึกไม่ออกนะ "ใครว่าบวชแล้วง่าย ๆ สบาย ๆ ขอเรียนเชิญครับ ที่วัดท่าขนุนแล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตคุณมันเปลี่ยนไป "
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 30-10-2009 เมื่อ 14:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 126 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 30-10-2009, 15:03
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๕."เมื่อฟ้าท่านเมตตา ภาค ๑"

หลังจากที่กระผมกำลังใจตกอย่างมาก เพราะเรื่องการรักษาอารมณ์และการยึดติดมากจนเกินไปว่าต้องได้แบบนั้นแบบนี้ ไม่ยอมปล่อยวาง อยู่ก็ได้รับความเมตตาเหมือนฟ้าประทานให้

หลวงพ่อ : ท่านรัตน์,ท่านปราโมช วันนี้ไม่ต้องบิณฑบาต ห่มดอง,พาดสังฆาฎิ ฉันเช้ากับผมที่โรงครัวตอนตีห้า แล้วเดินทางไปกับผมร่วม ๆ เจ็ดร้อยกว่ากิโลเมตร

คำสั่งแบบสายฟ้าแลบของหลวงพ่อผ่ากบาลของกระผมและหลวงพี่ปราโมชตอนจบทำวัตรเช้า เล่นเอาพระเพื่อนและกระผมงงกันไปตาม ๆ กัน สงสัยไปกรุงเทพฯ

ตอนฉันเช้าหลวงพ่อท่านเมตตาสอนอีกว่า

หลวงพ่อ : ผมสนิทแต่ไม่สนมกับพวกคุณ เพราะมันต้องมีเส้นวางเป็นกรอบเอาไว้ คุณจะเห็นว่าแม้แต่กับพวกโยมเองก็ตาม ผมจะวางตัวแบบนี้เสมอ ๆ ไม่อย่างนั้นจะเหลิงกัน
ไอ้ตรงทางเดินขึ้นมาจากสะพานแขวนตรงนั้นมันเป็น "ทางผีผ่าน" ทีแรกผมว่าจะสร้างกุฏีตรงนั้น แต่มาตัดสินใจว่าไม่สร้างดีกว่าไม่อยากจะเหนื่อยไปรบกับผี

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพ่อครับแล้วถ้าเราจำเป็นต้องสร้างบ้านตรงทางผีผ่านละครับ ต้องทำอย่างไรครับ

หลวงพ่อ : ก็ต้องเก่งพอ ๆ กัน มันถึงจะพอสู้กันได้.....
อิ่มแล้ว พระใหม่ฉันข้าวกับผมน่ะไม่ค่อยจะอิ่มกันหรอก เพราะผมอิ่มก่อนเสมอ เอาตีห้ายี่สิบออกเดิน เข้าให้น้ำห้องท่าให้เรียบร้อยแล้วไปขึ้นรถที่หน้ากุฏิผม

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ และ หลวงพี่ปราโมช : ครับหลวงพ่อ

หลังจากนั้นรถก็ออกเดินทาง จะไปไหนพวกกระผมก็ยังไม่รู้เพราะไม่กล้าถามหลวงพ่อท่าน ท่านให้ไปเราก็ไป ดีใจได้นั่งใกล้ ๆ ท่านแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว....
ในรถก็ได้มีโอกาสสอบถามพระอาจารย์ชนิดแบบตัวต่อตัวเรื่องของนิมิตกสิน ท่านหัวเราะแล้วก็ตอบว่าให้ทำใหม่เดี๋ยวก็ได้ใหม่

หลังจากนั้นไม่นานกระผมและหลวงพี่ปราโมชก็ทราบว่า หลวงพ่อกำลังเดินทางไปวัดท่าซุงเพื่อไปกราบขอพรหลวงพ่อฤๅษี อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของท่านมาทุกปี จะก่อนหรือหลังวันเข้าพรรษาไปแล้วก็ตาม ถือว่าไปบอกกล่าวเรียนแจ้งครูบาอาจารย์ท่าน ตามแบบฉบับของหลวงพ่อเล็ก ไปถึงก็ตรงไปถวายสังฆทานชุดใหญ่ที่วิหารสมเด็จองค์ปฐม หลังจากนั้นก็เดินทางไปกราบพระศพหลวงพ่อฤๅษีที่วิหารร้อยเมตร พวกกระผมก็ได้อานิสงส์ในงานนี้ด้วย ถือเป็นตัวแทนพระใหม่ทั้งวัดมารายงานตัวต่อหลวงปู่หลวงพ่อ

พอเสร็จแวะฉันข้าวแล้วทำธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหลวงพ่อแล้วก็เดินทางกลับวัดท่าขนุนทันที

พอไปถึงพระเพื่อน ๆ รู้เข้าว่า กระผมและหลวงพี่ปราโมชไปวัดท่าซุงกับหลวงพ่อมา ก็พากันจิตตกกัน ต่างกล่าวว่าทำไมตัวเองไม่ได้ไปแบบนี้บ้าง ผมเองก็ได้แต่ปลอบใจว่า ท่านอย่าจิตตกไปเลย พวกผมเดินทางกันเหนื่อยนะ แล้วบุญที่ถวายสังฆทานหลวงพ่อก็ตั้งใจให้ทุกท่านเท่า ๆ กันขอท่าน ๆ จงโมทนาบุญนี้เทอญ

ถึงจะผ่านงานนั้นมา กำลังใจของผมก็ยังไม่ดีขึ้นเพราะยังไม่ยอมปล่อยวางแบบเดิม จนกระทั่งวันหนึ่ง กระผมโทรไปหา เพื่อนรุ่นน้องสอบถามถึงอีเมล์ตอบกลับของครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งผมได้ส่งอีเมล์ไปหาท่าน เพื่อเรียนแจ้งท่านให้ทราบว่า กระผมลาบวชและขอพรจากท่านเอาไว้ให้มีความเจริญในทาน,ศีล,ภาวนา ให้เพื่อนรุ่นน้องตรวจสอบว่ามีอีเมล์ตอบกลับจากท่านมาหรือไม่? เผื่อจะเป็นประโยชน์อะไรกับตัวผมบ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 141 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 30-10-2009, 15:49
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๖."เมื่อฟ้าประทาน ภาค ๒"
ฟ้าประทานครั้งแรกคือหลวงพ่อท่านเมตตาสั่งสอนและให้ข้อคิด ตลอดจนท่านเมตตาพาไปวัดท่าซุง
ฟ้าประทานครั้งที่สองคือ กระผมได้รับอีเมล์ตอบกลับมาจาก ครูบาอาจารย์ที่ผมเคารพยิ่งอีกท่านถึงท่านจะอยู่ไกลแสนไกล ถึงแม้กระผมและท่านจะไม่เคยพบกันทางกายเนื้อ แต่ท่านก็ให้ความอนุเคราะห์กระผมเสมอมาในทุกเรื่องของการปฏิบัติ ท่านตอบมาดังนี้ว่า...(ให้โยมเพื่อนอ่านให้ฟังทางโทรศัพท์ แล้วกระผมก็จดเอาไว้อ่านเตือนใจตัวเองเสมอ ๆ )

"ถูกต้องแล้วโยม การจะเป็นพระดี...มันยาก วันนี้อาตมาอยากให้โยมใช้โอกาสที่ตัดสินใจละทางโลกนี้ให้เกิดประโยชน์
ศึกษาพระธรรมวินัย อย่าได้หวังฤทธิ์เดช หรือสิ่งใด ๆ ในพระพุทธศาสนาเลย หากทำไม่ได้ก็ให้สงบนิ่ง นิ่งและนิ่ง
ไหน ๆโยมก็เลือกเส้นทางนี้แล้วอาตมาก็อนุโมทนาแต่อยากให้ทำจริงจัง ไม่ใช่เพราะอยากเพียงอย่างเดียวความอยากมักให้โทษเสมอ

ชาติหนึ่งเราจะมีโอกาสไม่กี่ครั้งหรอกโยมที่จะได้บวช บางคนครั้งเดียวในชีวิตด้วยซ้ำที่ทำตามพ่อแม่
อาตมาจะเป็นกำลังใจให้อีกแรง

ทำทุกวันให้สุข...สุข....สุข

เจริญพร"


อ่านแล้วกระผมแทบจะร้องไห้ ท่านรู้ว่าผมทำอะไรอยู่ ท่านให้กำลังใจและข้อคิดเสมอ ถึงเวลาแล้วกระมัง ถ้ากระผมเองจะยืนบนเส้นทาง
แห่งนี้ ต้องปรับกำลังใจใหม่อีกครั้ง จะมานั่งซึมแล้วอยากได้โน่นได้นี่ไม่ได้แล้ว ต้องลุยทำไปก่อน ถ้าทำ,ถ้าปฏิบัติโอกาสยังมี แต่ถ้ามานั่งแบบคนหมดอาลัยตายอยากแบบนี้มันได้เหมือนกัน คือ "แหกพรรษา" แน่นอน

เอาอีกฉบับหนึ่ง ถือว่ากระผมแถมให้ในฐานะที่เรา ๆ ท่าน ๆ เป็นนักปฏิบัติกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

"โยมรัตน์ อาตมาอยากให้โยมนิ่งให้มากกว่าที่เป็น ทุกอย่างไม่มีอะไรได้มาง่ายเหมือนปอกกล้วย เมื่อถึงเวลาอะไร ๆ จะเปิดทางให้โยมเอง หลายต่อหลายครั้งที่โยมก้าวเข้ามาเกือบถึงอาตมาแล้ว แต่ความอยากที่มากไปจนกลายเป็นกิเลสที่เป็นฉากกั้นอยู่ จงจำไว้ว่าจะหาอาตมาไม่ยากหรอก ละความอยากในใจออกให้หมด เมื่อเวลาและกุศลผลบุญอำนวยโยมทั้งสองจะได้พบอาตมาเองอย่าคิดมา "ทางลัด" เพราะมันจะมาไม่ถึงจริงและสิ่งที่เห็นมันจะเป็นแค่ภาพในใจที่โยมปรุงขึ้น

วันหนึ่ง ๔ ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกัน เมื่อทุกอย่างพร้อม

เจริญพร"

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



จากจุดชมวิว "เนินสวรรค์" เส้นทางไปคลิตี้
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 133 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 30-10-2009, 21:29
สณ.นิรนาม สณ.นิรนาม is offline
สมาชิก
 
วันที่สมัคร: Sep 2009
ข้อความ: 3
ได้ให้อนุโมทนา: 1,069
ได้รับอนุโมทนา 589 ครั้ง ใน 12 โพสต์
สณ.นิรนาม is on a distinguished road
Default

ดุ ๆ กันทั้งนั้นเลย แจกอย่างกับแจกทอง ทั้งแดงเหลืองปลิวว่อนไปหมด
สู้ ๆ ครับโยมรัตน์ ผมจะได้ช่วยแจก ฮ่า ๆ
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 90 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ สณ.นิรนาม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 31-10-2009, 08:29
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๗."ความขยันกับขี้เกียจมันอยู่ใกล้กันนิดเดียว"

คืนหนึ่งก่อนทำวัตรเย็น มีกระดาษที่ข่าวใบเล็กพร้อมกับข้อความ
วางอยู่บนอาสนของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านหยิบอ่านดู จึงประกาศบอกว่าเป็นบัตรสนเท่ห์เขียนไปสอบถามหลวงพ่อดังนี้ว่า

"๑.มีบางท่านบอกว่าเขาบวชมาไม่ใช่เพื่อมาขนอิฐ,ขนทราย แบบนี้มันถูกหรือไม่ขอรับ?"

"๒.การที่เราเห็นเพื่อนพระทำงานกลางฝน แล้วทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ต้องลงไปร่วมช่วยกันนั้นอยู่ในข้อธรรมแห่ง "พรหมวิหาร๔" หรือไม่ขอรับ?"

อันนี้ผมเองก็เกิดความเสียวไส้ในใจขึ้นทันที เพราะปกติคนที่มักจะตั้งคำถามเรียนสอบถามหลวงพ่อมากที่สุด ตอนหลังทำวัตรเย็นก็คือกระผมเอง ชนิดที่เรียกว่าถามจนพระเพื่อนให้ความไว้วางใจ ใครจะสอบถามปัญหาธรรมกับหลวงพ่อแล้วไม่กล้าถามก็มักจะมาขอความช่วยเหลือให้กระผมถามแทนให้เสมอ (มันน่าจะคิดรายการละ ๒๐ บาทต่อหนึ่งคำถามนะ) กลายเป็น "บุคคลสาธารณะ" (ไม่รู้ว่าท่านเหล่านั้นจะเห็นว่ากระผมเสือกทุกเรื่องหรือไม่ขอรับ) ที่เสียวไส้นั้น เพราะกลัวว่าท่าน ๆ เหล่านั้นจะหาว่าผมเขียนบัตรสนเท่ห์ไปฟ้องหลวงพ่อซิครับ (เดี๋ยวงานเข้าอีก)

มีครั้งหนึ่ง "หลวงพี่ปู" ท่านให้ถามเกี่ยวกับฆาตกรที่ชื่อ "ไอ้ไหล" เพราะเห็นว่าเจ้าฆาตกรคนนี้มันหนีตำรวจได้ทุก ๆ ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ตำรวจก็ล้อมจับอยู่เห็น ๆ หลวงพี่ปูท่านสงสัยว่ามันมีวิชาดีอะไรหรือมันทำกำลังใจอย่างไร ทั้ง ๆ ที่มันเอาวิชาเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ประทุษร้ายบุคคลอื่น เลยมาฝากกระผมถามหลวงพ่อให้

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพ่อครับ หลวงพ่อรู้เรื่องฆาตกรที่ชื่อ "ไอ้ไหล" หรือไม่ขอรับ ทำไมเขาถึงใช้วิชาหนีตำรวจได้ทุกครั้งครับ

หลวงพ่อ : ไม่เห็นมีอะไรเลยก็เขามั่นใจในคาถา กำลังใจเขาเต็ม เมื่อกำลังใจเต็มมันก็เกิดผล...ไม่เห็นมีอะไรเลย......

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : แล้วอย่างพวกกระผม "พระใหม่" ควรภาวนาคาถาอะไรดีครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : ภาวนาคาถา "สัมปจิตฉามิ" ให้ทรงตัว แล้วให้เพื่อนพระเอาขวานจามหัวดูว่าเข้าหรือไม่เข้า

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ :

พระเพื่อน ๆ ทุกองค์ : เดี๋ยวผมจามให้

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : (แน่จริง ! เจอกันหลังกุฏิประจวบดี)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ทำไมมันหนักอย่างนี้ ๑๒๐ กิโลกรัม!!!!....เฮ้ย ๆ ข้างบนทำไมยืนยิ้มอย่างเดียวล่ะ โอ้ย!!!ปวดหลังสงสัยแก่แล้ว (บุญใดที่ลูกได้ทำดีแล้ว ขอตะกรุดเมเพิ่มอีกดอกขอรับ หลวงพ่อ)
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 10-02-2011 เมื่อ 04:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 134 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 31-10-2009, 08:48
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ย้อนกลับที่คำถามในบัตรสนเท่ห์ หลวงพ่อท่านเมตตาตอบว่า....

"๑.มีบางท่านบอกว่าเขาบวชมาไม่ใช่เพื่อมาขนอิฐ,ขนทราย แบบนี้มันถูกหรือไม่ขอรับ?"

หลวงพ่อท่าน : "ถูก" แต่ถูกของมันคนเดียวนะ อยากจะรู้ว่าวัน ๆ หนึ่ง มันจะทำสมาธิเข้ากรรมฐานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงหรือไม่......... งานของพระมีทั้งเรื่องของการฝึกจิตและการฝึกกาย การทำงานก็ทำให้เป็นกรรมฐานได้ เอาจิตจดจ่อกับงานมันเข้าไปสิ งานในวัดพระก็ช่วยกันต้องทำสิ

"๒.การที่เราเห็นเพื่อนพระทำงานกลางฝน แล้วทนไม่ได้ ต้องลงไปร่วมช่วยกันนั้นอยู่ในข้อธรรมแห่ง "พรหมวิหาร๔" หรือไม่ขอรับ?"

หลวงพ่อ : แสดงว่าคุณมีจิตที่ฝึกมาดี ที่พิจารณาได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ได้กุศลทั้งนั้นแหละงานในวัดถ้าเราตั้งใจทำ อานิสงส์มันคูณแสน,คูณล้าน

งานนี้ได้ข้อธรรมกันไปถ้วนหน้ากัน ต้องโมทนากับ "ผู้เขียนบัตรสนเท่ห์" ฉบับนี้ เพราะกระตุ้นหลาย ๆ ท่านให้รู้และเข้าใจว่า "ทำงานแล้วได้อะไร โดยเฉพาะงานในหน้าที่ของพระ" สะใจพระวัยรุ่นแย้มฝาโลง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ถ่ายภาพหมู่หลังงานเสร็จ "สรุปแล้วพ่อนาคทั้งสองคงจะไม่เปลี่ยนใจนะ"
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 02-11-2009 เมื่อ 06:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 133 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 01-11-2009, 08:47
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๘."กุฎิแดงภาคสอง..หลวงพี่...น่ากลัวกว่าผี"

หลังจากวนเวียนหาสถานที่สิงสถิต (ขอใช้สำนวนให้มันดูชวนน่าสนุก) ในการนั่งสมาธิ ก็พบมีหลาย ๆ สถานที่ภายในวัดที่ส่งเสริมในเรื่องของทำสมาธิเป็นอย่างยิ่ง เช่น กุฏิเจ้าที่,วิหารสมเด็จองค์ปฐม,กุฏิหลวงปู่สาย,บนศาลาหน้าองค์,บนพระเจดีย์ที่ยอดเขา (เดิน ขึ้น-ลง สักสามรอบแล้วคุณจะรู้ว่า ข้อเข่าของคุณนั้นยังแข็งแรงอยู่หรือไม่) และสถานที่วัดใจแบบสุด ๆ ได้แก่ "ป่าไผ่ในป่าช้า"

พวกกระผมเคยออกเดินสำรวจช่วงประมาณสองทุ่มมาแล้ว ตอนแรกมีอาสาสมัครอยู่หลายรูป พอไปเข้าจริง ๆ เหลือแค่ ๖ รูป นำทีมโดย "ท่านพระครูน้อย" แรกก็เดินกันห่าง ๆ พอเข้าไปในป่าช้าลึก ๆ บรรยากาศของต้นไม้ก็ดี ความมืดก็ดีมันทำให้สามัคคีกลมเกลียวกันโดยอัตโนมัติ ชนิดที่เรียกว่า "คุณก้าว,ผมก็ก้าว,คุณหยุดผมก็หยุด,หากคุณจะวิ่ง,กรุณาตะโกนบอกและรอผมด้วยนะ" หมั่นเช็คยอดคนอยู่เสมอว่า มา ๖ ท่านมันจะกลายเป็น ๗ หรือไม่ ? หลังจากผ่านป่าช้ามาได้ อะไร ๆ ก็ดูง่ายไปหมด ก็เหลือแค่กุฏิแดงที่ต้องไปแก้มืออีกครั้ง.......

และแล้ว "นัดล้างตา" ก็เกิดขึ้น คราวนี้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มอีกสามรูป ได้แก่ หลวงพี่ปู,หลวงพี่ต้อม,หลวงพี่ขวัญชัย,กระผมและหลวงพี่ปราโมช กลายเป็นห้าเกลอหัวแข็ง ผีก็ผีเถอะ คราวนี้มากันเป็นหมู่คณะ แต่เพื่อความไม่ประมาทกระผมเองก็บอกเตือนทุกท่านอีกครั้งว่า "กรุณาแสดงความเคารพต่อสถานที่ด้วยนะครับและเจออะไรแล้วกรุณาอย่าวิ่ง ให้ผมดูดี ๆ ก่อนหากกระผมวิ่งก็ตามสุดฝีเท้าได้เลย"

ว่าแล้วก็ค่อย ๆ เดินเกาะกลุ่มกันขึ้นไป ผมเองเรื่องการเก็บอาการนั้นรับรองไม่มีใครสู้ได้ "ทำเป็นนิ่ง" แต่ในใจมันเต้นอย่างกับว่าเสียงหัวใจมันมาเต้นอยู่ที่ต้นคอ

หลังจากกราบพระ,กราบสถานที่แล้วเปิดพัดลมและไฟไว้หนึ่งดวงผมเองก็หาข้ออ้างต่อพระเพื่อนไปว่า "ให้อากาศมันถ่ายเทและเปิดไฟสักดวงสร้างบรรยากาศ" หลังจะเปิดไฟล์เสียงบวงสรวงชุมนุมเทวดาของ "หลวงพ่อฤๅษี" จากโทรศัพท์มือถือเอาฤกษ์เอาชัยแล้ว หลังจากนั้นก็ร่วมกันบูชาพระรัตนตรัย,สมาทานพระกรรมฐาน แล้วกระผมก็นำพระเพื่อนทุกรูป "ตัดร่างกาย,ไล่นิวรณ์" ว่ายังมีข้อใดคั่งค้างอยู่ในใจหรือไม่ เมื่อทุกท่านสงบดีแล้วก็นำไปกราบพระที่พระนิพพาน อารมณ์กำลังสงบได้กำลังได้ความรู้สึก อยู่ ๆ !!!! ไฟที่เปิดเอาไว้ก็ดับลง! กระผมเองพยายามใช้หูให้เป็นประโยชน์มากที่สุดฟังว่ามีใครวิ่งก่อนผมหรือไม่พร้อมกับเร่งคำภาวนาเต็มที่ สัมปจิตฉามิ ๆ ๆ ๆ เท่าที่สังเกตทุกท่านยังนั่งกันเป็นปกติ (งานนี้ตูโดนอีกแล้วใช่หรือไม่....) ใจดีสู้เสือพูดออกไปเตือนสติทุกท่านว่า "เอาใจอยู่ที่คำภาวนา เอาจิตจดจ่ออยู่ลมหายใจ" (ปลอบใจพระเพื่อน ๆ และตัวเอง) หลังจากนั้นไม่นาน "พัดลม" ที่เปิดอยู่ อยู่ ๆ มันก็ปิดเองโดยอัตโนมัติ!!!

เหมือนเดิมตามสเต็ปของผมคือพยายามใช้หูให้เป็นประโยชน์มากที่สุดฟังว่ามีใครวิ่งก่อนผมหรือไม่ พร้อมกับเร่งคำภาวนาเต็มที่ สัมปจิตฉามิ ๆ ๆ ๆ เท่าที่สังเกตทุกท่านยังนั่งกันเป็นปกติ ใจดีสู้เสือ พูดออกไปเตือนสติทุกท่านว่า "เอาใจอยู่ที่คำภาวนา เอาจิตจดจ่ออยู่ลมหายใจ เรามาทำกรรมฐาน เรามาทำความดีและความดีนี้เราขอให้ทุกท่านในที่นี้ร่วมโมทนา เรา....." ไม่ทันขาดคำ ไฟที่ปิดอยู่ (มืดสนิท) ก็ติดขึ้นเองอีกครั้ง ทุกท่านเริ่มหวั่นไหวแล้ว ผมเองก็ทนไม่ไหวแล้ว จึงค่อย ๆ กลั้นใจลืมตาดู (หากเจออะไร คราวนี้กะว่าจะส่งสัญญาให้ทุกท่านวิ่งแล้ว) หลวงพี่ขวัญชัยเองก็เช่นกัน

สิ่งที่เห็นประจักษ์เต็มสองตา ก็คือหลวงพี่ปูกำลังเดินจะเอาปลั๊กพัดลมไปเสียบ!!!

หลังจากนั้นทุกท่านก็ออกจากสมาธิตามเวลาไล่เลี่ยกันและแล้วการสนทนาก็เกิดขึ้น

หลวงพี่ขวัญชัย : หลวงพี่ปู...ทำเอาไรน่ะ คนอื่นเขาตกใจกันหมด มันไม่ดีนะแบบนี้ กลัวมาก ๆ เดี๋ยวมันจะบ้าสติแตกกันไป หลวงพี่ใช่ไหมที่ปิดไฟ,แล้วปิดพัดลม ?

หลวงพี่ปู:ผมไม่ได้ปิดพัดลม..ผมถอดปลั๊กพัดลม ที่ปิดไฟก็เพื่อสร้างบรรยากาศ..ผมอยากฟังหลวงพี่รัตน์นำนั่งมโนฯ แบบชัด ๆ

หลวงพี่ต้อมหันมายิ้มแบบสีหน้าถอดสีพร้อมพูดว่า "ถ้าหลวงพี่ปูเอามือมาจับตัวผมตอนที่ไฟมันดับอยู่ผมคงสติแตกแน่ ๆ"

หลวงพี่โมช : มันอันตรายนะ "หลวงพี่ปู" แบบนี้คนที่เขาจิตไม่แข็งพอจะสติแตกได้

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ผมนึกว่างานนี้เจอของจริงเข้าแล้ว ลองหลวงพี่ปูเอามือมาจับตัวผม ผมก็วิ่งเหมือนกัน แต่ระหว่างเป็นลมก่อนกับวิ่งก่อนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าอันไหนจะเกิดก่อนกัน

หลวงพี่ขวัญ : เราออกไปก่อนดีกว่าวันนี้ โอ้โห......มันน่านะ (ท่านหัวเสียไปเลย)

หลวงพี่ปูก็ยิ้มแบบแห้ง ๆ ไปตามระเบียบและแล้วข่าวการผจญภัยบนกุฏิแดงก็แพร่สะพัดออกไปยังเพื่อนพระท่านอื่น ๆ ต่างก็หัวเราะกันท้องแข็ง.....
---------------------------------------------------------



หลวงพี่ขวัญชัยกับภาระกิจที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อ "งานดูแลรองเท้าของพระผู้ใหญ่" ที่มา "งานบุญครบรอบวันมรณภาพ ปีที่ ๑๗ พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงปู่สาย อคฺควํโส) วันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒"



หลวงพี่ปูประจำตรง "โต๊ะรับลงทะเบียนพระ-เณรจากตำบลต่าง ๆ" ที่มา "งานบุญครบรอบวันมรณภาพ ปีที่ ๑๗ พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงปู่สาย อคฺควํโส) วันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒"
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 13-02-2013 เมื่อ 05:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 129 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 02-11-2009, 19:03
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๙."บันไดปราบเซียน"

เส้นทางการบิณฑบาตสงเคราะห์ญาติโยมของวัดท่าขนุนช่วงเข้าพรรษาจะมีอยู่สี่เส้นทาง คือ ตลาดทองผาภูมิ,ปอมเป,วังใหญ่,บ้านบน ตอนแรกหลวงพ่อท่านประกาศรับอาสาสมัครบิณฑบาตสายปอมเป ก็มีกระผม,พระครูน้อยเป็นหัวหน้าชุด,อาจารย์พงษ์,หลวงพี่ดอย ,หลวงพี่คมสันต์,หลวงพี่อ้น หลวงพี่คมสันต์ท่านมาล้มป่วยเป็นมาเลเรียช่วงงานหลวงพ่อจังหวัดจึงเปลี่ยนเป็น "ขาจร" มาแทน คือใครสนใจหรืออยากเปลี่ยนจะบรรยากาศก็เชิญมาได้เลยยินดีต้อนรับทุกท่าน กระผมเองวันแรกเต็มกำลังใจเต็มที่ แต่กำลังตีน (ฝีเท้า) มันสู้ไม่ไหวบิณฑบาตหรือว่า "แข่งเดินเร็วกันแน่"

พระครูน้อย : หลวงพี่ผมขออภัยด้วยนะ เราต้องกลับไปถึงโรงครัวก่อนสายตลาด

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ครับ ๆ หลวงพี่ (โอ้โห...สุดยอด..ลิ้นห้อย)

ช่วงนั้นกำลังใจยังไม่ทรงตัวด้วย อย่างที่บอกว่า "มันอยากจะสึกสักวันละร้อยครั้ง" ช่วงบิณฑบาต "สายปอมเป" ภาวนาอะไรไม่ได้เลย เพราะกังวลเรื่องการเดิน กลัวไม่ทันเพื่อนด้วย เป็นอย่างนั้นอยู่ประมาณหนึ่งอาทิตย์ เห็นท่าไม่ดีถ้าเป็นแบบนี้เราขาดทุนยับแน่ ๆ ภาวนาก็ไม่ได้ขณะที่เดินแล้วจะเอาอะไรไปสงเคราะห์ญาติโยมเขา....จึงได้กราบเรียนสอบถามหลวงพ่อหลังทำวัตรเย็น

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : หลวงพ่อครับผมบิณฑบาต"สายปอมเป" ผมเดินไม่ทันแล้วจับลมหายใจภาวนาก็ไม่ได้ด้วยครับ

หลวงพ่อท่านตอบด้วยประโยคสั้น ๆ แต่มีความหมายกินใจเหลือเกินว่า "ฝีมือยังไม่ถึง" บาดลึกไปถึงทรวงและแล้วกระผมก็ของเมตตาพระครูน้อยเปลี่ยนสายบิณฑบาตเป็นสายตลาดแทน เพราะคิดดีแล้วว่า เราเดินได้,จับคำภาวนา,จับลมหายใจได้ สงเคราะห์ญาติโยมได้เต็มที่และมันจะได้ไม่ขาดทุนในส่วนของเรามากนัก เรื่องนี้หลวงพ่อท่านเคยสอนเสมอว่า เวลาเดินบิณฑบาตให้ภาวนาหรือจับภาพพระไปด้วย ญาติโยมที่เขาใส่บาตรจะได้อานิสงส์เต็มที่

พระหนุ่มก็มีบ้างที่สายตามันจะสอดส่องหาอะไรสวย ๆ งาม ๆ หลายต่อหลายครั้งที่หลวงพ่อหันมามองพระเพื่อน (อันนี้ขอยืนยัน,นอนยัน,ตะแคงข้างยันว่า "ไม่ใช่ผม") ชนิดที่ว่า บรรยากาศใส ๆ กับภาพสาวสวย ๆ กลายเป็น "อสุภกรรมฐาน" ทันที

มาถึงช่วงที่ชาวบ้านเรียกว่า "วังลังกา" มีบ้านคุณป้าท่านหนึ่งท่านใส่บาตรเสมอ ๆ ทุกวัน แต่ตรงผนังหน้าบ้านนะสิ..ที่มีปัญหา ผมว่าไม่น่าจะใช่ป้าท่านติดเอง ลูกชายของป้ามากกว่าที่ติดรูป......ไว้หน้าบ้านแผ่นเบ้อเร่อ "งานเข้า" เล่นเอาพระหนุ่มวุ่นวายใจกันยกใหญ่...

ยุบหนอ..พองหนอ...ยุบหนอ..พองหนอ... เฮ้ย ๆ เอาบาตรกด "มัน" เอาไว้สิท่าน หรือไม่ก็ "หักคอไอ้เท่ง" ( "มัน" คือ โปเตโต้)

ปกติเวลาเดินบิณฑบาตพอรู้ว่าเป็นสาว ๆ ใส่บาตร ก็ก้มหน้าก้มตากันตามระเบียบ แต่มองไปเห็นง่ามเท้า "ขนาดง่ามเท้ายังสวยเลย" (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ จริง ๆ แล้วอยากใช่คำว่า "ง่ามตีน" แต่มันไม่เหมาะสมกับหน้าตาอย่างกระผมจึงใช้คำว่า "ง่ามเท้า" ดีกว่า) พ่อเจ้าประคุณ! อะไรมันจะขนาดนั้น วันนั้นผมเห็น "ง่ามเท้า" ของน้องหญิงคนหนึ่งบังเอิญเธอเหยียบขี้ไก่ด้วยสิ งานนี้มันไม่สวย....อย่างที่คิด เลยได้ "อสุภะง่ามเท้า" มาพิจารณาเป็นกรรมฐานแทน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



บิณฑบาตสาย "บ้านบน" ร่วมกับคณะหลวงตากวี,หลวงตาอ๊อด,หลวงตาอภิชาติ ชาวบ้านร้านตลาดแถบนี้มีเชื้อสาย "มอญ-พม่า" เยอะมาก แต่ "ศรัทธา" ที่เขามอบให้พระพุทธศาสนาช่างน่ายกย่องยิ่งนักหลายต่อหลายครั้งที่กระผมเห็นภาพคนเฒ่าคนแก่ ค่อย ๆ บรรจงนั่งพับเพียบลงกับพื้นดินแล้วกราบลงแทบเท้า ถึงแม้บางบ้านจะดูจากสภาพบ้านแล้ว นั่นมันบ้านหรือเพิงพัก เขายังให้ความอนุเคราะห์,สงเคราะห์ชนิดที่เรียกว่า "คนเมืองต้องอาย"

__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 28-06-2010 เมื่อ 22:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 122 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 02-11-2009, 23:12
ชินเชาวน์'s Avatar
ชินเชาวน์ ชินเชาวน์ is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Oct 2008
ข้อความ: 257
ได้ให้อนุโมทนา: 13,952
ได้รับอนุโมทนา 42,185 ครั้ง ใน 1,038 โพสต์
ชินเชาวน์ is on a distinguished road
Default

พูดถึงเรื่องการบิณฑบาต สมัยบวชอยู่ถ้ำทะลุ และต้องไปบิณฑบาตกับหลวงพี่หน่อย ระยะทางไปกลับประมาณ ๖ กิโลเมตร เรื่องก็มีอยู่ว่า...

ณ สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง มีพระใหม่เดินถือบาตรขึ้นเนินเขาแล้วเหนื่อย พลางบ่นกับพระผู้อาวุโสกว่าว่า
พระใหม่ : หลวงพี่ครับ ทำไมหลวงพี่ไม่เหนื่อยละครับ ?
พระอาวุโส : อาจารย์บอกว่า ถ้าเราเอาจิตเกาะกาย มันจะเหนื่อย
พระใหม่ :
พอถึงช่วงลงเนินเขา
พระใหม่ : หลวงพี่ครับ หลวงพี่อย่าเดินเร็วนักสิครับ ผมตามไม่ทัน
พระอาวุโส : ผมเดินไม่เร็วหรอก แต่อาจารย์บอกว่า การเดินนั้น ก้าวแรกกับก้าวสุดท้ายนั้นต้องก้าวยาวเท่ากัน
พระใหม่ :

พอกลับถึงวัด พระใหม่เห็นพระผู้อาวุโสกว่า เดินทางมาถึงวัดก่อนตั้งนานแล้ว และยังเดินมาช่วยรับบาตรจากพระใหม่ ในช่วงที่ต้องเิดินขึ้นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา พร้อมกับถามว่า
พระอาวุโส : เป็นอย่างไร เหนื่อยมากไหม ?
พระใหม่ : ที่สุดของแจ้แล้วครับ หลวงพี่...
พระอาวุโส : มีอยู่วิธีหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยากไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน...
พระใหม่ : ทำอย่างไรหรือครับ ?
พระอาวุโส : ถ้าคุณขอข้าวเทวดากินได้ ก็ไม่ต้องไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน หลวงพี่อนุญาต
พระใหม่ :
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 121 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ชินเชาวน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #19  
เก่า 04-11-2009, 12:10
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,591
ได้รับอนุโมทนา 42,538 ครั้ง ใน 908 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

๑๐."หลวงพี่บาตร-เณรลูกนิมิต"

เณรที่กินจุที่สุดในวัดท่าขนุน ต้องยกนิ้วหัวแม่โป้งทั้งซ้ายและขวาให้กับ "เณรหมี" หากท่านใดไม่เชื่อ ลองเอาทุเรียนหมอนทองทั้งลูกไปถวายดูรับรอง "เณรหมี" ฉันหมดทั้งลูก จะเหลือก็แต่เม็ดทุเรียนกับเปลือกทุเรียนเท่านั้น....อีกเรื่อง,หลวงพ่อเรียกเณรหมีว่า "เณรหมีมือระฆัง" ไม่ว่าจะใช่เวรตีระฆังของเณรหมีหรือไม่ก็ตาม เณรหมีก็มักจะขึ้นไปให้กำลังใจพระแทบทุกครั้ง ท่านไหนหมดแรงในการตีกลองย่ำรุ่ง-ย่ำค่ำขอให้บอก "มา...หลวงพี่เดี๋ยวผมตีเอง" เท่านั้นเป็นอันเรียบร้อย จะติดปลายนวมสัก ๒๐ บาทเณรหมีก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับ.....(รับรองไม่กล้าแอบไปเล่นเกมส์แน่นอน....ไม่อย่างนั้นเจอไม้เรียวหลวงพ่อแน่ ๆ)

ไม้ตีหรือจะเรียกว่าไม้กระทุ้งระฆังทำจากไม้แดงรูปร่างคล้าย ๆ "สากตำข้าว" ดีนะที่บนหอระฆังไม่มีกระด้งสักลูกสองลูก วันดีคืนดีเณรหมีแปลงร่างเป็น.......ขึ้นมาแล้วจะยุ่ง เณรก็ซนตามประสาเด็ก

ไม้ตีระฆังถ้าจะถามว่าหนักหรือไม่ ครึ่งนาทีแรกมันไม่หนักเท่าไหร่ แต่จังหวะรัวระฆังนาน ๑ นาทีก็เล่นเอาหน้าซีดเผือดกันไปหลายท่าน
ด้วยรูปร่างอันสันทัดของ "เณรหมี" จึงเป็นที่รักใคร่ของหลวงพี่ทั้งหลาย หน้าที่ประจำคือคอยไปตักน้ำแข็งและหาน้ำหาท่าให้พระฉันตอนทำงาน แต่อาจจะหายไปนานหน่อย เพราะบางครั้งแวะไปเล่นกับสุนัขในวัดอยู่นานสองนาน จนต้องส่ง "หน่วยทะลวงฟัน" ไปตาม ถ้าไม่ใช่ "เณรเจ" ก็จะเป็น "เจ้าโด่ง" เด็กวัด แต่ถ้าส่งเจ้าโด่งไปตามเณรหมี คราวนี้ก็จะหายเงียบไปทั้งคู่เป็นประจำ สุนัขบางตัวแค่ได้ยินเสียงเณรหมีก็วิ่งหนีแทบไม่คิดชีวิตแล้ว

เณรหมี : หลวงพี่รัตน์ หลวงพี่พกบาตรมาด้วยหรือ?

แรก ๆ กระผมก็งง ทำงานขนทรายอยู่ตูจะเอามาได้อย่างไรละเณร
มารู้ว่าเณรหมีหาว่าผมอ้วน "พุงของผมเท่าบาตร" มันน่าจะโดน..

ทัดฤทธิ์-ทิดรัตน์ : ถ้าของหลวงพี่เท่าบาตรของเณรหมีก็ใช่ย่อยนะอย่างกับ "ลูกนิมิต" จะเอาไปถวายวัดไหนหรือพ่อคุณเล่นเอาเณรเงียบไปเลย

แต่ในเรื่องของการกินแล้วนั้น หากได้มีโอกาสสังเกตมองช่วงที่เณรหมีฉันข้าว เราจะเห็นว่านั่นคือช่วงที่มีความสุขที่สุดในโลกของเณร.......หลายต่อหลายครั้งที่ทุกสายตาจับจ้องมองแต่เณรหมีเพราะทุกท่านอิ่มแล้ว แต่ "เณรหมียังไม่อิ่ม" จะขึ้น "ยะถา-สัพพี" ก็ยังไม่ได้......หลวงพี่บางท่านทนไม่ไหวตะโกนถาม "เณรหมีอิ่มหรือยัง" เล่นเอาเณรหมีตกใจทุเรียนเม็ดงาม ๆ แทบหล่นจากปากมันช่างขัดลาภปากเณรหมีจริง ๆ

เรื่องของการสวดมนต์ เณรหมีได้ฉายาอีกอย่างจากผมว่า "เณรหมีแปดหลอด" พลังเสียงแบบดับเบิ้ลเซอร์ราวด์เล่นเอาพระหนุ่ม ๆ อายเณรไปเหมือนกัน.......

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



เณรหมีทำงาน (แถมขอ "เล่น" ไปด้วยนะหลวงพี่)



หลวงพี่ขอ "หมี" ดังสักคน
__________________
สักวันหนึ่งสี่ชีวิตจะได้พบซึ่งกันและกันเมื่อทุกอย่างพร้อม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-11-2009 เมื่อ 17:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 122 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #20  
เก่า 04-11-2009, 12:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,129
ได้ให้อนุโมทนา: 59,849
ได้รับอนุโมทนา 2,682,774 ครั้ง ใน 19,373 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อเล็กเล่าให้ฟังว่า ตอนไปบิณฑบาตชาวบ้านเขาสงสัยว่าทำไมเณรหมีจึงได้อ้วนกว่าตอนก่อนบวช ชาวบ้านก็คาดการณ์ไปต่าง ๆ นานา ว่าเณรหมีต้องแอบฉันมื้อดึกแน่เลย แต่ความจริงหลวงพ่อบอกว่า "ก่อนทำวัตรเย็นมันล่อโอวัลตินไป ๓ แก้ว พอทำวัตรเสร็จมันเอาอีกแก้ว จะไม่ให้อ้วนได้อย่างไร"

นอกจากนั้นแล้วก็มีอีกท่านหนึ่งที่เริ่มส่อเค้าบ่งบอกว่ากำลังเข้าสู่ฐานะ "มีอันจะกิน"

เถรี : หลวงพ่อคะ รู้สึกว่าเณรท่านนั้นแลดูมีน้ำมีนวลขึ้น
หลวงพ่อ : อ๋อ เขาเปลี่ยนจากคำว่า "ฉัน" เป็น "แดก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 14-11-2014 เมื่อ 20:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 118 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:30



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว