กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > เรื่องธรรมะ และการปฏิบัติ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 05-09-2011, 14:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เล่าสู่กันฟังภาค ๔

เล่าสู่กันฟังภาค ๔ นี้ เถรีกราบเรียนขออนุญาตพระเมตตาหรือหลวงพี่เอ นำข้อความที่ท่านเคยได้โพสต์ไว้ในเว็บกระโถนข้างธรรมาสน์มาเผยแพร่ต่อ แต่ละข้อความพระคุณหลวงพี่เก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้สังเกตจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ พระคุณหลวงพ่อเล็ก แล้วนำมาเรียบเรียง ถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกกระโถนข้างธรรมาสน์ในครั้งนั้น

เถรีเป็นหนึ่งในสมาชิกของเว็บกระโถนข้างธรรมาสน์ ติดตามอ่านข้อความของพระคุณหลวงพี่มาตลอด จึงขอนำมาเล่าต่อให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกครั้งในเว็บวัดท่าขนุนแห่งนี้ค่ะ

กราบขอบพระคุณหลวงพี่เอ มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ _/\_




พระอาจารย์ และพระเมตตา งานบวงสรวงเปิดบ้านสุมโน
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg IMG_4604-1.jpg (43.6 KB, 1392 views)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 08-09-2011 เมื่อ 10:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 186 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 05-09-2011, 14:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เคยเตือนใครต่อใครให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า เราพยายามละกิเลส แต่ไม่ใช่ไปโยนกิเลสใส่หัวชาวบ้าน หมายความว่าเราทำตัวเหมือนคนไม่มีกิเลส ไม่มีอะไรกับใคร แต่ในความเป็นจริง ตัวเรานั่นแหละกลับกลายเป็นคนที่ทำความหนักใจ ให้อิดหนาระอาใจ เป็นที่รังเกียจของชาวบ้าน ทั้งด้วยกาย วาจาและใจ โดยที่เขาก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

''โลกมีไว้ให้เหยียบ มิได้มีไว้ให้แบก'' นี่เป็นอีกหนึ่งคำคมของพระอาจารย์



พระเมตตา
๗ มิถุนายน ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 203 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-09-2011, 14:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พูดถึงเรื่องความทุกข์นั้น ท่านอาจารย์เคยบอกว่า ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราค้นหากันมาทุกภพทุกชาติ และในขณะนี้ความทุกข์นั้นได้มาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปเสียเวลาหาที่ไหนอีก เราควรจะขอบคุณโอกาสอันดี ที่เราจะได้เห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยในวัฏฏะเพราะประโยชน์จากความทุกข์นั่นเอง


สำหรับนักปฏิบัติ การที่เราได้เกลือกกลั้วอยู่บนกองทุกข์นั้น เปรียบเสมือนว่าเราได้เงินทองกองใหญ่เป็นทุน รู้จักใช้ทุนให้เป็น ด้วยความสมบูรณ์แห่งสติและปัญญาก็จะทำให้เราไปถึงจุดที่ปรารถนาได้อย่างรวดเร็ว สาธุชนทั้งหลายท่านจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด


พระเมตตา
๕ กรกรฎาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 201 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 05-09-2011, 15:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ครั้งหนึ่งเคยนั่งอันดับเพื่อจะบวชพระที่วัดท่าขนุน ก่อนที่นาคจะเข้าโบสถ์ก็ต้องมีการเวียนรอบอุโบสถ บรรดาญาติโยมเจ้าภาพก็ต่างโห่ร้อง เต้นแร้งเต้นกาตามภาษา

พระอาจารย์หันมาอมยิ้มแล้วบอกว่า "ไม่รู้ว่าคุณเห็นเหมือนผมหรือเปล่า?
ผมมองพวกคนเหล่านั้นที่เต้น ๆ กันอยู่ เหมือนกับส้วมในสมัยก่อนที่ยังไม่มีคอห่าน เวลาถ่ายก็เล็งให้ตรงร่องแล้วก็ว่ากันให้จบ เมื่อมองลงไปก็จะเห็นหนอนยั้วเยี้ยไปหมด ไม่ต่างอะไรกับคนเหล่านี้เลย

เรามองในมุมที่สูงกว่าจึงเห็นได้อย่างนี้
แต่คนเหล่านั้นกลับมองไม่เห็น เหมือนกับหมู่หนอนที่รื่นเริงอยู่ในอาจม แล้วก็คิดว่าโลกเรานั้นเป็นดินแดนแห่งความสุขที่สุดแล้ว"
ขณะนั้นอาตมาก็เห็นจริงอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ และรู้สึกว่าเราโชคดีที่มีครูบาอาจารย์ที่แสนประเสริฐคอยชี้นำหนทางให้เสมอ

ในเวลาทุกข์ ในเวลาที่เราเดือดร้อน ท่านจะคอยแนะนำและเป็นกำลังใจให้เสมอ อาตมาคิดต่อทันทีว่า แล้วเราจะทำอะไรเพื่อท่านได้บ้าง? ใจก็ตอบทันทีว่า เราจะต้องทำให้ท่านเหนื่อยน้อยที่สุด พยายามทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งของตัวเองให้มากที่สุด อาจารย์จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับเรา ถือว่าเป็นการแบ่งเบาและเป็นการตอบแทนคุณท่านด้วย

ทุกวันนี้ก็พยายามอยู่
และก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้กับญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านที่มีความปรารถนาจะหลุดพ้นเหมือน ๆ กัน โดยไม่ต้องมาเวียนตายเวียนเกิดบนโลกที่เหมือนกองอาจมใบนี้อีก



พระเมตตา
๗ มิถุนายน ๒๕๔๙


__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 204 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 05-09-2011, 19:45
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คาถาอีกาวิดน้ำ

อะปิ นุ หะนุกา สันตา มุ ขัน จะ ปะริสุดสะติ
โอระมามะ นะ ปาเรมะ ปูระเตวะ มะโห ทะทีติ


พระอาจารย์บอกว่า เป็นคาถาทวงหนี้และตามของหาย ท่านยังบอกอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นคาถาใด ๆ จะผิดหรือจะถูกก็ตาม ถ้าท่องด้วยสมาธิแล้วจะได้ผลสำเร็จทั้งนั้น ขอให้มีศรัทธา เชื่อมั่น และตั้งใจจริง

ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ หรือการทำสมาธิด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้เราเป็นผู้มีจิตหยุดนิ่ง การสวดมนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเกิดสมาธิได้ง่าย ยิ่งถ้าสวดจนใจโปร่งสบาย รู้สึกว่าการสวดมนต์ของเราช้าลงจนถึงขั้นอยากจะหยุดสวด ก็ไม่ต้องแปลกใจ ไม่ต้องฝืนกำลังใจ ดึงกลับมาสวดใหม่ เพราะบทสวดมนต์ก็เหมือนกับคำภาวนานั่นเอง

สมาธิจิตที่สูงขึ้น ๆ คำภาวนาก็จะค่อย ๆ หายไป ฉันใดฉันนั้นจิตก็จะชุ่มชื่นและเป็นสุขอยู่กับความสงบนั้น ส่วนอานิสงส์แห่งคาถาเราได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เคยได้ยินพระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า บางทีท่านสวดพระคาถาเงินล้านยังไม่ถึงจบก็กินเวลาเป็นชั่วโมง ขอให้ญาติโยมจงเป็นผู้ไม่ประมาท แบบอย่างที่ดีเราก็มีแล้ว อะไรที่ควรรู้เราก็รู้มากแล้ว จงรีบตามครูบาอาจารย์ไปเถอะ เดี๋ยวท่านจะไม่รอนะ

ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๗ สิงหาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 197 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 06-09-2011, 07:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ว่ากันเรื่องของคาถาท่านปู่พระอินทร์กันดีกว่า เป็นคาถาที่มีความสำคัญกับพวกเรามาก โดยเฉพาะคนที่กำลังเรียนหรือศึกษาอยู่ จะมีผลมากด้านความจำ หรือการทำข้อสอบก็จะมีความถูกต้องแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ อันนี้ต้องลองถามจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงหลายต่อหลายท่าน สำหรับคนที่ไม่ทราบก็จะขอพิมพ์ไว้ให้ ดังนี้

สหัสสะเนตโต เทวินโท ทิพจักขุง วิโสธายิ

ที่สำคัญต้องต่อด้วย

อิกะวิติ พุทธะสังมิ โลกะวิทู

จะยิ่งได้ผลมาก

ว่าไปแล้วยุคนี้เราจะมีแค่ทาน แค่ศีลนั้นไม่พอแล้ว
หากแต่เราต้องเน้นตัวภาวนาให้มากเข้าไว้ เพราะตัวภาวนาจะช่วยให้เราอยู่อย่างปลอดภัย และอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขอย่างที่บอกแล้วว่า คาถาต่าง ๆ เป็นวิธีที่จะช่วยให้เกิดสมาธิได้ดี ถ้าเรารู้สึกว่าคำภาวนาสั้นไป ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นคาถาสั้น ๆ หรือบทสวดมนต์ที่ไม่ยาวนัก อย่างคาถาเงินล้าน เป็นต้น

ไม่ต้องสวดกันยาวยืดจนเหนื่อย และเราอาจใช้ประคำช่วยในการภาวนาก็ได้ พระอาจารย์ท่านก็ใช้เหมือนกัน ท่านบอกว่าช่วยเรื่องสมาธิได้ดี ที่ผ่านมาท่านก็แจกประคำอยู่เป็นระยะ ๆ ท่านบอกว่าให้คอยสังเกต ถ้าท่านแจกประคำก็หมายความว่าอยากให้ภาวนาให้มาก ๆ นี่เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่จะพอแนะนำได้ สำหรับพวกทีจิตใจฟุ้งซ่านลองนับลูกประคำดูบ้างก็ได้ ผลก็จะเกิดกับตัวเราเองไม่ใช่ใครที่ไหน


พระเมตตา
๘ สิงหาคม ๒๕๔๙



__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 188 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 06-09-2011, 09:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ส่วนใหญ่การตอบคำถามของพระอาจารย์ ท่านมักจะดูคนถามด้วย คำถามเดียวกันอาจตอบไม่เหมือนกัน อยู่ที่กำลังใจของแต่ละคน คนที่จะไปพระนิพพาน สิ่งที่สำคัญก็คือความมั่นใจและศรัทธาแท้ในพระรัตนตรัย เชื่อในคำที่ครูบาอาจารย์สอนโดยไม่สงสัย เพื่อผลการปฏิบัติที่สมบูรณ์ที่สุด การฝึกมโนมยิทธิก็เช่นกัน การตัดสินใจทันทีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องเด็ดขาดและไม่ลังเล ผลจึงจะปรากฏชัด

ในการปฏิบัตินั้น พระอาจารย์ท่านต้องการความสม่ำเสมอในการปฏิบัติมากกว่า คือ ต่อเนื่อง ไม่ละทิ้ง การที่เราเร่ง ๆ ๆ ปฏิบัติ จนหมดแรง พอเลิกปฏิบัติก็ถือว่าเลิกทุกอย่างนั้นไม่ควร พยายามรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดเวลาได้ยิ่งดี

ท่านบอกว่าที่เราทำแล้วไม่ค่อยได้ผล ก็เพราะว่าเราทำไม่ต่อเนื่อง
พอทำได้ดีสักหน่อยก็หยุด โดยที่ไม่ได้สังเกตว่าที่เรารู้สึกสบายใจก็เป็นเพราะผลที่เราเพิ่งทำมา ถ้าเราทำต่อเนื่องไปก็จะช่วยประคับประคองกำลังใจให้ดีได้ ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระของท่านอาจารย์ ไม่ต้องหิ้วปีกกันมาตอนต้นเดือน เพื่อเยียวยากัน


คนเราถ้าเอาจริง มีความตั้งใจจริง เรียกได้ว่าแทบจะสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว อย่ามัวแต่ไปสนใจจริยาของชาวบ้าน ถ้าเราปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่าในใจเราของเราเองยังมีเรื่องที่ต้องทะเลาะ ต้องจัดการกับตัวเองอีกมากทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่เต็มในใจ รอแต่เราที่จะเป็นผู้สะสางได้คนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครช่วยใครได้ เพราะฉะนั้น..จงเฝ้าระวังใจของตนให้ดี

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2011 เมื่อ 10:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 185 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 06-09-2011, 09:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์ท่านพูดให้ฟังอยู่ว่า "ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก เพียงแต่การตอบคำถามของผม เป็นการตอบเพื่อยืนยันการปฏิบัติที่พวกเขาทำมาแล้ว รู้มาแล้ว ให้มั่นใจยิ่งขึ้นก็แค่นั้นเอง ความจริงเขาก็ทำกันได้อยู่ แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรกัน ไม่ค่อยมีความมั่นใจกันเลย"

คล้ายกับคำถามที่ว่า "ผมปรารถนาพุทธภูมิ ผมจึงอธิษฐาน ขอคำว่า "ลา" จงอย่าเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอีก จะถูกต้องไหมครับ ?" ดูคนถามจะภูมิใจเล็ก ๆ แต่คำตอบที่ได้ กลับเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางกระหม่อม พระอาจารย์ตอบว่า "กำลังใจยังห่วยแตกมาก..!"

คราวนี้คนถามหน้าถอดสีไปหน่อย แล้วท่านก็อธิบายว่า
"คนที่ปรารถนาพุทธภูมินั้น ถ้าบารมีเข้มข้นจริง ๆ เขาไม่มามัวนั่งกลัวการลาหรอก เขาเห็นว่าการเกิดเป็นขนมหวานของเขาอยู่แล้ว มีอะไรก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไปเดี๋ยวก็ถึง" อย่างนี้เป็นต้น


พวกเราก็เช่นกันในฐานะนักปฏิบัติ ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ก็คืออดีตและอนาคต สนใจแต่เรื่องของปัจจุบันก็พอ พยายามอยู่กับลมหายใจของเราให้มาก จงมั่นใจว่าสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนนั้น ท่านทำมาหมดแล้ว จึงเอาผลที่งดงามมาให้ ไม่ผิดแน่ พวกเราถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง เหลือแต่ทำอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อความสุขของตัวเราเอง


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๔ ตุลาคม ๒๕๔๙

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 194 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 06-09-2011, 21:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การภาวนานั้น มีกุศโลบายต่าง ๆ มากมายในการที่จะทำให้การภาวนาสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด การนับลูกประคำก็เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การทำภาวนามีผลดี โดยส่วนตัวจะภาวนาคาถาเงินล้านเป็นปกติ โดยการว่าคาถา ๑ คำต่อ ๑ เม็ด (ลูกประคำ) เพราะถ้าเป็น ๑ จบ ต่อ ๑ เม็ด (ลูกประคำ) รู้สึกจะนานไป อันนี้สุดแท้แต่ความชอบหรือความถนัดของแต่ละคน


ความจริงแล้วจะใช้คาถาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ได้บังคับ แล้วแต่ความสบายใจของแต่ละบุคคล เคยถามพระอาจารย์ว่า ท่านมีวิธีการในการนับประคำอย่างไร ? ท่านบอกว่า "ผมทำอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน แต่ก็ถูกและได้ผลทุกที"

ท่านแนะนำว่า
เวลาที่ท่านนับลูกประคำ ท่านจะนึกว่าลูกประคำ ๑ เม็ด คือพระ ๑ องค์ พร้อมกับนึกถึงภาพองค์พระแต่ละองค์เลื่อนไปตามเข็มนาฬิกา ตามจังหวะของการนับลูกประคำ ทำไปพร้อม ๆ กัน ถ้าทำได้จิตจะเพลิดเพลินและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก จะว่าคาถาอะไรก็สัมฤทธิ์ผล ถ้าทำกันจริง ๆ จัง ๆ ถือว่าเป็นของไม่ยาก ที่ว่ายาก คือยากที่จะทำมากกว่า (ไม่ยอมทำ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 178 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 06-09-2011, 21:43
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ลองคิดดูว่า ถ้าต่างคนต่างนับลูกประคำ หรือภาวนาตลอดด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีเวลาที่จะไปเกะกะ หาเรื่องชาวบ้านได้ตอนไหน ? เพียงแค่เริ่มจากกลุ่มนักปฏิบัติ กลุ่มเล็ก ๆ นี้ไปก่อน ความสงบสุขก็จะค่อย ๆ บังเกิดขึ้นเอง

การบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่มีใครช่วยใครได้ ทุกคนต้องลงมือทำเอง การยึดติดแต่ครูบาอาจารย์จนประมาทเกินไปนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง พระอาจารย์ท่านพร้อมที่จะไปได้ทุกเวลา เหลือแต่เราเท่านั้น ภาวะต่าง ๆ รอบด้านก็แสนจะบีบคั้น จงเข้าใจไว้ว่า ความทุกข์ก็คือครูที่ดีที่สุดของเรา เราต่างเสาะแสวงหามาทุกภพทุกชาติ บัดนี้ความทุกข์นั้นได้มาอยู่ต่อหน้าเราแล้ว เป็นกำไรอย่างยิ่ง จงทำความทุกข์ให้ตกผลึก และเร่งก้าวข้ามให้พ้นไป

บางคนอาจจะเห็นว่าพระอาจารย์ยังหนุ่ม ยังแข็งแรง ยังพูดได้ หัวเราะได้สบาย ๆ คงจะอยู่กับเราอีกนาน บ้างก็ว่าเดี๋ยวพระท่านก็คงต่ออายุให้ ไม่เป็นไรมากหรอก พระอาจารย์ท่านฟังแล้วท่านขำ ๆ พร้อมกับพูดว่า "โยมเก่งกว่าผมอีก ที่รู้ชีวิตผมดีกว่าตัวผมเอง" เพราะท่านเองไม่เคยประมาทในชีวิตเลย

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 173 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 06-09-2011, 21:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

อีกอย่างหนึ่งท่านเคยพูดว่า "ผมปฏิบัติมาอย่างเต็มที่ ทุกวันนี้ผมเองยังไม่เคยคิดว่าผมพ้นนรกเลย แล้วพวกคุณล่ะ ?"

ทำให้เราเองรู้สึกสลดว่า เรากำลังประมาทเกินไป บางคนอาจจะรู้สึกอิจฉาบรรดาลูกสาวของท่าน (ลูกบุญธรรม ) ว่าท่านพูดดีด้วย คอยเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี จนนึกน้อยใจ ทีกับพวกเราไม่เห็นท่านพูด ท่านทำอย่างนี้เลย ข้อนี้ท่านเคยบอกว่า "ถ้าผมตายตอนนี้ คนที่น่าสงสารที่สุด คือบรรดาลูกสาวของผมนั่นแหละ..!"

เพราะฉะนั้น...เราอย่าได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้น่าสงสารเลย พยายามยืนด้วยตัวเองให้ได้ นอกจากจะสร้างประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเองแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่นได้ด้วย ร่วมด้วยช่วยกันทำไปวันละนิดวันละหน่อย อาจท้อได้แต่ห้ามถอย เดี๋ยวก็ถึงเอง


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 03:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 169 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 07-09-2011, 16:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สำหรับบางคนที่ถูกพระอาจารย์ตำหนิแรงบ้าง เบาบ้าง ต้องถือว่าเป็นผู้โชคดีแล้ว เพราะยังอยู่ในสายตา บางทีท่านอาจจะเห็นว่า ถ้าช่วยสะกิดตรงนี้ให้อีกนิด ก็จะทำให้คนนั้นมีกำลังใจที่ก้าวหน้าขึ้น แต่วิธีการที่ท่านจะช่วยสะกิดนั้นยากที่จะคาดเดา เพราะเป็นของเฉพาะบุคคล หากว่าเราจะทำอะไรถูกหรือผิดก็ตาม แล้วท่านกลับไม่มองไม่สนใจไยดีเลย อันนี้สิน่ากลัวมากกว่า

บางครั้งท่านเปรย ๆ ว่า เดี๋ยวนี้ใจมันจืด ๆ เหมือนคนใจดำ แต่ถึงอย่างไร ความเมตตาของท่านก็ยังล้นออกมาให้เรารับสัมผัสได้เสมอ

ถ้าเราถูกเลือกให้เป็นผู้เข้าสอบ ก็จงทำข้อสอบให้เต็มความรู้ความสามารถเถิด อย่าพยายามใช้คำว่า "สอบตกเดี๋ยวซ่อมได้" อะไรทำนองนั้น พระอาจารย์เองก็เตือนให้ระวังเสมอเรื่องของข้อทดสอบในรูปแบบต่าง ๆ แม้แต่ตัวท่านเองก็อาจจะเป็นเครื่องมือของมารในการเข้าทดสอบเราได้

ท่านว่า มารเขาเก่ง เขาจะใช้คนทุกคน หรือเรื่องทุกเรื่องที่จะทำให้เราหวั่นไหว และพ่ายแพ้ บางทีคนที่เรารักและบูชาที่สุดอาจทำให้เราเสียใจที่สุด แล้วในที่สุดเมื่อรู้ความจริงภายหลังก็สายเสียแล้ว

ดังนั้น..ความเป็นผู้มีสติจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นักปฏิบัติบางคนที่ปฏิบัติมานาน แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน กลับไร้สติ ทำอะไรไม่เป็นเลยก็มีมาก

จึงทำให้สรุปได้ว่า อย่าหวังพึ่งใครเลย ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าท่านชมก็อย่าเพิ่งดีใจ ถ้าท่านติก็อย่าเพิ่งเสียใจ พระอาจารย์พูดเสมอว่า ถ้าเรายังฟูหรือยังแฟบอยู่อย่างนี้ใช้ไม่ได้ พยายามรักษากำลังใจของเราให้ทรงตัวตลอดเวลายิ่งดี อย่าหวั่นไหวในโลกธรรม ใจจะเป็นสุข


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 160 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 07-09-2011, 16:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สำหรับคนที่รักกรรมฐาน การปฏิบัติภาวนาถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะพวกเราที่ปรารถนาพระนิพพาน ยิ่งต้องทำภาวนาให้จงหนักเพื่อความหลุดพ้นของตน ภาวนาจะดีได้ก็ต้องเกิดจากทาน และศีลที่ดีในเบื้องต้นก่อน การภาวนาจึงจะได้ผล

พระอาจารย์บอกว่า ในตอนเช้าเราควรเข้าสมาธิให้สูงที่สุดตามความสามารถที่เราพึงจะทำได้ ความร่มเย็นของสมาธิจะช่วยให้ใจของเราไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ต่าง ๆ ใหม่ ๆ ก็อาจจะร่มเย็นได้ไม่กี่ชั่วโมง นานเข้า ๆ ถ้ายังไม่ละความเพียร ความร่มเย็นของสมาธิก็จะขยายเวลามากขึ้น เป็นครึ่งวันหรือหนึ่งวันเต็มได้ในที่สุด

ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ใหม่ ๆ ช่วงที่ท่านทำงานอยู่ที่วัดท่าซุง วันนั้นที่วัดมีงานใหญ่ ท่านเองต้องเจอกับคนมาก พอตกบ่ายท่านรู้สึกว่ากำลังของสมาธิที่ท่านทำไว้ตั้งแต่ตอนเช้าเริ่มหมด โดยสังเกตจากการที่ตัวเองเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพูดกับโยม ท่านรู้ว่าขืนอยู่ต่อคงต้องแสดงอาการที่ไม่ดีออกไปแน่ ๆ จึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อทำสมาธิใหม่

ท่านว่าเข้าไปนั่งรวบรวมกำลังใจอยู่พักใหญ่ จนกำลังใจเต็มที่ พร้อมที่จะออกมาทำงานได้อีก จึงออกมาใหม่ พระที่ทำงานด้วยกันยังแซวท่านว่า ทำไมเข้าห้องน้ำนานจัง ? ท่านว่าท้องผูก..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 16:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 147 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 07-09-2011, 16:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สำหรับคนที่มีแต่ความขี้เกียจจนตัวเป็นขน แต่ก็อยากจะไปพระนิพพาน อาตมาขอนำพุทธพจน์ของสมเด็จพระพุทธกัสสปที่ตรัสกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ มาแสดงอีกรอบดังนี้

"ทีนี้คนไหนต้องการจะไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก สัมพเกสี ให้เขาคิดเห็นว่า โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรที่เราชอบ ไม่มีอะไรที่เรารัก เราไม่รักอะไร เราไม่ชอบอะไร ในโลกนี้ แม้แต่ร่างกายเราเองเราก็ไม่ชอบไม่รัก เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความทรมาน

แล้วให้ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพคงตัวได้ตลอดกาลหรือเปล่า ? ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลง มีการสลายตัว ก็ถือว่านี่โลกทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันเข้ามาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเราเองนี่มันยังจะตาย ยังจะพัง เรายังปรารถนาอะไรภายนอกอีก ? เราไม่ต้องการ เราจะไปนิพพาน

ถ้าเขาคิดเท่านี้เพียงคืนละ ๑๐ นาทีนะสัมพเกสีนะ ลูกหลานของเธอพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยก็ไปกามาวจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างดีก็ไปพระนิพพาน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 16:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 161 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 07-09-2011, 16:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การคิดง่าย ๆ เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยให้เราหลุดพ้นได้ เพราะเป็นวิปัสสนาญาณขั้นสูงสุดที่พระองค์เมตตาแนะนำไว้ให้ แต่ขอให้เราคิดทุกวัน คิดจนชิน จิตจะได้จำไว้ ความชินก็เป็นฌาน จิตจะมีเป้าหมายที่จะไป ไม่ยากเลยใช่ไหม ?

จะเห็นว่าในสายของเรานั้นอบอุ่นมาก มีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่คอยสงเคราะห์ เริ่มตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐม จนกระทั่งถึงท่านปู่ ท่านย่า ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ ที่สำคัญก็คือหลวงปู่หลวงพ่อของเรา เรื่อยมาจนถึงพระอาจารย์ที่เราเคารพ ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสไปตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรถึงจะได้ไปกับเขา..!


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-09-2011 เมื่อ 16:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 157 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 07-09-2011, 18:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ถ้าอะไร ๆ ก็ไม่ถูกใจเราไปเสียหมด แสดงว่าใจเรามันเลว" นี่เป็นคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


พระเมตตา
๖ กรกฎาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2011 เมื่อ 03:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 159 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 07-09-2011, 18:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

มีคาถาอยู่ช่วงหนึ่งในคาถาเงินล้าน พระอาจารย์เมตตาบอกว่า ใช้ท่องเวลาจะเจออุปสรรคหรือเรื่องติดขัดต่าง ๆ ก็จะผ่านพ้น คนที่เอาไปท่องก็กลับมาบอกว่าได้ผลดี จึงเก็บมาฝาก ดังนี้

พรหมา(อ่าน พรม-มา)จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะลายันติ

แค่นี้นะ จะได้ชนะอุปสรรคต่าง


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2011 เมื่อ 03:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 158 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 07-09-2011, 19:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เจโตปริยญาณ เป็นหนึ่งในญาณ ๘ สามารถรู้วาระน้ำจิตของคนอื่นได้ และทราบความคิดของคนอื่นได้ แต่ก่อนที่เราจะรู้จิตคนอื่นได้ เราต้องรู้จิตของตนเองให้ได้ก่อน ความจริงแล้วเจโตปริยญาณนั้นมีจุดประสงค์ที่สำคัญ คือการเอาไว้ดูใจตนเอง ว่าขาดตรงไหน ? บกพร่องตรงไหน ? มีความหวั่นไหวในดวงจิตอย่างไร ? แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไขให้สะอาด ให้ใสสว่าง

พระอาจารย์ท่านเคยแนะนำถึงการทำสมาธิ โดยมีผลพลอยได้ในเรื่องเจโตปริยญาณว่า ในขณะสวดมนต์ให้เราพยายามนึกถึงบทสวดมนต์ไปด้วย โดยการนึกบทสวดให้ปรากฏเป็นตัวอักษรให้ชัดเจน ซึ่งถ้าเราทำได้อย่างคล่องแคล่ว เวลาเราคุยกับใคร หรือใครคิดอะไร ความคิดของเขาก็จะขึ้นมาเป็นตัวอักษร ปรากฏอยู่บนหัวของเขา ให้เราอ่านแบบสบาย ๆ ยิ่งถ้าคนที่ได้มโนมยิทธิ ยกจิตขึ้นสวดมนต์ต่อหน้าพระที่พระนิพพาน โดยให้ปรากฏเป็นตัวอักษรแล้ว ยิ่งได้ผลดีมากหลายประการด้วยกัน

ส่วนเวลาที่เราไปไหว้พระที่ไหนก็ตาม เราจะมีความสบายใจ พระอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำถึงเรื่องของการอธิษฐานว่า ท่านเองมักอธิษฐานเสมอ ๆ เวลาไปไหว้พระว่า ขอให้ภาพพระนี้จงมาปรากฏกับข้าพเจ้าแม้วาระสุดท้ายแห่งลมหายใจ อย่างที่เรารู้กันว่าอารมณ์จิตก่อนตายมีความสำคัญที่สุด นี่เรียกว่าท่านไม่ยอมประมาทแม้แต่น้อย

ญาติโยมสามารถนำไปใช้ได้ วิธีการใดที่จะช่วยจรรโลงใจให้กันและกัน เป็นกุศโลบายให้ถึงฝั่งฝันโดยเร็ว ก็จะพยายามนำมาฝากกัน เพื่อความอยู่เป็นสุขของทุกคน


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2011 เมื่อ 03:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 150 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #19  
เก่า 07-09-2011, 19:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ข้อความต่อจากนี้ เถรีไม่ได้บันทึกวันเดือนปีที่ท่านโพสต์เอาไว้ค่ะ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 115 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #20  
เก่า 07-09-2011, 19:26
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,994
ได้รับอนุโมทนา 2,832,747 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าเราต้องการไปเจรจากับใครแล้วอยากให้เขาเชื่อเรา หรือยอมเรา พระอาจารย์ท่านเคยแนะว่า ให้ภาวนา "สัมปฏิจฉามิ" จนอารมณ์ทรงตัว ก่อนที่เราจะไปเจรจา สัก ๑ ชม. ท่านว่าเราจะปั้นเขาให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่เราต้องการ แต่ต้องไม่ผิดศีลผิดธรรม

พระอาจารย์ยังสอนอีกว่า การฟังต้องรับฟังให้ได้ทุกเรื่อง โดยที่ไม่มีอารมณ์ใด ๆ มาเกี่ยวข้องถึงจะดี ให้ถือว่าเราเป็นเพียงผู้ดูละคร จะร้ายหรือดี ก็เป็นเพียงแค่ผู้ดู อย่าไปมีอารมณ์ร่วมเพราะจะกลายเป็นปฏิฆะ (แรงกระทบ)

เคยได้ยินพระอาจารย์ท่านเล่าเรื่องเกี่ยวกับนิทานในธรรมบทให้ฟัง (ถ้าจำผิดก็ขออภัยไว้ก่อน) สมัยหนึ่ง มี ๓ คนพี่น้อง มีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ คนหนึ่งช่างขโมย คนหนึ่งช่างกิน คนหนึ่งช่างนินทา ทั้งสามจึงโดนจับลอยแพ มีโจรมาพบเข้า รู้สึกสงสาร เลยช่วยไว้

คนช่างกินเอาไปไว้ที่โรงครัวจนเบื่อกิน คนช่างขโมยก็ยกสมบัติให้หมดจนเบื่อ เลิกขโมย เหลือแต่ช่างนินทาแก้ไม่ได้ จับลอยแพไปเลย พอไปถึงกลางทะเลเจอนกอินทรีผัวเมีย นกเกิดสงสารจึงช่วยไว้ โดยจับไม้ตัวละด้าน ให้ช่างนินทาจับตรงกลาง ช่างนินทาก็แอบไปกระซิบตัวที่เป็นสามีพักหนึ่ง แล้วเธอก็ไปบอกตัวเมียว่า "ผัวเธอมาจีบฉัน"

ตัวเมียโมโห จึงจับไม้ฟาดผัว ช่างนินทาจึงตกทะเลตาย ศพไปติดฝั่ง พระมาพบเข้าจึงเผาศพให้ วันหนึ่งพวกขี้เมาคว้าเอากะโหลกของนางไปตั้งก้อนเส้า ต้มเหล้าในป่าช้า ปรากฏว่าขี้เมาตีกันยุ่งไปหมด พระสงสารอยากให้นางได้บุญ จึงเอากะโหลกของนางไปตั้งเทียน แต่พระเณรกลับสวดมนต์ไม่สามัคคี ทำเอายุ่งไปหมดเหมือนกัน ในที่สุดพระจึงต้องนำกะโหลกของเธอไปทิ้งทะเล...

พระอาจารย์ท่านก็เล่าแบบขำ ๆ ว่า นี่เป็นปิสุณาวาที คือผู้มีวาจาส่อเสียดเป็นปกติ ขนาดตายแล้วยังเป็นได้ขนาดนี้ อยู่ที่ไหนก็มีแต่สร้างความวุ่นวายไม่มีใครเอาด้วย

เอามาฝากญาติโยมได้อ่านเล่นเพลิน ๆ


ด้วยความปรารถนาดี
พระเมตตา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2011 เมื่อ 03:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:20



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว