กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 04-05-2010, 23:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,915
ได้ให้อนุโมทนา: 73,703
ได้รับอนุโมทนา 3,145,895 ครั้ง ใน 22,267 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐


ผมปฏิบัติกรรมฐานแบบเอาจริงเอาจัง ทุ่มเทกันแบบถ้าทำไม่ได้ก็ยอมตาย โดยเริ่มต้นในปี ๒๕๑๘

วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๘ โยมพ่อผมเสียชีวิต ผมดูแลพ่อมา ๖ ปีเต็ม ๆ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน พี่ชายกลัวว่าผมจะเสียใจ ก็เลยเอาคู่มือปฏิบัติกรรมฐาน* ของหลวงพ่อมาให้ ตอนนั้นหนังสือเพิ่งจะออกเป็นชุดแรก พี่เขาบอกว่า เอาไปอ่านดู ถ้าทำได้ก็ทำ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ

ตอนนั้นผมบวชเณรหน้าไฟเพื่อจะส่งศพ หลังจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ๓๐ กว่าปีแล้ว ยังไม่มีสักวันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าจะท้อถอยในการปฏิบัติเลย ที่พูดอย่างนี้เพราะว่าเป็นห่วงกำลังใจพวกเรา พอเจออุปสรรคเข้าหน่อย พวกเราก็เตรียมจะถอยกันหมดแล้ว

ไม่มีการเตรียมพร้อม ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้จริง ๆ ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่เราจะชนะมันยาก กิเลสมันไม่เคยปรานีเรา มีโอกาสเมื่อไรมันตีเราตายเลย แต่เราเองกลับไปปรานีมันทุกที

พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่า การปฏิบัตินั้นต้องมี อาตาปี สัมปชาโน สติมา** อาตาปี คือการมีความเพียรในการเผากิเลส สัมปชาโน คือประกอบไปด้วยสัมปชัญญะ สติมา คือเป็นผู้ทรงสติเอาไว้เฉพาะตรงหน้า

คำแรกที่ท่านเอาขึ้นมานั้น สำคัญที่สุด ความเพียรในการเผากิเลส ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา กิเลสมันจะโดนจำกัดอยู่ในกรอบ ไม่สามารถที่จะออกไปเพ่นพ่านตามใจมันได้ มันก็จะดิ้นรนของมัน

เมื่อมันติดกรอบคือศีลมันก็จะดิ้น แล้วพอโดนสมาธิเผาซ้ำเข้าไปอีก คราวนี้มันดิ้นใกล้ตาย แต่เราเองพอกิเลสมันดิ้นใกล้ตายเมื่อไร เราก็ไปปล่อยมัน มันร้องว่าหิว เราก็เชื่อมัน มันร้องว่าเหนื่อย เราก็เชื่อมัน ร้องว่าง่วงเราก็เชื่อมัน

เชื่อมันทุกอย่าง แล้วเมื่อไรเราจะเอาดีได้ ในเมื่อเราไปเชื่อกิเลสแทนที่จะเชื่อพระพุทธเจ้า พอเราเชื่อกิเลสถึงเวลามันเรียกร้องอย่างไร เราก็ตามใจมัน

มารยามันเยอะ พอเราทำความเพียรเผาเข้าหน่อย มันก็ดิ้นรนส่งส่ายฟุ้งซ่านไปทุกรูปแบบ พยายามที่จะมุดออกไปทางโน้นทางนี้ เพื่อที่จะหนีไปให้พ้น ไม่อย่างนั้นมันตาย แต่พอกิเลสมันดิ้นรนหน่อยเดียว เราก็ยอมมันแล้ว

หมายเหตุ :
* พระราชพรหมยาน(วีระ ถาวโร ป.ธ.๔) : คู่มือปฏิบัติกรรมฐาน : วัดท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ๖๑-๐๐๐
** ที.ม. ๑๐/๒๗๓ ; ม.มู. ๑๒/๑๓๑
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 05-05-2010 เมื่อ 04:43
สมาชิก 154 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 04-05-2010, 23:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,915
ได้ให้อนุโมทนา: 73,703
ได้รับอนุโมทนา 3,145,895 ครั้ง ใน 22,267 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ที่ผมกล่าวอย่างนี้ได้ เพราะว่าเป็นประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านมาก่อน ทุกครั้งพอเราตั้งหน้าตั้งตาทำจริง ๆ มันก็จะดิ้นรน มารยาไปในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เราเลิก จะบอกว่าเมื่อย ทนไม่ได้แล้ว เลิกเถอะ บอกว่าเหนื่อย บอกว่าหิว บอกว่าร้อน บอกว่าง่วง บอกว่าเพลีย บอกทุกอย่าง แล้วเราก็ไปเชื่อ คิดว่าทำต่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเราจะตายซะก่อน จำไว้ว่า ไอ้ที่จะตายนะ กิเลสตาย ไม่ใช่ตัวเราตาย

ปัจจุบันนี้นักปฏิบัติที่ปฏิบัติกันไปแล้วไม่ก้าวหน้า ก็เพราะว่า ถ้าไม่ทำเกินก็ทำขาด ที่ทำเกินคือเกินพอดี ที่ทำขาดคือยังไม่ถึงดี แต่ว่าเท่าที่เจอมา ปัจจุบันนี้ที่ทำเกินนี่หาทำยาไม่ได้ ไม่มี..มีแต่ขาดทั้งนั้น

พวกเรามักทำตัวเป็นไฟไหม้ฟาง ลุกวูบเดียวแล้วก็ดับไป ถ้าไม่สามารถรักษากำลังใจในการปฏิบัติความดีให้สม่ำเสมอได้ ชาตินี้เราจะเอาดีได้ยาก ที่ผมเริ่มต้นนั้น ผมทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ทุ่มเทกันอย่างเอาเป็นเอาตายเลย

ถ้าเป็นพวกคุณมาจนถึงป่านนี้ ๓๐ กว่าปียังจะมีกำลังใจทำต่อหรือ ? คืออยากให้รู้ว่า ทุกวันนี้เราตามใจกิเลสมากเกินไปแล้ว เราตามใจมันมากเท่าไร เราก็ตกเป็นทาสของมันมากเท่านั้น

มันชวนให้เราฟุ้งซ่านไป ไม่เรื่องในอดีตก็เรื่องในอนาคต อดีตผ่านมาแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เหมือนกัน ผมเคยเปรียบว่าถ้าเราจะขึ้นรถ เราต้องขึ้นขบวนที่อยู่ตรงหน้าเรานี่

รถที่เป็นขบวนอดีตผ่านไปแล้ว เราขึ้นไม่ได้หรอก ขบวนที่เป็นอนาคตก็ยังไม่มาเทียบท่า แล้วเราจะไปขึ้นได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้นเราต้องขึ้นรถที่เป็นขบวนปัจจุบันคือตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เอาไว้ให้ได้

ทรงกำลังใจของเราในด้านของความดีเอาไว้ แล้วรักษาให้อยู่กับเราให้นานที่สุด ถ้าสลายตัวลงไป พังลงไป ต้องรีบประคับประคองขึ้นมาให้เร็วที่สุด แล้วรักษาต่อไป ต้องทำอย่างนี้ โอกาสที่เราจะชนะกิเลสถึงจะมี

ไม่อย่างนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ฟุ้งซ่าน เท่ากับเราเอาไฟมาเผาตัวเองให้ร้อน แทนที่จะไปเผากิเลส ก็ไปช่วยกิเลสเผาตัวเอง พอร้อนขึ้นมามันก็ดิ้นรน มันอยากจะไป มันอยู่ไม่ได้ อยู่ในที่สงบก็จะตายเอา

ลองนึกดูสิว่า เราอยู่ในเพศของนักบวช แต่ว่าเราทำหน้าที่ผิด เราวางกำลังใจผิด ทำหน้าที่ผิดก็คือ หน้าที่ของเรา เราต้องเผากิเลส ไม่ใช่ช่วยกิเลสมาเผาตัวเราเอง เผากิเลสก็แค่ใช้ศีล ใช้สมาธิ ใช้ปัญญาเท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-05-2010 เมื่อ 03:00
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-05-2010, 00:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,915
ได้ให้อนุโมทนา: 73,703
ได้รับอนุโมทนา 3,145,895 ครั้ง ใน 22,267 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าตั้งใจเผาจริง ๆ ไม่นานมันก็ตาย แต่เรามักจะทำหน้าที่ผิด แทนที่จะเผากิเลส เราก็ไปช่วยกิเลสเผาตัวเราเอง ด้วยการไปคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานา ไม่ไปอดีตก็ไปอนาคต แล้วเราก็เสียท่า เพราะเท่ากับช่วยมันเอาไฟเผาตัวเราเอง อันนี้ก็คือทำหน้าที่ผิด

ส่วนวางกำลังใจผิดก็คือ เราไม่เอากำลังใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออกในปัจจุบัน เรียกง่าย ๆ ว่าเรายังไม่เข็ด ทุกครั้งที่กำลังใจของเราหลุดจากลมหายใจเข้าออก จะเป็นโอกาสให้กิเลสตีเราทันที เท่ากับว่าเราไปเปิดช่องให้กับมัน

โดนแล้วโดนอีก ล้มลุกคลุกคลาน บาดเจ็บมาทุกครั้งยังไม่เคยจำ ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่มีวันสู้มันได้ ต้องรู้จักจำ พอเจ็บรู้จักจำแล้ว ต่อไปจะทำได้ถูก ว่าตัวเองควรจะปฏิบัติอย่างไร

ถ้าใจเราอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันนี้ กิเลสจะกินเราไม่ได้ รัก โลภ โกรธ หลง ทุกอย่างกินเราไม่ได้ เพราะว่าใจของเราหยุดอยู่กับที่ เรารู้อยู่ว่ารอบข้างมีแต่เศษแก้วมีแต่หนามเต็มไปหมด เรายังจะเดินไปเหยียบให้ตัวเองเจ็บอีกหรือ ?

เราต้องหยุดอยู่กับที่ แล้วค่อย ๆ พิจารณาดู ทางด้านไหนที่พอจะมีช่องทางให้เราเลาะออกไปได้ เราก็ค่อย ๆ ไป ไม่ใช่ถึงเวลาก็พรวดพราดไป แล้วหกล้มหกลุกเจ็บตัวกันมาทุกที

ฉะนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติ เราต้องรู้จักฉลาดในการใช้ ไม่ว่าจะรักษาศีลก็ตาม เจริญสมาธิก็ตาม ใช้ปัญญาพิจารณาก็ตาม ต้องประกอบไปด้วยกุศโลบาย คือความฉลาดที่จะใช้ ศีลช่วยตีกรอบไม่ให้กิเลสเล่นงานเราได้มาก สมาธิมีหน้าที่กดกิเลสให้นิ่งไว้ไม่ให้ดิ้น ปัญญาเรามีหน้าที่ในการประหารกิเลส ฆ่าให้ตาย

มองให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์เป็นโทษอย่างไร มันพาเราเวียนตายเวียนเกิดมานับกัปไม่ถ้วน นับชาติไม่ถ้วนแล้ว เราเกิดทุกครั้งก็เป็นทาสของมัน เกิดกี่ครั้งก็ทุกข์อยู่อย่างนี้ ถ้าเรายังอยากเกิดอีก ก็คือเราเชื่อมัน ถึงเวลาพอมันดิ้นหน่อยเราก็ปล่อยมัน

ทุกวันนี้เราไม่มีโอกาสฆ่ากิเลส เพราะว่าทันทีที่เรากดมันได้ มันก็ดิ้น พอมันดิ้นเราก็ปล่อย กลัวมันจะตาย จำไว้ว่าในเมื่อกิเลสไม่ปรานีเรา เราก็ไม่ต้องไปปรานีมัน มีโอกาสเมื่อไหร่บี้ให้ตายไปเลย

ถ้าเราสามารถอยู่กับลมหายใจเข้าออก ประคองสติอยู่เฉพาะหน้าได้นานเท่าไร กิเลสจะลดกำลังลงไปมากเท่านั้น แรก ๆ ก็จะดิ้นมาก เดี๋ยวก็พาให้รัก พาโลภ พาโกรธ พาหลง พาฟุ้งซ่าน ปล่อยให้มันดิ้นไป

เรามีหน้าที่ดู แล้วกดมันต่อ เอาสติสัมปชัญญะอยู่ตรงหน้า สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม สติ คือ กำลังใจที่มั่นคงปักมั่น เราต้องพร้อมที่จะสู้กับมัน ต้องพร้อมที่จะปะทะกับมัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-05-2010 เมื่อ 03:04
สมาชิก 130 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 05-05-2010, 00:26
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,915
ได้ให้อนุโมทนา: 73,703
ได้รับอนุโมทนา 3,145,895 ครั้ง ใน 22,267 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราอยู่ในสถานที่นี้ถือว่าโชคดี เพราะว่าโอกาสที่เราจะกระทบกระทั่งกับคนอื่น ทำให้ รัก โลภ โกรธ หลง กำเริบยังมีน้อย เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ เราไปฟุ้งซ่านให้กิเลสกำเริบเอง

เพราะฉะนั้น..เราต้องหยุดความฟุ้งซ่านให้ได้ การหยุดความฟุ้งซ่านนั้น ไม่มีอะไรง่ายไปกว่าการอยู่กับลมหายใจเข้าออก ทุกเวลา ทุกนาทีของเรา พยายามอยู่กับลมให้ได้ อย่าไปเชื่อกิเลส เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า เพราะเราเป็นลูกพระ

ถ้าไปเชื่อกิเลส เราก็กลายเป็นลูกกิเลสไป ก็จะกลายเป็นว่า ความดีที่ทำมาทั้งชีวิตเป็นหมันไปหมด เพราะว่าเราไปเชื่อกิเลส ไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้า

ดังนั้น..พวกเราจะต้องวางกำลังใจให้ถูก จะต้องทำหน้าที่ให้ถูก กำลังใจต้องอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลมหายใจเข้าออก ทำหน้าที่ให้ถูกก็คือ มีหน้าที่ในการควบคุมกิเลส กดกิเลสไว้ และฆ่ากิเลสให้ตาย

คำตอบทุกอย่างเกือบจะอยู่ในสมาธิทั้งหมด ยกเว้นการที่เราจะประหารกิเลสในตอนสุดท้าย ที่ต้องใช้ปัญญาเข้ามาช่วย

ดังนั้น..ถ้าเราทิ้งสมาธิ โอกาสที่เราเอาดีก็จะยาก เมื่อเวลาที่ฟุ้งซ่านเราก็กลุ้มอยู่คนเดียว ทุกข์อยู่คนเดียว วันนี้ก็ขอฝากเอาไว้ตรงที่ว่า ให้เราทำหน้าที่ของเราให้ถูก และวางกำลังใจของเราให้ถูก เพราะถ้าทำหน้าที่ผิด วางกำลังใจผิด เราจะเดือดร้อนเอง ใครมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมไหม ?

ถาม (ฟังไม่ชัด)
ตอบ จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์ก็คือความพ้นทุกข์ เป้าหมายของเราก็คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ พ้นจากความทุกข์ จะว่าไปแล้วก็เดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน เพียงแต่ว่าขอบเขตของมันกว้างไกลกว่า หรือว่าแคบกว่ากันเท่านั้นเอง ท้ายสุดก็ลงที่เดียวกัน

ในเมื่อเรากำหนดเป้าหมายแล้วว่า เราทำอะไร เพื่ออะไร ปฏิญาณกันอยู่ทุกวัน อธิษฐานกันอยู่ทุกวันว่า ขอให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่สิ่งที่เราทำไม่เอื้ออำนวยเลย กลายเป็นว่าเราพูดไปเปล่า ๆ

ตรงนี้แหละที่เขาเรียกว่าขาดสติสัมปชัญญะ โดยเฉพาะสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกอย่าง จะต้องปักมั่นจดจ่ออยู่ตรงหน้า แม้แต่กระพริบตากี่ครั้งจะต้องรู้..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-05-2010 เมื่อ 03:07
สมาชิก 127 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 05-05-2010, 00:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,915
ได้ให้อนุโมทนา: 73,703
ได้รับอนุโมทนา 3,145,895 ครั้ง ใน 22,267 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่เราไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแค่ให้รู้ว่าหน้าที่ปัจจุบันของเราคืออะไร แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำ อย่าไปทิ้งก็พอ

เรื่องอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น ในเรื่องของส่วนประกอบ ถ้าคนมีสติสัมปชัญญะอยู่ตรงหน้า ก็สามารถที่จะทำไปพร้อม ๆ กับการเจริญกรรมฐานได้ แล้วบุคคลที่มีสติสัมปชัญญะอยู่ตรงหน้า จะทำหน้าที่นั้นได้ดีกว่าปกติ เอ้า..ใครมีอะไรอีก ?

ถาม เวลาความทุกข์เกิดขึ้น เราไม่สามารถจะกำหนดได้ว่าเป็นเรื่องอะไร ควรจะทำอย่างไร ?
ตอบ นั่นใจหลุดไปจากอารมณ์เฉพาะหน้าแล้ว เมื่อใจหลุดไปจากอารมณ์เฉพาะหน้า เราต้องตั้งสติเท่าที่พอมีอยู่กำหนดดูว่า ตอนนี้ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ นี่ถ้าหากว่าเป็นกรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔ จะเป็นส่วนของจิตในจิต กับ ธรรมในธรรม

จิตในจิตก็คือ ทันทีที่มีอารมณ์เกิดขึ้นมาในจิตขณะนั้น แล้วเราตามดูมัน ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้สุขหรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เรามีหน้าที่กำหนดดู กำหนดรู้ รู้ไว้เฉย ๆ ไม่ต้องไปแบกมันขึ้นมา รู้ว่ามันมีสภาพปกติเป็นทุกข์อย่างนี้

ถ้าหากว่าเรามีสติตามดูตามรู้ไปเรื่อย ๆ เราก็จะค่อย ๆ เห็นเองว่า ทุกข์ตัวนี้เกิดจากสาเหตุอะไร ส่วนใหญ่ก็คือเราหลุดจากการภาวนาในอารมณ์เฉพาะหน้า แล้วไปปรุงแต่งตาม ถ้าเราไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง ผมขอยืนยันว่าเราจะไม่ทุกข์

จำไว้ว่าไม่ต้องทำอะไรมาก ขอให้รู้ไว้เฉย ๆ ตามดูไปเรื่อย ๆ เจ้าพวกนี้ขี้อาย พอเราตามจี้ดูไปจริง ๆ มันจะหยุดเลย ไปต่อก็ไม่เป็นอีก ท่านอื่นมีอีกไหม ? ถ้าไม่มีวันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะ...

------------------------------
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-05-2010 เมื่อ 03:09
สมาชิก 142 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:13



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว