กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 28-04-2017, 18:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เก็บตกงานสงกรานต์ วันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ๒๕๖๐

คำว่า สงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า ยกผ่าน ก้าวผ่าน เปลี่ยนผ่าน ก็คือการที่พระอาทิตย์ยกย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นช่วงที่บ้านเราจะร้อนที่สุด โบราณเขามีวิธีคลายร้อนด้วยการจัดเทศกาลสงกรานต์ขึ้นมา เรียกง่าย ๆ ว่าเอาน้ำมาดับร้อนกัน

ทางด้านประเทศอินเดียก็มีสงกรานต์ แต่แทนที่จะสาดน้ำแบบบ้านเรา บ้านเขาหาน้ำยาก เขาก็เอาสีมาสาดกัน อาตมาก็ยังแปลกใจว่า แล้วจะเอาน้ำที่ไหนไปล้าง ?

ถ้าท่านใดเคยไปอินเดีย เนปาล จะเห็นว่าบรรดาสีฝุ่นของเขานั้น เป็นสีที่สดใส แสบซ่าสุด ๆ แดงก็คือแดงจริง ๆ เขียวก็คือเขียวจริง ๆ ที่บอกว่าแดง ๆ ของบ้านเรานี่ยังแดงไม่จริง เป็นลูกเป็นหลานของสีแดงอินเดียไปเลย

คนอินเดียใช้สีแดงในการบูชาเทพเจ้า สีแดงนั้นคนไทยเรียกว่า ชาด คำว่าชาดมีอยู่ในภาษิตจีนว่า ใกล้ชาดเป็นแดง ใกล้หมึกเป็นดำ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ใกล้คนดีก็เป็นคนดี ใกล้คนชั่วก็เป็นคนชั่ว อยู่ในลักษณะว่า คบคนพาล พาลหาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

ประเทศเรารับวัฒนธรรมส่วนใหญ่มาจากอินเดีย จากการเปิดเส้นทางค้าขายกันตั้งแต่โบราณ เพราะว่าคนอินเดียนิยมมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ มีคำล่ำลือว่าสุวรรณภูมินั้นแผ่นดินเป็นทองคำ แม้กระทั่งในเรื่องของพระมหาชนก ซึ่งเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ก็ลงเรือมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ ก็แปลว่านานกว่า ๒๖๐๐ ปีแล้วที่อินเดียมีการติดต่อค้าขายกับสุวรรณภูมิ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-04-2017 เมื่อ 19:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 105 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 28-04-2017, 18:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ช่วงวันสงกรานต์ปีนี้ รัฐบาลก็พยายามที่จะหาทางรักษาชีวิตของชาวบ้านเอาไว้ ด้วยการออกกฎไม่ให้นั่งท้ายรถกระบะออกมา แต่ชาวบ้านประท้วงบอกว่าอยากตาย เพราะฉะนั้นอย่าห้าม ท้ายสุดรัฐบาลทนไม่ไหว ต้องผ่อนผันให้ไปตายตามที่อยาก...!

เราจะเห็นได้ว่าสมัยในหลวงรัชกาลที่ ๙ ยังทรงพระชนมชีพอยู่ พระองค์ท่านจะระมัดระวังมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทรงคิด สิ่งที่ทรงตรัส สิ่งที่ทรงกระทำ พระองค์ท่านตรัสว่า ฝรั่งบอกว่า The King can do no wrong ซึ่งความหมายแท้ ๆ ของฝรั่ง ก็คือ พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงแปลได้ลึกซึ้งกว่านั้น พระองค์ท่านแปลว่า พระเจ้าแผ่นดินห้ามทำอะไรผิด เพราะว่าสิ่งที่พระองค์ทำนั้นกระทบต่อคนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลของเราทำอะไรโดยไม่ค่อยคิดถึงผลกระทบต่อส่วนรวม จึงต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งอยู่เรื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-04-2017 เมื่อ 19:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 109 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 28-04-2017, 19:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ท่านใดที่ตั้งใจใส่บาตรวันสงกรานต์ ถ้าเอาข้าวปลาอาหารมาก็ให้ใส่บาตรไปเลย อย่าไปใส่ตอนพระสวดมนต์ ตอนพระสวดมนต์ให้เราตั้งใจ ตั้งสมาธิ ฟังพระสวดมนต์ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา อย่าไปคลายสมาธิออกมา ด้วยความห่วงความกังวลว่าจะต้องใส่บาตร

การใส่บาตรเวลาสวดมนต์เป็นความเชื่อผิด ๆ ของคนเก่าคนแก่ เขาเชื่อว่าถ้าพระขึ้นพาหุงฯ เมื่อไรให้ใส่บาตร เพราะเขาเชื่อว่าพระชวนหุงข้าว..! ในเมื่อเป็นความเชื่อที่ผิด ๆ เราก็ควรที่จะแก้ไขให้ถูก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-04-2017 เมื่อ 19:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 114 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 29-04-2017, 08:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สำหรับในช่วงสงกรานต์แล้ว ในสมัยโบราณก็จะมีการเตรียมอาหารเอาไว้สำหรับทำบุญใส่บาตร โดยเฉพาะในส่วนของขนม ขนมที่ทำยาก ก็คือ กาละแม

สมัยก่อนการกวนกาละแม เป็นเวลาที่ชายหนุ่มหญิงสาวพบกันได้ โดยที่พ่อแม่ไม่กีดกัน เพราะว่าการกวนกาละแมต้องใช้กะทิมาก ต้องผ่ามะพร้าว ขูดมะพร้าวเป็นร้อย ๆ ลูกเพื่อที่จะเอากะทิไปเคี่ยวกับข้าวเหนียว กวนจนกลายเป็นกาละแม สมัยนี้กินกันเป็นอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเขาทำกันยากแค่ไหน ก็เป็นโอกาสที่หนุ่ม ๆ จะมาอาสาปอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว คั้นกะทิ แล้วก็ใช้แรงงานในการกวนกาละแม โดยมีสาว ๆ คอยชี้นิ้วกำกับอยู่ใกล้ ๆ

ลักษณะแบบนั้นเขาบอกว่ามีกำลังใจทำงาน ถ้าถามว่ามีกำลังใจระดับไหน ? ไม่รู้เหมือนกัน กวนกันยันตายไปข้างหนึ่งก็คงจะได้กระมัง ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-04-2017 เมื่อ 15:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 103 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 29-04-2017, 08:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

(มีโยมเอาดอกว่านนางคุ้มมาถวายพระ) ไปเอาว่านนางคุ้มมาหมดแล้วใครจะเฝ้าบ้านให้ ? ว่านนางคุ้มออกดอกเขาว่ากำลังขลัง เฝ้าบ้านได้ เล่นตัดมาไหว้พระจนเกลี้ยง..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-04-2017 เมื่อ 15:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 109 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 29-04-2017, 09:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

นาน ๆ ญาติโยมจะได้เห็นพระวัดท่าขนุนอยู่กันเกือบจะครบหน้า นับเอาเองก็แล้วกันว่ามีเท่าไร ปกติแล้วก็ไปเรียนสักครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เขาขอไปเป็นเจ้าอาวาสก็ไปเป็นเจ้าอาวาส

ปกติช่วงออกพรรษา วัดต่างจังหวัดจะหาพระครบ ๙ รูปนี่ยากสุด ๆ จะมีให้ครบองค์สงฆ์สัก ๔ - ๕ รูปก็ยากแล้ว ส่วนใหญ่จะเหลือแต่เจ้าอาวาส หรือไม่ก็เจ้าอาวาสอยู่กับสามเณรไม่กี่รูป

แต่วัดท่าขนุนของเรานั้น ถ้าท่านจะปฏิบัติธรรมก็มีให้ ถ้าท่านจะเรียนหนังสือเจ้าอาวาสก็ส่ง ถามว่าส่งถึงระดับไหน ? มีปัญญาเรียนถึงไหนก็เรียนไปเถอะ ตอนนี้วัดท่าขนุนมีด็อกเตอร์ ทั้งพระทั้งแม่ชีแล้ว ๓ รูป ว่าที่ด็อกเตอร์อีก ๓ ส่วนปริญญาโทตอนนี้ กำลังเรียนอยู่ ๖ รวมเด็กวัดอีก ๑ ก็เป็น ๗

ลองไปถามดูมีวัดไหนที่เด็กวัดเรียนปริญญาโทบ้าง ? เด็กเลี้ยงหมาวัดท่าขนุนความรู้ต้องมากพอนะ ไม่อย่างนั้นสู้หมาไม่ได้ ก็เลยต้องเรียนเยอะหน่อย...!

ถ้าใครไม่มีเงินเรียนหนังสือก็ลงทุนมาบวช เพราะว่าวัดนี้บวชฟรี ส่งเรียนจบแล้วจะสึกไปทำงานก็ไม่ได้ว่าอะไร นึกเสียว่ามาพักผ่อน ได้ทุนเรียนอีกต่างหาก กติกาดีเลิศขนาดนี้ถึงได้อยู่กันเยอะ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-04-2017 เมื่อ 15:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 107 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 29-04-2017, 09:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

(ขอศีล ๘ หรือครับ ?) ไม่ต้อง...ศีล ๕ ปกติเลย ไม่ใช่วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่าไปบังคับเขาถืออุโบสถ

ช่วงสงกรานต์ไม่ใช่วันพระใหญ่อย่างมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เพราะฉะนั้น...ขอแค่ศีล ๕ ก็พอ ไม่ต้องศีลอุโบสถ แต่ว่าญาติโยมที่ตั้งใจรักษาศีล ๘ ไปแล้ว เราก็รักษาศีล ๘ ของเรา พระท่านให้ศีล ๕ มาก็รับ แต่ปฏิบัติเกินเอาไว้ก็แล้วกัน

ถามว่าศีลอุโบสถกับศีล ๘ ต่างกันตรงไหน ? ไม่ได้ต่างกันในเนื้อหา เพราะว่ารักษา ๘ ข้อเท่ากัน แต่ศีลอุโบสถรักษาแค่ ๑ วันกับ ๑ คืน ส่วนศีล ๘ รักษาไม่จำกัดวัน อยู่ที่เราพอใจว่าต้องการกี่วัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-04-2017 เมื่อ 15:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 108 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 29-04-2017, 09:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สงกรานต์เป็นประเพณีของทางด้านฮินดู-พราหมณ์ เข้าสู่เมืองไทยมาเนื่องจากว่าบรรดาพราหมณ์ต่าง ๆ ที่ติดเรือ ติดขบวนเกวียนมาค้าขาย มาถึงก็แสดงความรู้ความสามารถให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านเห็น ท่านก็เลี้ยงไว้เป็นที่ปรึกษาราชการ โดยเฉพาะเป็นที่ปรึกษาด้านพิธีกรรมต่าง ๆ นำเอาความเชื่อ ความเคยชินของตนเองเมื่อสมัยที่อยู่ประเทศอินเดียเป็นพันปีมาเผยแผ่ที่เมืองไทย ไทยเราก็ได้รับเอาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ เข้ามามาก ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ลอยกระทง พิธีแรกนาขวัญ พิธีบรมราชาภิเษก พิธีโล้ชิงช้า เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อมาถึงสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ท่านเห็นว่าพิธีพราหมณ์อย่างเดียวเกิดประโยชน์น้อย ก็เลยปรับด้วยการเอาพิธีพุทธเข้ามาร่วม ดังนั้นจึงมีการเจริญพระพุทธมนต์เช้า-เย็น มีการทำบุญใส่บาตรก่อนที่จะไปสาดน้ำสงกรานต์กัน นับว่าเป็นกุศโลบายอันยอดเยี่ยมของพระองค์ท่าน ที่ปรับเอาพิธีพราหมณ์กับพุทธให้เข้ากันได้ โดยไม่ขัดกัน

พอมาถึงปัจจุบัน พวกเราส่วนใหญ่ก็คิดว่าเป็นพิธีพุทธ หรือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ขอบอกว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไทยยุคหลัง ๆ นี้เอง ก่อนหน้านั้นก็ยังเป็นประเพณีของพราหมณ์ ของฮินดูอยู่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 03-05-2017 เมื่อ 21:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 105 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 29-04-2017, 09:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คำว่า ฮินดู นั้นมาจากแม่น้ำสายหลัก ก็คือแม่น้ำสินธุ คราวนี้พอถึงเวลาฝรั่งไปถาม แขกก็บอกว่าสินธุ แต่คราวนี้แขกออกเสียง ธุ เป็น ดุ ก็เลยมีทั้งอังกฤษที่เขียนออกมาว่า ฮินดู ฮินธุ สินดู สินธุ มีกระทั่งอินดุส อินดัส คำเดียวกันหมด คนไทยเรียกง่าย ๆ ว่า ฮินดู

ขอให้รู้ว่าฮินดูก็คือพวกพราหมณ์ที่ถือศาสนาพราหมณ์นั่นเอง เพียงแต่ว่าคำทั้งหลายเหล่านี้กร่อนไป เปลี่ยนไป แปลงไปตามสภาพสังคม รากศัพท์จริง ๆ มาจากคำว่าสินธุ ก็คือเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ตั้งแต่ ๔,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วนั่นเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-04-2017 เมื่อ 15:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 105 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 02-05-2017, 10:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตำราหมอดูที่สืบสายมาจากอาณาจักรพุกาม จะต้องใช้จุลศักราชถึงจะดูแม่น ถ้าหากว่าเป็นตำราไทยที่สืบสายมาจากอินเดียต้องใช้อะไร ? ก็ต้องใช้วัน เดือน ปีเกิดที่เป็นไปตามสุริยคติ ซึ่งก็คือนับวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ เป็นวันเปลี่ยนปีเกิด ถ้าเกิดกลางคืนต้องดูว่าได้อรุณแล้วหรือไม่ M สมมติว่าเกิดตี ๕ เมื่อคืนนี้ โบราณยังนับเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน โบราณจะนับ ๑๔ เมษายนก็ต่อเมื่อฟ้าสว่างได้อรุณแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลยทำให้ตำราโหราศาสตร์นั้น จะแม่นก็ต่อเมื่อเราบอก วัน เดือน ปีเกิด ที่ถูกต้อง ยกเว้นพวกมาตรฐานโลกอย่างอาตมาก็คือเกิดตามวัน ตามเวลาของเขาไม่มีผิดพลาด

อาตมานี่แม่คลอดตอนประมาณบ่ายโมงครึ่งที่กลางนา แล้วก็ใส่หาบแบกกลับบ้านมา แสดงว่าคนโบราณเก่ง อาตมาก็เลยเป็นนายปันถก หรือนายปันถกะ แปลว่ากลางทาง แบบเดียวกับนางสาวอันตรา อันตราแปลว่าระหว่างกลาง อันตรา จะ ราชะคะหัง อันตรา จะ นาลันทัง แปลว่า ในระหว่างทางจากราชคฤห์ไปนาลันทา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 02-05-2017 เมื่อ 18:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 101 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 02-05-2017, 10:35
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ต่างคนก็ต่างแก่กันหมด ทำไมต้องแก่ด้วย ? จะตายก็ไม่ว่า ให้หนุ่ม ๆ อยู่ไม่ได้หรือ ? แก่แล้วลำบากมาก

พระยายมราชท่านบอกว่า ความแก่เป็นอีเมล์เตือนภัยของท่าน เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอีเมล์เตือนภัย ๑ ฉบับ ผมหงอกเป็นอีเมล์เตือนภัย ๑ ฉบับ ฟันร่วงเป็นอีเมล์เตือนภัย ๑ ฉบับ สมัยนี้รู้สึกว่าท่านจะส่งไลน์ตลอดเวลา แต่เราย้อมผม ใส่ฟันปลอม เลยไม่รู้สักทีว่าท่านเตือนมา

มีคนหัวหมอไปต่อว่าท่าน บอกว่าท่านทำงานเป็นพระยายมภาษาอะไร รู้อยู่ว่าฉันจะตายก็เตือนให้ฉันรู้ล่วงหน้าบ้างสิ ท่านบอกว่าท่านเตือนตลอดเวลา แต่แกโง่เอง ท่านก็บอกให้ฟังว่าเตือนอย่างไร ผมหงอก หูฝ้า ตาฟาง หลังค่อม ฟันหลุด เจ็บไข้ได้ป่วย ลูกคนนั้นตาย หลานคนนี้ตาย เพื่อนคนโน้นตาย แต่เอ็งไม่เคยคิดสักทีว่าตัวเองจะตาย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-05-2017 เมื่อ 13:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 101 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 02-05-2017, 10:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ท่านใดมีหนังสือสวดมนต์วัดท่าขนุนเล่มเก่าที่หน้าปกเป็นพระพุทธรูป ด้านหลังเป็น ๖๐ ปี สมเด็จพระเทพ ฯ รุ่นนั้นเก็บให้ดี ๆ ของทางวัดหมดไปแล้ว ต่อไปจะเป็นของมีราคาแพง

ที่เห็นอยู่ข้าง ๆ นี้ ๒๕๐ เล่ม ทางชมรมโมทนาบุญ เว็บพลังจิต โดยคุณชยาคมน์ ธรรมปรีชา ถวายให้เป็นสมบัติของวัดท่าขนุน ทั้ง ๆ ที่คือหนังสือสวดมนต์ของวัดท่าขนุนนั่นแหละ แต่ทางชมรมขอซื้อแล้วถวายเอาไว้กับวัด เพื่อให้ญาติโยมที่มาวัดได้มีหนังสือสวดมนต์ไว้ใช้กัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-05-2017 เมื่อ 13:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 103 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 02-05-2017, 10:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ข้าวปลูกเองหรือจ๊ะ ? ที่ดูว่าข้าวโยมปลูกเอง เพราะว่าเม็ดสั้น ๆ (ซื้อมาเจ้าค่ะ) ซื้อในหมู่บ้านใช่ไหม ? หมู่บ้านก็คือปลูกเองนั่นแหละ โบราณเรียกว่าข้าวเม็ดมะเขือ เม็ดข้าวสั้น ๆ

สมัยอาตมาเด็ก ๆ ถ้าไม่หาข้าวเม็ดมะเขือก็หาหญ้าตีนตุ๊กแกเอามาเลี้ยงนกเขา หญ้าตีนตุ๊กแก จริง ๆ แล้วเป็นอาหารได้ เพียงแต่ว่าต้องค่อย ๆ เอามาสี เอามาฝัด ถึงจะได้จำนวนมากพอ เพราะว่าหญ้าตีนตุ๊กแก ๗ - ๘ เม็ด ถึงจะเท่ากับข้าวสารเม็ดหนึ่ง เอามาขยี้ เป่าเปลือกทิ้งแล้วก็เอาเม็ดไปให้นกเขากิน ซึ่งเวลานกเจอเข้าก็จะมีความสุขมาก กินไปก็คูไป

ถ้าหากว่าเป็นนกปรอด ไม่ว่าจะเป็นนกปรอดสวนหรือปรอดหัวจุก สมัยนี้เรียกกันง่าย ๆ ว่านกกรงหัวจุก พวกนั้นต้องหาไข่มดแดงหรือปลวกให้กิน ถ้าถามว่าไม่รู้หรือว่าบาป ? รู้ แต่ตอนเด็ก ๆ อาตมาคิดว่าเลี้ยงนกตัวหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็ต้องได้บุญบ้าง

มารู้ทีหลังว่า การเลี้ยงสัตว์ถ้าไม่เคยทำความดีอื่นเลย จะเกิดเป็นเวมาณิกเปรต ก็คือเป็นเปรตที่มีสมบัติเหมือนเทวดานางฟ้า แต่ว่าออกจากวิมานไม่ได้ รอบวิมานมีจักรกรดหมุนติ้วอยู่ โผล่ไปเมื่อไรก็หัวขาด เท่ากับโดนกักขังเหมือนกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-05-2017 เมื่อ 13:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 100 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 02-05-2017, 10:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันสงกรานต์คือวันที่ ๑๓ มหาสงกรานต์คือวันที่ ๑๔ วันสังขารล่องคือวันที่ ๑๕ บางคนเรียกวันสังขารล่อง ว่าวันเนาว์ เนาว์ก็คือคงอยู่ อยู่ตัวแล้ว บางคนไม่เข้าใจภาษาเขาไปเรียกว่าวันเน่า เสียหายไปเลย

เมื่อพระเทศน์เสร็จก็มีการเจริญพุทธมนต์ตามปกติ ซึ่งพระเณรเรียกกันง่าย ๆ ว่าบทถวายพรพระ บทถวายพรพระประกอบไปด้วยการแสดงความนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ นะโม ฯ

ตามมาด้วยบทสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ คือ อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ

บทแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ๘ ประการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า พาหุงฯ ๘ บท

แล้วก็ต่อด้วยมหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า ชัยมงคลคาถา เป็นการแสดงออกซึ่งความกรุณาอันยิ่งใหญ่

นาโถ พระผู้เป็นที่พึ่ง
มหากรุณิโก ประกอบด้วยความกรุณาอันยิ่งใหญ่
หิตายะ ก่อประโยชน์ให้
สัพพะปาณินัง สรรพชีวิตทั้งหลาย

ก็คือการสรรเสริญคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นมา

แล้วก็ลงท้ายด้วย ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ก็คือ สรรพมงคลทั้งหลายจงมีแด่ท่าน คราวนี้เราฟังแล้วแปลไม่ออก ฟังเอาขลัง ๆ อย่างเดียว ถ้าหากว่าจะแปลออก จะเกิดความซาบซึ้งในทั้งอรรถรส ทั้งภาษาและก็ในคุณพระรัตนตรัยอีกด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-05-2017 เมื่อ 02:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 101 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 02-05-2017, 10:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

รับสายสิญจน์ไปแล้ว พระใหม่อย่าลืม จะรับของจะอะไรให้ลอดใต้สายสิญจน์เสมอ เพราะว่าสายสิญจน์ถ้าไม่โยงมาจากพระพุทธรูป ก็โยงมาจากผู้ตาย การรับข้ามสายสิญจน์ก็คือรับข้ามเศียรพระพุทธรูป หรือรับข้ามหัวผู้ตาย ถือว่าเสียมารยาท พระใหม่ที่ยังไม่รู้ก็ปฏิบัติเสียให้ถูกต้องด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-05-2017 เมื่อ 13:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 105 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 03-05-2017, 16:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ปีที่แล้วเป็นสัปตศก ปีนี้เป็นอัฐศก อาตมาก็เลยสงสัยว่าสัปตเป็นภาษาสันสกฤต แต่อัฐเป็นภาษาบาลี ตกลงว่าเขาใช้ภาษาอะไรกันแน่ ?

วันนี้ถ้านับเป็นการตามแบบโบราณ เรียกว่า วันสังขารล่อง (๑๕ เมษายน) สังขารในที่นี้คือร่างกายของเรา เขาเชื่อกันว่าวันนี้เป็นวันที่ทำบุญแล้วจะถึงตรงคนตายเลย ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปขายตรงกันตอนไหน ?

ฉะนั้น...โบราณก็เลยนิยมทำบุญกันในวันนี้ ถ้าเป็นทางด้านเหนือเรียกว่า วันสังขารล่อง หรือวันพญาวัน เรื่องพวกนี้ช่วยกันจำ ๆ บ้าง เดี๋ยวอาตมาตายแล้วไม่มีใครมาคอยบอกอีก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-05-2017 เมื่อ 16:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 92 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 03-05-2017, 16:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

(มีโยมมาถวายอาหาร) กองไว้ตรงนั้นแหละ ที่นี่เขาไม่เสียเวลามารับหรอก วางลงก็พอ มาถึงวัดก็เป็นของวัดแล้ว ไม่ต้องประเคนหรอก แถวยาวตั้งกิโลหนึ่งจะให้ค่อย ๆ มารับ

ทำบุญเราได้บุญตั้งแต่คิดจะทำแล้ว ไม่ใช่ว่าพระท่านต้องรับกับมือถึงจะได้บุญ หรือพระท่านต้องฉันของเราถึงจะได้บุญ เราได้บุญตั้งแต่คิดจะทำแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-05-2017 เมื่อ 16:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 93 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 03-05-2017, 16:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สมัยก่อนอาตมาอยู่ดูแลหลวงปู่มหาอำพันที่วัดเทพศิรินทราวาส ๔ ปี เวลาญาติโยมถวายสังฆทาน หลวงปู่ท่านก็จะให้พร ก็ปรากฏว่าหลวงปู่ท่านป่วยหนัก เสียงหายหมด ท่านก็ยังอุตส่าห์เมตตาให้พร อาตมาขออนุญาตบันทึกเสียงท่านเพื่อเปิดให้พรแทน โดยให้หลวงปู่นั่งเฉย ๆ ท่านไม่ยอม

ท่านบอกว่า เปิดเทปไม่ชื่นใจเหมือนเสียงตัวจริง มีโยมอยู่ท่านหนึ่งมา หลวงปู่ท่านให้พรไป ๓ บทติดกัน อาตมาก็สงสัย ปกติก็เห็นท่านให้บทสั้น ๆ บทเดียว พอโยมกลับไปก็กราบเรียนถามหลวงปู่ว่าทำไมให้พรคนนั้นยาวมาก ท่านบอกว่าคนนั้นมีนิสัยพ่อค้า มาทำบุญแล้วถ้าให้พรสั้น ๆ เขาจะรู้สึกว่าขาดทุน..! สันดานคนอย่างนี้ก็มีด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-05-2017 เมื่อ 16:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 94 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #19  
เก่า 03-05-2017, 16:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ใคร ๆ บอกว่าหลวงปู่มหาอำพันเป็นพระสุกขวิปัสสโก คำว่าสุกขวิปัสสโกก็คือ บรรลุมรรคผลโดยไม่มีความสามารถพิเศษ แต่อาตมาเห็นแล้วหลวงปู่ก็พอ ๆ กับพระอภิญญานั่นแหละ ตอนหลังถึงได้เข้าใจว่า พระสุกขวิปัสสโกนั้นเป็นวิสัยเดิมที่ปฏิบัติมา อย่างเช่นว่าเป็นเด็กเรียนอักษรศาสตร์มา จะให้มีความสามารถมากมายเหมือนพวกจบพลศึกษามาย่อมเป็นไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เพียงแต่ว่าท่านจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น

เพราะว่าในเรื่องของฤทธิ์นั้น ส่วนของอภิญญา ๕ เป็นแค่วิกุพพนาฤทธิ์ ๑ ใน ๑๐ อย่างเท่านั้น ยังมีอธิษฐานฤทธิ์ ฌานฤทธิ์ บุญฤทธิ์ ซึ่งสามารถแสดงออกได้ใกล้เคียงกับผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในกสิณ ๑๐ เหมือนกัน ถึงเวลาลูกศิษย์ทำอะไรอยู่ที่ไหน หลวงปู่ท่านสามารถบอกได้ เล่าให้อาตมาฟังแล้วก็บอกให้ไปแอบดูว่าเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ ? อาตมาพิสูจน์ดูแล้วเป็นตามที่หลวงปู่บอกทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ท่านก็นอนอยู่ที่กุฏิเฉย ๆ นั่นแหละ เพราะว่าป่วยไปไหนไม่ได้ แต่ใคร ทำอะไร ที่ไหน ท่านบอกถูกหมด
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-05-2017 เมื่อ 20:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 92 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #20  
เก่า 03-05-2017, 16:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,594
ได้ให้อนุโมทนา: 66,636
ได้รับอนุโมทนา 2,928,346 ครั้ง ใน 20,908 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การรู้เห็นต่าง ๆ เป็นของแถมในการปฏิบัติธรรม และเป็นของแถมที่บุคคลซึ่งขาดสติก็จะเสียมากกว่าดี เพราะว่าเรามักจะมั่นใจว่าเราเห็น เราถึงเชื่อ ในเมื่อเราเห็น เราถึงเชื่อ เราก็จะไม่ฟังใครเวลาเขาเตือน แล้วการรู้เห็นก็ยังมีการปรุงแต่งหลอกลวงกันได้

เราจะเห็นว่าหลวงพ่อท่านนั้นให้หวยมาถูก ๓ งวดติดกัน ให้หวยมาถูก ๗ งวดติดกัน งวดต่อไปเจ๊ง...เรียบร้อย ก็เพราะว่าทันทีที่สภาพจิตของตนเองไม่ผ่องใส แทนที่จะปฏิบัติเพื่อความสงบ ก็กลายเป็นปฏิบัติเพื่อไปดูหวย การรู้เห็นต่าง ๆ ก็หายไป เพราะว่าเวลาจิตสงบเหมือนกับน้ำที่นิ่ง สามารถสะท้อนให้เห็นเงาของสิ่งต่าง ๆ รอบข้างอย่างชัดเจน แต่ถ้าหากว่าน้ำกระเพื่อม ไม่นิ่ง สิ่งทั้งหลายที่เรารู้เห็นก็ไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้อีก


เป็นเรื่องที่พาให้พระเสียมามากต่อมากแล้ว เพราะว่าตอนแรกก็ปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากกองทุกข์ แต่พอถึงเวลาเห็นโน่น เห็นนี่ ก็ เที่ยวบอกชาวบ้านเขา มีคนเลื่อมใสศรัทธา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไหลมาเทมาก็โดนกิเลสท่วมทับใจ

รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น ก็เริ่มทำสิ่งที่นอกธรรมนอกวินัย เมื่อทำสิ่งที่นอกพระธรรมวินัย ความรู้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่สูญหายไป เพราะว่ากำลังใจของตนเองไม่สะอาดแล้ว ก็กลายเป็นว่า เราเสียพระที่ควรจะเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปอย่างน่าเสียดาย

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-05-2017 เมื่อ 20:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 95 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:10



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว