กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์

Notices

เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ เก็บข้อธรรมจากบ้านอนุสาวรีย์มาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #41  
เก่า 17-03-2010, 14:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี จะเป็นเศรษฐีในเรือนยาจก แปลว่า ต่อให้จนแค่ไหน ถ้ารู้สึกยินดี พอใจในสิ่งที่ตนเองมี มันก็รู้สึกว่าตนรวย

ส่วนผู้ที่ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี จะเป็นวนิพกในเรือนเศรษฐี ต่อให้รวยขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่รู้จักพอก็ยังจนอยู่

ที่ว่ามาเป็นของหลวงปู่พระพุทธพจน์วราภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง สมัยท่านเป็นพระเทพกวี วัดป่าดาราภิรมย์ ท่านติดคำคมไว้รอบวัด เช่น ถ้าอยากจะดัง อย่าหวังความสงบ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 165 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #42  
เก่า 17-03-2010, 14:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "พัฒนาการในการฝึก ในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าหากว่าใจร้อนเมื่อไร หลงทางได้ง่ายที่สุด"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-03-2010 เมื่อ 14:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 161 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #43  
เก่า 17-03-2010, 16:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ครั้งล่าสุด ไปกราบวิหารสมเด็จองค์ปฐม พอไปกราบเสร็จ หลับตาปั๊บ สว่างโร่เลย ผมไม่เคยเป็นมาก่อน
ตอบ : ไปใหม่

ถาม : ไม่เหมือนเดิมครับ
ตอบ : ต้องย้อนกลับไปดูว่า ตอนนั้นเราวางกำลังใจอย่างไร ช่วงก่อนที่ทำจะอย่างนั้น เราคิดอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างไร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-03-2010 เมื่อ 03:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 165 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #44  
เก่า 17-03-2010, 22:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : วันอังคารนี้ผมจะตั้งศาลพระภูมิครับ
ตอบ : ทำไมไปตั้งวันอังคาร ?

ถาม : ฤกษ์พรหมประสิทธิ์พอดีครับ
ตอบ : ส่วนใหญ่การตั้งศาลพระภูมิเขาให้ใช้ฤกษ์วันพฤหัส เดือนคู่ อย่างเดือนยี่ เดือนสี่ เดือนหก เดือนแปดข้างขึ้น และเดือนสิบสอง เดือนแปดข้างแรมและเดือนสิบเขาไม่ทำกัน เพราะถือว่าอยู่ในช่วงพรรษา ฉะนั้น..เราลองไปดูใหม่ เอาวันที่เหมาะ ๆ หน่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-03-2010 เมื่อ 03:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 168 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #45  
เก่า 18-03-2010, 11:34
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ขอกราบเรียนถามเรื่องใช้ทรายเสก ที่เขาบอกว่าสาดจากข้างในออกไป หมายถึงในตัวบ้าน ในตัวอาคารเลย ?
ตอบ : ซัดในบ้านก่อน จากนั้นค่อยไปล้อมเป็นวง ถ้าคุณไปล้อมวงก่อน ของข้างในเขาออกไม่ได้ เดี๋ยวจะมีการอาละวาดหนักเลย

ถึงเป็นตึกสิบชั้น ยี่สิบชั้นก็ไม่เป็นไร ตั้งใจแค่ชั้นเดียวก็พอ อานุภาพคลุมถึงหมด


ถาม : ทำเองได้ โดยที่ไม่ต้องให้ใครทำให้ ?
ตอบ : ไม่ต้อง ตั้งใจกราบขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ เวลาซัดก็ว่า นะโมพุทธายะ

ถาม : อย่างนี้ถ้าซัดไปแล้ว สัตว์เขาตาย เท่ากับปาณาติบาต ?
ตอบ : เคยมีตัวอย่างว่า มีบ้านโยมบางคน มีงูเข้ามาแล้วตายพาดอยู่กับวงทรายเสก เขาก็ไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า นั่นเขามาร้าย ถ้าเขามาดีจะไม่เป็นอะไร สามารถเข้าออกได้

ถาม : ซัดในอาคาร กวาดได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ท่านบอกว่าซัดทิ้งไว้สัก ๓๐ นาที แล้วค่อยกวาด ถ้ากลัวว่าจะไม่พอทำรั้ว เราเอาไปโรยใส่ทรายอื่นเยอะ ๆ ก็ได้ โรยลงไปแล้วคลุกเลย จากนั้นก็เอาไปใช้ได้เหมือนกัน

ถาม : ขอบพระคุณครับ ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะต้องเอาไปกี่สิบถุงถึงจะพอใช้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 18-03-2010 เมื่อ 12:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 165 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #46  
เก่า 18-03-2010, 13:53
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ในระหว่างที่ผมนอนหลับ จะรู้สึกว่ามีแผ่นใส ๆ มาปิดที่ใบหน้า ช่วงนั้นจะรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ค่อยออก แต่พอสักพักหนึ่ง มันคลุมตัว พอตื่นมารู้สึกจิตกระปรี้กระเปร่าขึ้น อันนี้เกิดจากสาเหตุอะไรครับ ?
ตอบ : มีอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือ สภาพจิตเป็นสมาธิทรงตัวมากขึ้น พอสมาธิทรงตัวมากขึ้น ลมหายใจจะน้อยลงโดยอัตโนมัติ แล้วเรายังไม่เคยชิน ก็เลยรู้สึกอึดอัดในระยะแรก

อย่างที่สอง เป็นเหตุผลทางการแพทย์ เขาบอกว่าคนที่นอนไม่หลับ ถ้าระบบการหายใจไม่ดี จะมีอาการเป็นอย่างนั้นเอง

ถาม : เราก็เลยกลัว เพราะหายใจขัด
ตอบ : ส่วนใหญ่แล้วจะเสียเพราะกลัว คือ ถ้าหากว่าเป็นอย่างแรก ที่สมาธิเริ่มทรงตัวมากขึ้น ถ้าหากว่าเรากลัว ก็จะถอยหลังเลย กลายเป็นกลัวดี ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าตายเป็นตาย เพื่อแลกกับความดี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-03-2010 เมื่อ 14:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 157 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #47  
เก่า 18-03-2010, 13:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เรื่องคาถาเงินล้าน การท่องสัมปะจิตฉามิกับสัมปะติจฉามิ มีข้อแตกต่างกันอย่างไร ?
ตอบ : ท่องไปทั้งคู่นั่นแหละ

ถาม : ท่องได้ทั้งสองอย่างใช่ไหมครับ ?
ตอบ : อย่างหนึ่งเป็นคาถาป้องกัน อย่างหนึ่งท่านเรียกว่า แก้วสารพัดนึก

ถาม : แล้วคาถาเงินล้านแบบพิเศษเป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : ถ้าท่านอนุญาตแล้วจะบอก ไม่ได้พิเศษอะไรหรอก น้อยเป็นพิเศษ ท่องน้อยแต่ได้เยอะ

ส่วนใหญ่พวกเราชอบทางลัด ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ได้ อาตมาเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า วันหนึ่งภาวนาเป็นพันจบ ต้องว่าจนกระทั่งทรงตัวแล้ว หลังจากนั้นสูตรพิเศษก็จะตามมา ข้ามขั้นตอนไม่ได้


ถาม : ต้องเข้าสมาบัติแปดท่องหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ไม่ต้อง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-03-2010 เมื่อ 14:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 171 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #48  
เก่า 22-03-2010, 08:53
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เมื่อก่อนสังเกตอารมณ์ตัวเอง อย่างเวลามีความกำหนัดเกิดขึ้น จะมีอยู่สองอารมณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ พยายามที่จะทำตามความรู้สึกนั้น กับพยายามที่จะให้ความรู้สึกนั้นหายไป ทีนี้เกิดมีอีกอารมณ์หนึ่งเกิดขึ้นเข้ามา ก็คือ รู้สึกว่าความกำหนัดเกิดขึ้น แต่ไม่ได้อยากให้หายไป และก็ไม่ได้อยากจะทำตาม ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของสังขารุเปกขาญาณหรือเปล่า ?
ตอบ : อันหลังนี่เป็นอารมณ์ที่ถูกต้องกว่า เพราะว่าสภาพร่างกายของเราถ้ายังดีอยู่ เรื่องของราคะ โทสะ โมหะ จะแรงเป็นปกติ แต่จะแรงก็แรงไป เราไม่ให้ความใส่ใจ ไม่ไปนึกคิดปรุงแต่งจินตนาการ ก็จะอยู่ได้ไม่นาน แล้วก็จะหายไปเอง

เพราะฉะนั้น..เราทำตัวเป็นคนดู พอถึงเวลามีตัวละครขึ้นเวทีมา เราก็ดูไปเรื่อย พอเล่นครบบทเดี๋ยวมันก็ลงเวทีไปเอง ถ้ายิ่งสติ สมาธิ ปัญญาของเราเข้มข้น แหลมคม ว่องไวมากเท่าไร ระยะเวลาที่จะอยู่ได้ก็สั้นลงเท่านั้น และท้ายสุดถ้าหากว่าไวจริง ๆ ก็จะตัดตั้งแต่เหตุเลย แล้วมันจะเกิดไม่ได้ ถ้าถึงตอนนั้นคุณสบายแล้ว

อย่างเช่นมองไปจะสักแต่เห็นว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์เท่านั้น จะไม่มีการคิดต่อว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย สวยหรือไม่สวย ชอบหรือไม่ชอบ เพราะฉะนั้น..ทั้งราคะ ทั้งโทสะก็เกิดไม่ได้ ก็คือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น

หูได้ยินเสียงเหมือนกัน ต่อให้ไพเราะขนาดไหนก็ตาม แต่ทันทีที่ได้ยินก็จะกลายเป็นสักแต่ว่าได้ยิน เพราะรู้ว่าถ้าคิดตามหรือทำตามจะเกิดโทษอย่างไร

ประเภทนี้กว่าจะถึงได้จะต้องโดนจนเข็ด พลาดแล้วพลาดอีก ผิดแล้วผิดอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน แล้วในที่สุดพอเข็ดขึ้นมาแล้วจะหาวิธีการ คือ เริ่มใช้ปัญญาแล้ว ไม่อย่างนั้นจะโดนอีก
ที่ว่าหาวิธีการไหนที่จะหลีกเลี่ยง อันดับแรกก็ต้องหยุดไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นท้ายสุดก็เลิก

ฉะนั้น..ที่เราทำอยู่ปัจจุบัน ถือว่าถูกต้องมากกว่าอย่างแรก แต่ขอให้รู้ว่า ไม่ว่าจะชอบ ก็คือคล้อยตาม หรือว่าจะชัง ต่อต้านก็ตาม จะเสียทั้งคู่ ถ้าชอบก็เป็นราคะตรง ๆ ชังก็เป็นโทสะ กินเราทั้งขึ้นทั้งล่อง


ถาม : อันนี้เป็นขั้นหนึ่งที่ก้าวเข้าใกล้อารมณ์สังขารุเปกขาญาณหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : จะเรียกว่าเป็นสังขารุเปกขาญาณไหม ? ยังไม่เป็น เพราะถ้าหากว่าสังขารุเปกขาญาณนี่ จะปราศจากการปรุงแต่งแล้ว จะเรียกว่าก้าวเข้าไปใกล้ไหม ? ใกล้กว่าเดิมสักก้าวหนึ่ง เหลืออีกกี่กิโลว่ากันอีกที
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-03-2010 เมื่อ 14:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 157 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #49  
เก่า 22-03-2010, 08:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : สงสัยมาจากครั้งก่อนครับ ที่ถามเรื่องนิพพิทาญาณ ที่หลวงพ่อบอกว่าจะต้องพิจารณาให้ก้าวต่อไปสู่สังขารุเปกขาญาณ ก็คือ มาทางนี้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่ามาทางนี้ ถูกแนวแล้ว ต่อไปก็ทำอย่างไรที่จะรู้ทันและหยุดมันให้ได้ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วก็จะสักแต่ได้เห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น สักแต่ว่าได้รส สักแต่ว่าสัมผัส แล้วให้อยู่แค่นั้น อย่าให้เข้ามาในใจ ไม่คิดต่อจะจบเลย คิดต่อเมื่อไร เป็นโทษทันที

แล้วหลังจากนั้นต่อไป ปัญญามีมากขึ้น ก็เห็นเหตุว่าเกิดจากอะไร ก็จะตัดเหตุอันนั้นเลย ต่อไปจะสักแต่ว่าเห็น ถ้าถึงตอนนั้น จะเป็นโต๊ะก็ดี จะเป็นเสาก็ดี จะเป็นคนก็ดี จะมีราคาเท่ากันหมด คือเราสักแค่ว่าเห็นเป็นรูปหรือเป็นธาตุเท่านั้น ไม่มีความเป็นหญิง เป็นชาย เป็นเรา เป็นเขา ตัวที่จะปรุงแต่งไปทางราคะ โลภะ โทสะ โมหะก็หมดไป

ทำไปเถอะ ขอให้ถึงไว ๆ จะได้หมดภาระอาตมาไปสักคน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 30-03-2010 เมื่อ 23:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 162 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #50  
เก่า 23-03-2010, 19:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "พ.ต.อ. อรรณพ กอวัฒนา ด้วยความที่ท่านเป็นตำรวจและผจญกับผู้ร้ายมาเยอะ ก็เลยเชื่อมั่นในเรื่องวัตถุมงคล

ตอนนั้นท่านไล่จับผู้ร้ายทางจระเข้น้อย ออกไปทางสมุทรปราการ ท่านบอกว่ายิงมันกระเด็นตกเรือไป คาดว่าตายแน่นอน แต่จ้างคนงมเท่าไรก็ไม่เจอ ปรากฏว่าอีกไม่กี่วันมันไปปล้นอีกแล้ว สืบดูก็เลยรู้ว่าโจรมันพกเขี้ยวเสือหลวงปู่ปาน วัดคลองด่าน ของท่านขลังขนาดนั้นเลยหรือ ? ยิงกระเด็นตกเรือไปเลย แต่กลับไม่เป็นอะไร

ของอย่างนี้จะต้องมีประสบการณ์เองจึงจะเชื่อมั่นมากขึ้น พวกเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ทำให้พระจำเป็นต้องออกธุดงค์ เพราะว่าเมื่อต้องผจญอันตราย ไม่ว่าจากสัตว์ร้าย ภูตผีปิศาจหรือว่าเทวดาแกล้งก็ตาม ท้ายสุดถ้าเอาคุณพระรัตนตรัยเข้าสู้ จะไม่มีอะไรสู้ได้ กลายเป็นว่าคุณพระรัตนตรัยสูงสุด ไม่มีสิ่งใดจะมาลบล้างได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นพระรัตนตรัยอย่างเต็มที่ เต็มจิตเต็มใจไปเอง

ไปไหนก็เลยจะเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง นั่นเป็นกติกาข้อแรกของความเป็นพระโสดาบัน เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ คราวนี้ก็เหลืออยู่อย่างเดียวคือ ไปชำระศีลให้บริสุทธิ์ และระลึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย


ที่เขาไปธุดงค์กันจนแทบปางตาย เขาต้องการแค่นี้แหละ เขาไม่ต้องการอะไรมากมาย"


ถาม : ถ้ามีความเคารพพระรัตนตรัยเสียอย่าง การรักษาศีล นึกถึงความตายก็...
ตอบ : เท่ากับเป็นส่วนประกอบเลย ที่ยากที่สุดอยู่ที่ข้อแรก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-03-2010 เมื่อ 19:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 155 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #51  
เก่า 23-03-2010, 20:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ถ้าเราพิจารณาว่าร่างกายไม่มี ทำไมรู้สึกว่าร่างกายมันหนัก
ตอบ : เพราะเป็นภาระ

ถาม : มันหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ตอบ : สมาธิแน่นขึ้น พอสมาธิแน่นขึ้น ทรงตัวมากขึ้น ถ้าถึงระดับฌานสองต่อฌานสาม เราจะรู้สึกหนัก หรือบางทีเหมือนกลายเป็นหินไปเลย

ความจริงไม่อยากจะบอก แต่ว่าถ้าไม่บอกก็อธิบายไม่ชัด แต่พอบอกไปก็ให้ระมัดระวังไว้ว่า ต่อไปเวลาปฏิบัติอย่าอยากให้เป็นอย่างนั้น ถ้าอยากให้เป็นอย่างนั้นเมื่อไร ชาตินี้ก็ไปไม่ถึง เพราะจะกลายเป็นฟุ้งซ่าน รอว่าเมื่อไรจะเป็นอีก ให้เราปฏิบัติไปเหมือนเดิมทุกอย่าง จะเป็นหรือไม่เป็นก็เรื่องของมัน


ถาม : ก็คือ ช่างมัน
ตอบ : จ้ะ เรามีหน้าที่ทำ จะเป็นหรือไม่เป็นก็ช่างมัน

ถาม : แล้วบางทีใจหวิว ๆ
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ เรื่องของร่างกาย อย่าไปสนใจมากนัก คิดว่าเราทำความดีอยู่ ตายตอนนี้ก็ช่างมัน

อยากจะบอกกับโยมว่า ที่มานั่งตอบตรงนี้ได้เพราะหวิวมาเยอะแล้ว ทุกขั้นตอนที่โยมว่า อาตมาเจอมาหมดแล้ว

ถาม : มันจะตาย
ตอบ : ถ้าใจจะขาด ให้ตัดใจไปเลย ตายเป็นตาย..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-03-2010 เมื่อ 20:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #52  
เก่า 23-03-2010, 21:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ช่วงที่เขาจะก่อความวุ่นวาย บางทีทางใต้เขาจะสวมรอยพร้อม ๆ กัน ความสนใจที่มุ่งมาทางกรุงเทพฯ ทางด้านนั้นจะโหว่...

ถ้าหากว่าฝ่ายป้องกันขาดความระมัดระวัง จะเป็นเหตุให้ทางภาคใต้ก่อเหตุความรุนแรงได้ง่าย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-03-2010 เมื่อ 04:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 147 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #53  
เก่า 23-03-2010, 21:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : หลวงพ่อเคยรู้สึกขี้เกียจไหมครับ ?
ตอบ : เคย

ถาม : บ่อยไหมครับ ?
ตอบ : นาน ๆ ที

ถาม : แล้วตอนขี้เกียจทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : นอน..!

ถาม : ตื่นมาแล้วหายไหมครับ ?
ตอบ : ตื่นมาแล้วก็ทำงานต่อ ขี้เกียจอีกไม่ได้ เพราะหน้าที่บังคับ

มีหลายครั้งในลักษณะของการปฏิบัติเพื่อสู้กิเลส บางทีสู้กิเลสไม่ไหวจริง ๆ ต้องใช้วิธีโกงก็คือนอนเลย

จริง ๆ นะ ไม่อย่างนั้นเราจะพิจารณาหรือภาวนาอย่างไร ก็เอาไม่อยู่ทั้งนั้น ถ้าเอ็งมีปัญญาอาละวาดก็อาละวาดไป ข้าจะนอน พอตื่นขึ้นมาคราวนี้มีแรงฟัดกับมันต่อได้ วิธีโกงอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ใช้มาหลายครั้งแล้วด้วย


ถาม : มันไม่ตามไปตีต่อในฝันหรือครับ ?
ตอบ : ตอนนั้นเรามืดบอดไปหมด ชนิดในฝันมันก็เอาเราไม่ได้แล้ว ฉะนั้น..บางทีก็โกงได้ซึ่ง ๆ หน้าเหมือนกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-03-2010 เมื่อ 04:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 152 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #54  
เก่า 26-03-2010, 02:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ระหว่างอุปาทานกับการคิดเอง จะพิจารณาว่าต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : อุปาทาน คุณเข้าใจว่าอะไร ? อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่นไปกับสิ่งที่เราได้รู้มา อันนั้นคืออุปาทาน ไม่ใช่คิดเอง

การคิดเองอาจจะเป็นจินตามยปัญญาก็ได้ จินตามยปัญญาเป็นปัญญาเกิดจากการคิด โดยที่อาศัยการอนุมานเอา จากประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เราได้มา จะเป็นการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษาก็ตาม

แต่ภาวนามยปัญญา เป็นการรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว อย่างเช่น รู้เห็นว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ใครก็เถียงไม่ได้ รู้ว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ใครก็เถียงไม่ได้ รู้ว่าไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา อย่างนี้เป็นต้น

ฉะนั้น..อุปาทานที่เราว่า เราเข้าใจรากศัพท์จริงไหม ? อุปาทาน คือการไปยึดของเก่าเป็นหลัก อย่างเช่นว่า พระอินทร์จะต้องเขียว ๆ ถ้าท่านมาในลักษณะอย่างอื่นที่ไม่เขียว เราก็คิดว่าไม่ใช่


ถาม : การยึดมั่นถือมั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ตราบใดที่ยังไม่เข้าถึงความเป็นอริยเจ้า ตราบนั้นยังมีความเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่

ฉะนั้น..คุณไม่ไปกังวลหรอก เป็นแทบทุกคน จะเป็นมากเป็นน้อยเท่านั้น ถ้าเป็นชนิดที่ไม่เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปเลย ก็มิจฉาทิฏฐิแท้ ถ้าเชื่ออยู่บ้าง แต่ปฏิบัติไม่ได้ ก็ถือว่ามีส่วนของความเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่บ้าง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-03-2010 เมื่อ 02:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 141 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #55  
เก่า 26-03-2010, 03:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : หนูไปทำตามที่หลวงพ่อบอก ก็คือ ฟังเสียงเทศน์ไปเรื่อย ๆ ทั้งคืน แล้วก็เหมือนไม่ค่อยได้หลับทั้งคืน พอวันที่สี่ หัวหมุน ตาโฟกัสไม่ได้
ตอบ : อันนั้นแสดงว่ายังไม่ใช่ ถ้าหากว่าใช่จริง ๆ ตัวเราหลับแต่ใจเราตื่น

ถาม : หลวงพ่ออยู่ได้อย่างไร ทั้งที่เวลานอนมีนิดเดียว ?
ตอบ : ก็อยู่อย่างนี้แหละ

ถาม : แล้วหัวไม่หมุนหรือคะ ?
ตอบ : ก็ได้นอน คือเราขอนิดเดียวเท่านั้น พอกำลังใจละเอียดขึ้น การพักผ่อนน้อยก็เหมือนพักผ่อนมาก เพราะร่างกายได้พักจริง ๆ อาจจะพักในระดับที่ว่า อวัยวะภายในหยุดทำงานเลย นี่บอกข้ามขั้นตอนไปหน่อย เอาไว้ทำถึงตรงนี้แล้วค่อยมาถาม

ในเมื่อร่างกายที่ทำงานมาตลอด จู่ ๆ ดับเครื่องไปสัก ๑๕ นาที ก็ถือว่าพอแล้ว ถึงเวลาก็เริ่มต้นใหม่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 26-03-2010 เมื่อ 03:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 146 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #56  
เก่า 26-03-2010, 03:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : กราบเรียนถามเรื่องการใช้สีรถให้ถูกโฉลก
ตอบ : สีอะไรก็ได้ ยกเว้นสีดำก็พอ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกเองว่า "เป็นการไว้ทุกข์ให้ตัวเอง..ไม่ดี.." แต่ส่วนใหญ่ร้อยละร้อย มักจะเอาแต่สีดำ

ถาม : รถสีเทาได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ยังจัดว่าอยู่ในโทนดำ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 26-03-2010 เมื่อ 03:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 148 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #57  
เก่า 26-03-2010, 11:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เมื่อคืนฝันว่าเห็นท่านมาบอกเคล็ดเรื่องอาราธนาพระ แต่บอกเป็นภาษาบาลีครับ ผมจำไม่ได้
ตอบ : ไม่ต้อง จำไม่ได้ ก็ปล่อยไป

ถาม : เป็นท่อนก่อนขึ้น พุทธัง อาราธนานังครับ
ตอบ : อะไรในฝัน ถ้าได้ก็คือได้ ไม่ได้คือไม่ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-03-2010 เมื่อ 11:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 141 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #58  
เก่า 26-03-2010, 14:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เมตตาเพศตรงข้ามอย่างไรไม่ให้เป็นราคะ?
ตอบ : ตั้งกำแพงกั้นเอาไว้เลย ถ้าไม่ตั้งกำแพงกั้นไว้ ให้เขาเข้าใกล้ได้ เดี๋ยวก็เสร็จ..! เพราะของอย่างนี้จะดึงดูดกันโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ถึงเวลาเขาเข้ามา เราก็ยันออกไป ตอนนั้นเราเบรกด้วยขา คือยัน ไม่ใช่อุเบกขา

อารมณ์เมตตาจริง ๆ จะไม่มีราคะเจือปน แต่เนื่องจากว่ากำลังของเรายังไม่บริสุทธิ์จริง ถึงเวลาแล้วสถานการณ์พาไป เผลอไปนึกคิดปรุงแต่ง ก็จะออกไปทางราคะได้ ฉะนั้น..ต้องตั้งกำแพงกั้นไว้เลย

ถ้ายังทำได้ไม่ดี เราอุเบกขาไม่ได้ เราก็เบรกด้วยขา เข้าใกล้มาก็ถีบพลั่ก..!


ถาม : เผอิญว่าไม่ได้มีรายเดียวด้วยค่ะ
ตอบ : เป็นเรื่องปกติ ถึงวาระที่กรรมจะส่งผล โอย..ไหลมาเทมา

ถาม : ใช่ค่ะ
ตอบ : คอยยันเอาไว้ พอพ้นวาระก็จะพ้นเลย จากที่เคยให้ความสนใจก็จะธรรมดาปกติ

ถาม : หนูก็พยายามไปตัดตัวโลภะด้วย เพราะหนูเห็นว่า พอทำให้ตัวโลภะเบาบาง ราคะก็เบาบางลงด้วย
ตอบ : จะไปตัดตัวไหนก่อนก็ได้ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ มีกำลังเท่ากัน ตัวไหนเบาลงที่เหลือก็เบาไปด้วย เหมือนกับกองทัพกิเลส

ถ้าเขามีกองทัพอยู่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง กองหนึ่งมีทหารสัก ๑๐,๐๐๐ ก็แปลว่าจำนวนยอดก็คือ ๔๐,๐๐๐ ไม่ว่าเราจะทำลายกองทัพใดกองทัพหนึ่ง อาจจะสูญเสียไพร่พลไปสัก ๕๐ คน ๑๐๐ คนก็ตาม ก็ตัดไปจากยอดสี่หมื่น อย่างน้อยก็เท่ากับว่าส่วนอื่นกำลังน้อยลงไปด้วย

ไม่ใช่ว่าของคุณเสียกำลังไปกองหนึ่ง อีกสามกองกำลังเท่าเดิม...ไม่ใช่..เราต้องดูในภาพรวม
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-03-2010 เมื่อ 14:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 141 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #59  
เก่า 30-03-2010, 14:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ถ้าเราอธิษฐานขอให้ไม่รู้ไม่เห็น พอถึงเวลาเราจะรู้ จะเห็นไหมคะ ?
ตอบ : เหมือนกับว่าพอไปถึงสถานที่นั้นแล้ว..ก็ต้องเห็น ไม่ต้องการรู้..ก็ต้องรับรู้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-03-2010 เมื่อ 17:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 121 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #60  
เก่า 30-03-2010, 16:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,078
ได้ให้อนุโมทนา: 92,237
ได้รับอนุโมทนา 3,908,443 ครั้ง ใน 27,580 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "กำลัง ๗ ช้างสาร เป็นกำลังบุญ ไม่ใช่กำลังทั่ว ๆ ไป

กำลังบุญในที่นี้ ก็คือ พลังงานขนาดนั้น แม้จะมีอยู่ แต่สภาพร่างกายก็แก่เหมือนคนทั่ว ๆ ไป กำลัง ๗ ช้างสารนั้นมีไว้ประคองร่างกายตัวเอง

เราต้องนึกถึงท่านย่าวิสาขา ท่านย่าวิสาขาอายุ ๑๒๐ ปี นั่งอยู่ท่ามกลางลูก ๒๐ คน หลาน ๔๐๐ คน เขาแยกไม่ออกว่าคนไหนคือท่าน เพราะท่านมีเบญจกัลยาณีที่เรียกว่า วัยงาม ก็คือ คลอดลูกคนแรกอายุเท่าไร ลักษณะหน้าตาจะอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิต

เบญจกัลยาณีมี
๑) เกสะกัลยาณิ คือ ผมงาม ผมสวย เขาบอกว่ายาวสลวยลงมาประมาณบั้นเอว แล้วปลายจะงอนช้อนขึ้น สีเหลือบเขียวเหมือนหางนกยูง แสดงว่า ต้องเงางามมาก
๒) มังสะกัลยาณิ คือ เนื้องาม เขาบอกว่า เนื้องามให้ดูริมฝีปากเป็นหลัก เพราะว่าส่วนของร่างกายที่บางที่สุด คือ ริมฝีปาก
๓) อัฏฐิกัลยาณิ คือ กระดูกงาม ท่านบอกให้ดูฟันเป็นหลัก เพราะกระดูกที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายก็คือฟัน
๔) ฉวิกัลยาณิ คือ ผิวงาม แสดงว่าผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นคนผิวสีไหนก็สวย
๕) วยกัลยาณิ คือ วัยงาม ไม่แก่ตามวัย มีลูกคนแรกตอนอายุเท่าไร รูปร่างหน้าตาจะอยู่แค่นั้นตลอดไป

คราวนี้นางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านมีกำลังเท่ากับ ๗ ช้างสาร ตรงนี้ที่พิสูจน์ได้ก็ตรงเครื่องประดับของท่าน เพราะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ ทำขึ้นมาจากทองพันแท่ง เงินพันแท่ง เรามานึกดู ทองแท่งละบาทก็แย่แล้ว ยังมีแก้วมณี ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ แก้วไพฑูรย์อย่างละ ๒๒ ทะนาน ร้อยขึ้นมา ลักษณะเป็นมงกุฎรูปนกยูงรำแพน มีชายลงมาเป็นเสื้อคลุม น้ำหนักก็เลยมากเป็นพิเศษ

ตอนที่นางวิสาขาประกาศขายเครื่องสาธน์ เขาต้องใส่เกวียนไป แต่ถึงเวลาที่ท่านใส่ ท่านก็สามารถใส่ได้สบาย ๆ เพราะกำลังของท่านเยอะ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 30-03-2010 เมื่อ 20:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 121 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:40



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว