กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 01-03-2011, 15:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

อบรมที่เกาะพระฤๅษี วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๐

พวกคุณนั่งพับเพียบแล้วยืดตัวตรงได้ไหม ? ลองดูนะ..ถ้าหากว่าเรานั่งตัวไม่ตรง เลือดลมจะเดินไม่สะดวก พอเลือดลมเดินไม่สะดวก การภาวนาก็จะยากไปด้วย

ในบาลีพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ชัดเลยว่า อุชุง กายัง* ตั้งกายให้ตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เราเกร็ง แต่ให้อยู่ในระดับที่พอดี ทีแรกอาจจะต้องบังคับกันหน่อย แต่ถ้าฝึกจนเคยชิน ก็ไม่ต้องไปบังคับ ไปเกร็งร่างกาย

ถ้าเรายืดตัวตรง จะรู้สึกว่าการจับลมหายใจเข้าออกสะดวกกว่าเดิมมาก พยายามฝึกให้ชินเข้าไว้ ถ้านั่งพับเพียบงอตัวเอียงข้างแบบนั้น นานไปเกิดเส้นยุบเส้นจม ต่อไปทำอะไรก็ยาก

วันนี้กำลังใจของพวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยทรงตัว แกว่งได้ง่าย เกิดเพราะอะไรรู้ไหม ? เพราะอากาศเปลี่ยน..! นักปฏิบัตินี่ต้องรู้จักสังเกตตนเอง ร่างกายของเราเกี่ยวโยงกับดินฟ้าอากาศทั้งหมด เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ในเมื่อธรรมชาติแปรปรวน ผลกระทบก็จะเกิดกับเรา ถ้าไม่ใช่ว่าเราทรงสมาธิได้ทรงตัวมั่นคงจริง ๆ จะฟุ้งซ่านได้ง่าย เพราะว่าเวลาที่ลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง พลังงานของโลกก็เปลี่ยนไปด้วย จึงส่งผลกระทบต่อร่างกายเราโดยอัตโนมัติ

เรื่องอย่างนี้บางท่านก็คิดไม่ถึง อย่าลืมว่าเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยโลกธาตุและภพภูมิที่นับจำนวนแทบไม่ถ้วน เราเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของจักรวาลเท่านั้น เมื่อเกิดอะไรขึ้นย่อมมีผลกระทบมาถึงเราอยู่แล้ว

เวลาฟุ้งซ่านมาก ๆ เอาไม่อยู่ “หลวงพ่อ”** ท่านเคยให้คาถาเอาไว้ ท่านให้ภาวนาคาถาเรียกจิต เราเปิดเทป “ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า” ตลอดเวลา น่าจะได้ยินกันมาแล้ว ให้ภาวนาว่า “อิติ สัมมาสัมพุทธัสสะ มะมะ จิตตัง”

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังใจหวั่นไหว ไม่ทรงตัว ฟุ้งซ่าน ให้เราภาวนาบทนี้ไปก่อนสัก ๓ - ๕ นาที พอจิตทรงตัวสงบได้แล้ว เราค่อยใช้คำภาวนาตามปกติของเรา

ในปฏิปทาท่านผู้เฒ่า ถ้าฟังดูจะรู้ว่า เวลาร่างกายเราไม่ดี เหนื่อยมาก หิวมาก เจ็บไข้ได้ป่วย หรือว่าเกิดการแปรปรวนตามสภาพของอากาศ ถ้าไม่ใช่สมาธิทรงตัวมั่นคงจริง ๆ เราจะเอาไม่อยู่


หมายเหตุ :
* พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ : พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ : ทีฆนิกาย : มหาวรรค : มหาสติปัฏฐานสูตร
** พระราชพรหมยาน(วีระ ถาวโร ป.ธ. ๔) วัดจันทาราม(ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 01-03-2011 เมื่อ 16:49
สมาชิก 97 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 01-03-2011, 23:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเมื่อเอาไม่อยู่ เราก็ต้องมีตัวช่วย คาถาบทนี้ที่ช่วยได้ พระพุทธเจ้าทรงประทานมา ลองเอาไปภาวนาดู สำหรับผมเอง ถ้ารู้สึกว่าใจคอเริ่มแกว่ง ภาวนา ๓ ครั้ง ๕ ครั้ง ก็ทรงตัวแล้ว พวกเราเองถ้าเอาไม่อยู่ ก็ภาวนาสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ พอกำลังใจทรงตัวแล้ว เราค่อยไปภาวนาอย่างอื่นแทน

ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องของคาถาแล้ว คำว่า“คาถา”นั้น มีรากศัพท์มาจากบาลีว่า “กถา” แปลว่า วาจาเป็นเครื่องกล่าว หมายความว่า คำพูดทุกอย่างก็คือคาถา

แต่คาถาในความรู้สึกหรือว่าเข้าใจของพวกเรานั้น เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ที่จะบันดาลผลให้ผู้ที่ท่องบ่นภาวนาได้ ถ้าจะนับอย่างนั้นก็ได้ แต่ว่าให้ส่วนของคาถานี้ จะว่าไปแล้วเป็นไสยศาสตร์

คำว่าไสยนั้นตรงข้ามกับพุทธ “ไสยะ”แปลว่า“หลับ” ส่วน“พุทธะ”แปลว่า“ตื่น” ไสยศาสตร์ คือ ความรู้ที่ยังไม่พ้นจากการหลับ ส่วนพุทธศาสตร์ คือ ความรู้ที่ทำให้เราตื่น แต่โบราณาจารย์ท่านเก่ง ท่านให้เราภาวนาเกี่ยวกับไสยศาสตร์จนจิตเคยชิน พอชินกับสิ่งเหล่านี้แล้ว เมื่อเปลี่ยนมาปฏิบัติกรรมฐานตามแบบของพุทธศาสตร์ ก็จะทำได้ดี แล้วก็ง่ายกว่า

ดังนั้น..ถ้าหากใครเขาว่า เราปฏิบัติหรือว่าทำในเรื่องของไสยศาสตร์ ให้ยอมรับไปเลย หลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ของผม ท่านทำอย่างนี้มาตลอด ตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ เริ่มต้นที่ไสยศาสตร์จบลงที่พุทธศาสตร์ ไม่ใช่เริ่มที่ไสยศาสตร์ แล้วออกทะเลกลับไม่เป็น

การที่เราจะใช้คาถาให้ได้ผล อย่างน้อยจิตต้องทรงตัวเป็นอุปจารฌานขึ้นไป ก็แปลว่าเกือบจะถึงปฐมฌาน แล้วต้องมีความแน่วแน่มั่นคง จิตที่จดจ่อแน่วแน่นั่นแหละ จะเป็นตัวบันดาลให้เป็นไป

คาถานั้นเกิดขึ้นมา ๓ แบบด้วยกัน
แบบที่ ๑ คือ พระพุทธเจ้าท่านประทานให้
แบบที่ ๒ คือ พรหม เทวดาหรือว่านางฟ้า ท่านบอกให้
แบบที่ ๓ คือ บุคคลที่ได้อภิญญาผูกคาถาขึ้นมา แล้วอธิษฐานทับด้วยอำนาจอภิญญาของท่าน

ทั้ง ๓ วิธีนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม ถ้าเราใช้คาถาตามแบบที่ว่ามา กำลังของท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะส่งมาช่วย ในเมื่อกำลังท่านส่งมาช่วย คาถาจะได้ผลง่ายขึ้น ตัวเราก็ออกแรงแค่ครึ่งเดียว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-03-2011 เมื่อ 02:33
สมาชิก 95 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 02-03-2011, 16:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าหากทำสมาธิเริ่มทรงตัวเมื่อไร ผลของคาถาก็จะเกิด การเป็นนักบวชของเรา ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นเณร เป็นชี ตลอดจนฆราวาสนักปฏิบัติ มักจะมี “มาร” ต้องใช้คำว่ามาร คือ ฝ่ายที่เขาอยากลองดี

บางทีก็เป็นฆราวาสหน้าตาเห็น ๆ กันนี่แหละ บางทีก็พระด้วยกัน เขาอยากจะลอง ในเมื่อเขาอยากจะลอง ส่งของที่เขาทำมา เราต้องรู้จักกัน รู้จักแก้ ถ้ากันไม่ได้ แก้ไม่เป็น ก็ลำบาก เดือดร้อนไปนาน

คาถาที่สำหรับเอาไว้กันนั้น หลวงพ่อท่านสอนให้เราเสกข้าวกิน จริง ๆ แล้วการเสกข้าวก็คือ การพิจารณาปฏิสังขาโย ในปัจจัย ๔* นั่นเอง ปฏิสังขาโยที่เราพิจารณาอยู่นั้น มีจีวะรังคือเครื่องนุ่มห่ม ปิณฑะปาตังคืออาหาร เสนาสะนังคือที่อยู่อาศัย คิลานะเภสัชคือยารักษาโรค

ท่านให้เราพิจารณาอยู่ตลอดเวลา พิจารณาเพื่ออะไร ? ก็เพื่อให้รู้ตัวว่า เราไม่ได้นุ่งห่มเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการปกปิดร่างกายให้พ้นจากความอาย พ้นจากความหนาวความร้อน

ฉันอาหารเข้าไปก็ไม่ใช่เพื่อความอ้วนพีของร่างกาย ไม่ใช่เพื่อความผ่องใสของผิวพรรณ ไม่ใช่เพื่อยังกิเลสให้เกิดขึ้น แต่เป็นการฉันเข้าไปเพื่อรักษาธาตุขันธ์นี้เอาไว้ เพื่อใช้ในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น

การอยู่อาศัยในเสนาสนะ ก็เพื่อป้องกันฝน ป้องกันแดด ป้องกันพวกสัตว์เลื้อย คลาน พวกยุง พวกเหลือบต่าง ๆ การที่เราฉันยาเข้าไป ก็เพื่อรักษาธาตุขันธ์นี้เอาไว้ปฏิบัติธรรม

ที่เราต้องพิจารณาเสมอ ๆ นั้น เพื่อสร้างสติให้เกิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ ถ้าหากว่าเอาสติใส่เข้าไป ก็จะเป็นการปฏิบัติธรรมทันที จะเป็นพุทธศาสตร์ทันที

การที่เราจะป้องกันตัวจากไสยศาสตร์ หรือจากบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกให้เสกข้าวกิน คาถาที่ท่านบอกให้ใช้มี อยู่ ๒ - ๓ บทด้วยกัน


หมายเหตุ :

* วินย. ๔/๘๗/๑๐๖
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-03-2011 เมื่อ 17:11
สมาชิก 81 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 03-03-2011, 00:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

บทแรกคือ บารมี ๓๐ ทัศ ต่อด้วย นะโมพุทธายะ ท่านบอกว่า ก่อนจะฉันอาหาร ให้เสกข้าวโดยการทำน้ำมนต์พรมเสียก่อน แต่อย่างนั้นรู้สึกว่ายุ่งยาก ผมเองไม่ค่อยชอบความยุ่ง ผมจะภาวนากำหนดภาพพระ ครอบไปหมดทั้งบริเวณนั้นเลย

ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่ไสยศาสตร์ทำมา จะกลับคืนสภาพเดิม ถ้าหากว่าไม่มีก็แปลว่าปลอดภัย คาถาท่านว่า

อิติปาระมิตตา ติงสา
อิติสัพพัญญู มาคะตา
อิติโพธิ มะนุปปัตโต
อิติปิโส จะ เตนะโม


นี่เป็นบารมี ๓๐ ทัศ แล้วต่อด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ นะโมพุทธายะ ว่าเป็นชุดเดียวกันไปเลย เสกข้าวกิน

ส่วนอีก ๒ บท บทหนึ่งเป็นของพระพุทธเจ้าพระนามว่าพระพุทธกัสสปะ อีกบทหนึ่งเป็นของท้าวเวสสุวรรณ ท่านบอกว่า เสกคาถานี้แล้ว จะทำลายยาพิษยาสั่งที่เขาใส่มาในอาหารได้ อาหารที่เหลือจากการขบฉันของเรา จะเป็นยารักษาโรคของผู้ที่นำเอาไปกินต่อด้วย

บทแรกท่านว่า พุทธังมัดจิต ธัมมังมัดใจ ศัตรูทั้งหลาย วินาศสันติ นี่เป็นของพระพุทธกัสสปะท่าน

บทที่ ๒ ว่า พุทธังมัดจิต ธัมมังมัดใจ โรคภัยทั้งหลาย วินาศสันติ นี่เป็นของท้าวเวสสุวรรณท่าน

ทั้ง ๒ บทนี้ ให้เสกต่อเนื่องเป็นบทเดียวกันไปเลย แต่ว่าการใช้คาถาตามแบบของหลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านให้บูชาครูเสียก่อน โดยใช้ ธูป ๕ ดอก เทียนขาว ๕ เล่ม ดอกบัวขาว ๕ ดอก บูชาครูขออนุญาตใช้คาถานี้

ถ้าหากว่าเราใช้บารมี ๓๐ ทัศ ต่อด้วยนะโมพุทธายะ จะทำลายของไสยศาสตร์ทั้งหมดที่เขาทำมา แต่ว่ายาพิษยาสั่งนั้น เป็นอันตรายที่เกิดจากวัตถุธาตุ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ ท่านให้ใช้บท พุทธังมัดจิต ธัมมังมัดใจ ศัตรูทั้งหลาย วินาศสันติ นี้ทำลายยาพิษยาสั่ง

ส่วน พุทธังมัดจิต ธัมมังมัดใจ โรคภัยทั้งหลาย วินาศสันติ ท่านบอกว่าจะช่วยเป็นยารักษาโรคภัย สำหรับท่านทั้งหลายที่นำเอาอาหารส่วนที่เหลือจากพระไปกินไปใช้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-03-2011 เมื่อ 03:05
สมาชิก 81 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 03-03-2011, 14:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องของคาถา ถ้าหากว่ารู้กัน รู้แก้ ไม่ต้องไปทำอะไรเขาหรอก ทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะว่าเรื่องของไสยศาสตร์ ถ้าหากว่าเราไปตอบโต้เข้าเมื่อไร เขาเองสู้ไม่ได้ เขาจะหาคนที่เก่งกว่ามาเรื่อย ๆ แล้วจะเป็นเรื่องที่ไม่รู้จบ

เรื่องพวกนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีการลอง ต่อให้เป็นผี เป็นเทวดา ก็มีผีที่เป็นมิจฉาทิฐิ ในเมื่อเขาอยากจะลอง ถ้าหากเราไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา พระพุทธเจ้าให้ใช้บทกรณียเมตตาสูตร*

เราตัดเอาเฉพาะตรง เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง ไปจนจบ ปุนะเรตีติ ภาวนาให้ชินไว้ ไปอยู่ที่ไหน ถ้าหากเพิ่งเข้าไปอยู่สถานที่นั้น ให้ภาวนาคาถานี้ จะเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นมิตรกับผี กับเทวดา กับสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิทุกหมู่ทุกเหล่า

เขาจะเกิดความรักใคร่เมตตา ไม่ทำอันตรายเรา หรือถ้ามีสิ่งใดไม่เกินวิสัย เขาก็จะสงเคราะห์ให้ ครูบาอาจารย์บางท่าน ท่านให้ใช้บทที่อยู่ในบทสวดพระปริตรของเรา เพราะว่าบทเมตตัญจะฯ บางทีก็ยาวเกินไป

แต่ผมว่าเมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิงฯ นั้น ปลอดภัยกว่า เพราะเราไม่ประกาศตนเป็นศัตรูกับใคร แถมยังได้เป็นเพื่อนกันอีกด้วย แต่ว่าครูบาอาจารย์บางท่านใช้ สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโสฯ**

บทนี้ถ้าหากว่าท่านเคยสวดพระปริตรจะรู้ มีอยู่ข้างในนั้น เป็นการอ้างบารมีของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้ามาช่วยรักษาเรา แปลว่าคุณป้องกันตัวได้ แต่ต้องภาวนาไว้เสมอ ๆ เพราะว่าไม่แน่ว่าเขาจะเป็นเพื่อนกับเรา

แต่ว่าถ้าหากว่าใช้บทกรณียเมตตาสูตร ประกาศตนเป็นเพื่อนกันเลย มีอะไรเขาสงเคราะห์เราได้ เรื่องพวกนี้ท่านต้องศึกษาเอาไว้บ้าง บางทีท่านทั้งหลายปฏิบัติไป ทิพจักขุญาณจะเกิดขึ้น เวลาเขามาลองดีกับเรา ถ้าหากพวกไสยเวทย์อาคมวัตถุอาถรรพณ์ทำอะไรไม่ได้ เขาก็จะปล่อยผีมา เพื่อรอจังหวะที่เราเผลอ แล้วก็แทรกเข้ามาคุมหรือว่าทำร้ายเรา

พวกผีที่เขาปล่อยมา เราใช้คาถา ๒ บท จะเป็น สัมปฏิจฉามิ ก็ได้ สัมปะจิตฉามิ ก็ได้ บทใดบทหนึ่งเป่าหัวให้เขาไป เพราะว่าพวกนี้ส่วนใหญ่จะโดนมัดโดนคุมมา ถ้าหากว่าไม่มีสายสิญจน์คล้องมาก็จะมีคาถามัดอยู่

ถ้าหากว่าเราใช้คาถา ๒ บทนี้เป่าให้ พวกเครื่องพันธนาการต่าง ๆ จะโดนทำลายทั้งหมด เขาก็จะหนีไปได้ ไม่โดนจับไปใช้งานอีก ผมเคยปล่อยของพวกหมอผีไป ๓๐ - ๔๐ ตัว บางคนก็เรียกว่าล้มละลายไปเลย เพราะหาผีใหม่ไม่ทัน คือหมดเกลี้ยงเลย ไม่สามารถที่จะหาได้ใหม่ในช่วงนั้น ก็จะบรรเทาไปได้ชั่วคราว


หมายเหตุ :
* พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ : พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ : ขุททกปาฐะ : กรณียเมตตาสูตร
** พระครูอรุณธรรมรังษี : มนต์พิธี : อักษรสมัย(๑๙๙๙) : กรุงเทพฯ : พ.ศ. ๒๕๓๔ : เทวะตาอุยโยชะนะคาถา : หน้า ๗๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-03-2011 เมื่อ 17:18
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 04-03-2011, 13:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,937
ได้ให้อนุโมทนา: 73,756
ได้รับอนุโมทนา 3,149,869 ครั้ง ใน 22,289 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าศึกษาเอาไว้ จะช่วยได้มาก จำไว้ว่า เรื่องของผี ถ้าเข้าคน อย่าไปไล่เขา ถ้าไม่มีกรรมเนื่องกันมา เขาเข้าไม่ได้หรอก จะต้องมีเวรมีกรรมบางอย่างเนื่องกันมา ให้ใช้วิธีต่อรองกับเขา ถามเขาว่าต้องการอะไร ? ถ้าหากว่าไม่เกินวิสัย เราก็สงเคราะห์ให้เขา เช่น ทำบุญถวายสังฆทานให้เขา เป็นต้น

ถ้าต่อรองกันแบบนี้ก็จะง่าย แล้วเราก็ไม่ได้สร้างศัตรูด้วย แต่ถ้าเราไล่เขาไป เขาจะวนเวียนอยู่แค่นั้น เผลอเมื่อไรเขาก็เอาอีก ส่วนใหญ่ที่ผมเจอมา ผมจะใช้วิธีให้เขารับไตรสรณาคมน์ บอกเขาว่า ให้ตั้งใจยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

ว่านะโม ๓ จบ ให้เขาว่าตาม ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิฯ ตติยัมปิฯ ให้เขาว่าตาม ก่อนว่าบอกเขาว่า ทันทีที่เห็นแสงสว่างมาจากทางไหน ให้ไปทางนั้นเลย เราจะได้ไปภพภูมิที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น ส่วนใหญ่ว่าไตรสรณาคมน์ยังไม่ทันจะครบเลย ก็เห็นแสงสว่าง แล้วก็ไปกันหมด เราไม่ต้องเสียเวลาไปตี ไปบังคับ ไปต่อสู้กับเขา บางรายเขาตีกันมาเป็นวัน ๆ เหนื่อยกันแทบตายทั้งหมอผีทั้งผี จนกระทั่งไปไม่รอดก็หามร่องแร่งกันมาทางด้านนี้ ผมเองก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจากให้เขายึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

เรื่องพวกนี้แม้ว่าจะอยู่ในลักษณะของไสยศาสตร์ ไม่สามารถช่วยให้เราหลุดพ้นได้ แต่ว่าอันดับแรก เราป้องกันตนเองไม่ให้มีอันตรายได้ อันดับที่ ๒ สามารถช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนได้ ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องศึกษาไว้บ้าง

เพราะว่าพุทธกับไสย ตื่นกับหลับ เป็นของคู่กัน พุทธศาสตร์เจริญรุ่งเรืองเท่าไร ไสยศาสตร์ก็เจริญรุ่งเรืองเท่านั้น เหมือนอย่างกับว่าน้ำไปได้แค่ไหน ปลาก็ไปได้แค่นั้น เขาเป็นของที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้

เพียงแต่ว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งกระทบ อีกฝ่ายหนึ่งก็เดือดร้อน เรียนรู้เอาไว้บ้างก็ดี สำหรับวันนี้ก็คงจะพอเท่านี้ก่อน เรื่องของคาถา สมัยก่อนหลวงพ่อสอนผมไว้มาก ถ้าใครอยากรู้ว่า มีคาถาอะไรที่ใช้เฉพาะงานต่าง ๆ ก็มาสอบถามกันทีหลังได้


-------------------------------------
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-03-2011 เมื่อ 19:40
สมาชิก 80 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:30



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว