กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์

Notices

เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ เก็บข้อธรรมจากบ้านอนุสาวรีย์มาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #81  
เก่า 23-11-2010, 23:54
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "บางทีการเป็นคนดีก็ไปขัดผลประโยชน์ของคนอื่น จึงจำเป็นต้องมีคนดีประเภทพระโพธิสัตว์ เพราะท่านทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเพื่อความสุขของคนส่วนรวมแล้ว ท่านสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

เพื่อความสุขของส่วนรวม ท่านยอมแม้กระทั่งต้องลงนรก อย่างเช่น การที่ต้องออกศึกออกสงคราม ไปรบราฆ่าฟันเพื่อป้องกันประเทศและประชาชนของตัวเอง ทำไปแล้วถ้าตนเองกำลังใจไม่ดี จิตเศร้าหมองก็ลงนรกแน่นอน

ท่านทั้งหลายเหล่านี้ รู้อยู่ว่าทำแล้วผลเป็นอย่างไรแต่ก็ทำ ทำเพื่อความสุขของคนอื่นมากกว่า อย่างปัจจุบันก็ต้องดูในหลวงของเรา ต้องบอกว่าถ้าท่านนอนสบาย อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องลำบากตรากตรำก็ได้ แต่ท่านก็ทุ่มเท เหน็ดเหนื่อยให้กับประชาชนมาตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปี พูดง่าย ๆ ว่าเวลาจะพักสักนิดหนึ่งก็ไม่มี

กลอนที่เขาแต่งถวายตอนงานกาญจนาภิเษกว่า

พระเอย..พระผ่านภพ คุณขจบ ขจรขจาย ดุจฟ้า ดาราฉาย ดุจคืนผ่อง ด้วยเดือนเพ็ญ

หัตถ์ทิพย์ แห่งท่านไท้ กำจัดไข้ กำจัดเข็ญ ร้อนทุกข์ ขุกลำเค็ญ เย็นทั่วหน้า มาทุกฉนำ

แผ่นดิน ที่ทรงครอง แผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม ขุกเข็ญ ทุกคราวความ ธ ดับเข็ญ ทุกคราวครัน

เหน็ดเหนื่อย นั้นหนักนัก ธ ทรงงาน อเนกอนันต์ จักพัก เพียงสักวัน ก็หายาก ลำบากเกิน

พิมานทิพย์ คือท้องทุ่ง ม่านราวรุ้ง คือเขาเขิน ร้อนหนาว ในราวเนิน มาลูบไล้ ต่างสุคนธ์

รอยพระบาท ที่ยาตรา แทบทั่วหล้า ฟ้าสกล พระเสโท ที่ถั่งท้น ถ้าไหลรวม คงท่วมไทย..ฯ "

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 24-11-2010 เมื่อ 06:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 151 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #82  
เก่า 23-11-2010, 23:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"นั่นแหละ..พระโพธิสัตว์แท้ ๆ ท่านทำกันอย่างนี้ เพื่อความสุขของส่วนรวมถึงตนเองจะเหนื่อยแค่ไหนก็ทำได้ เป็นสิ่งที่ทำมาจากน้ำใสใจจริง ไม่ต้องไปเสียเวลาดัดแปลง เพื่อให้คนเขาคิดว่าเราเป็นคนดีแล้วก็ทำ คนจะเห็นหรือไม่เห็นก็ทำ

อย่างที่ทรงตรัสกับ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ตอนที่ยังเป็นพันตำรวจเอกอยู่ ได้รับพระราชทานสมเด็จจิตรลดา ในหลวงทรงตรัสว่า ให้ไปปิดทองไว้ข้างหลังองค์พระ จะได้เป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดีโดยไม่หวังอะไร พลตำรวจเอกวสิษฐกราบทูลว่า "มัวแต่ปิดทองหลังพระอยู่ แล้วเมื่อไรคนถึงจะเห็น.." พระองค์ตรัสว่า "ถ้าปิดมาก ๆ เข้า เดี๋ยวก็ล้นมาข้างหน้า คนก็จะเห็นเอง.." แล้วพวกเราเห็นไหมว่า น้ำท่วม ฝนแล้ง เดือดร้อนในหลวงตลอด

เรื่องของการทำความดีนั้น เราอยู่ในสายตาของคนอื่นตลอดเวลา แต่ต้องบอกว่าเป็นวิสัยของมนุษย์ ทำดีสักร้อยครั้ง เขาจะชมให้กำลังใจสักครั้งก็แสนยาก แต่ถ้าทำอะไรพลาดครั้งเดียว เขาสับเละไปตลอดชีวิตเลย ตายแล้วก็อาจจะยังพูดถึงต่อไปอีก

ดังนั้น..การที่จะเป็นผู้นำคนจึงต้องหนักแน่น หวั่นไหวไม่ได้ ถ้าผิดแล้วก็แก้ไขไปเรื่อย เดี๋ยวก็ถูกมากกว่าผิด ท้ายสุดก็จะไม่ผิดอีก เรื่องของการบริหารประเทศชาตินั้นต้องหนักแน่นจริง ๆ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 24-11-2010 เมื่อ 10:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 153 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #83  
เก่า 24-11-2010, 00:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ความชั่วนั้น ทำง่าย เลิกยาก ตราบใดความชั่วยังไม่ให้ผล คนชั่วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่หอมหวาน ให้ผลเมื่อไร เดือดร้อนขึ้นมาก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว ส่วนความดีทำยาก คนไม่มีกำลังใจจะทำก็เลิกง่าย แต่ความดีให้ผลด้านดีเพียงส่วนเดียว ถึงเวลาให้ผลก็ส่งผลแก่ผู้คนในด้านของความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต


ฉะนั้น..พยายามฝืน ๆ ใจทำไปเถอะ ไม่ต้องถึงขนาดกำลังใจพระโพธิสัตว์หรอก กำลังใจพระโพธิสัตว์จะเป็นอย่างไรก็ทำ แต่กำลังใจของเรา เอาแค่ว่า
เราทำความดีเพราะเราอยากทำก็พอ ถ้าทำความดีเพราะอยากดี ถึงเวลาพอเขาไม่เห็นความดี เราก็จะหมดกำลังใจ

ถ้าไม่มีใครก็เอาในหลวงเป็นตัวอย่าง พระองค์ท่านทรงงานมา ๖๐ กว่าปี มากกว่าอายุของพวกเราแทบทั้งหมด จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้มีความท้อในงานเลย นึกอีกทีไปถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า ตลอดสังสารวัฏที่พระองค์ท่านบำเพ็ญบารมีมา ยาวนานจนไม่เห็นต้นเห็นปลาย ขึ้นชื่อคำว่าท้อแม้แต่นิดเดียวไม่เคยเกิดขึ้นในใจเลย มาถึงตรงนี้คนอ่านพุทธประวัติอาจจะเถียงว่า ตอนที่ตรัสรู้พระองค์ท่านทรงท้อใจว่า ธรรมะที่ท่านรู้นั้นลึกซึ้งเหลือเกิน คนทั่วไปไม่สามารถจะรู้ได้ ก็เลยไม่คิดที่จะเทศนา

ขอให้ทราบว่า คำนี้จริง ๆ ไม่ใช่คำว่าท้อใจ คนแปลเขาแปลง่าย ๆ เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจว่าสภาพเป็นอย่างไร ตัวนี้ต้องแปลว่า มีความขวนขวายน้อย แปลว่าไม่คิดที่จะแสดงธรรม เพราะธรรมนี้ลึกซึ้งเหลือเกิน

จนกระทั่งท้าวสหัมบดีพรหมทราบ จึงรีบลงมาอาราธนาพระพุทธเจ้าว่า "สัตว์ที่ธุลีในดวงตาน้อยนั้นมีอยู่ ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมเถิด" จนเขามาแต่งคำอาราธนาธรรมเป็น "พรัหมา จะ โลกาธิปะตี สะหัมปะติฯ" ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นอธิบดีพรหมของพรหมทั้งหลาย หรือจะใช้คำว่า ผู้เป็นใหญ่ในโลกแห่งพรหม ก็ได้"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-11-2010 เมื่อ 02:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #84  
เก่า 24-11-2010, 00:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระพุทธเจ้าจึงได้เปรียบบุคคลเป็นบัวสามเหล่า ก็คือ
เหล่าที่ ๑ เป็นบัวพ้นน้ำ กระทบแสงแดดก็บานเลย
เหล่าที่ ๒ เป็นบัวปริ่มน้ำ จะโผล่พ้นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น
เหล่าที่ ๓ เป็นบัวกลางน้ำ โอกาสยังน้อยอยู่ ไม่แน่ว่าจะได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมา อาจจะกลายเป็นอาหารของปลาและเต่าไปก็ได้

แต่คนมักจะเอาไปเปรียบกับบุคคลสี่ประเภทที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ จนกลายเป็นบัวสี่เหล่าไป บุคคลสี่ประเภทที่พระองค์ท่านเปรียบไว้ก็คือ

ประเภทที่ ๑ คือ อุคฆฏิตัญญู มีความฉลาดมาก แค่ฟังหัวข้อก็เข้าใจถึงธรรมเลย
ประเภทที่ ๒ วิปจิตัญญู ต้องอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ
ประเภทที่ ๓ เนยยะ ต้องเคี่ยวเข็ญกันขนาดหนัก ส่วนใหญ่ก็จะได้แค่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
ประเภทที่ ๔ ปทปรมะ พวกนี้ฉลาดเกินมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ก็เลยสอนไม่ได้

เพราะฉะนั้น..ปทปรมะไม่ใช่คนโง่ เป็นคนฉลาด แต่ฉลาดเกิน ในเมื่อฉลาดเกิน ทำตัวเป็นน้ำล้นถ้วย เติมอะไรลงไปไม่ได้ ล้นหมด จึงหมดประโยชน์ ป่วยการที่จะสั่งสอน

ในเมื่อพระองค์ท่านเปรียบบัวสามเหล่าและบุคคลสี่ประเภท เขาเอามาจับยัดท่าไหนก็ไม่รู้ กลายเป็นบัวสี่เหล่าไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-11-2010 เมื่อ 02:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 146 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #85  
เก่า 24-11-2010, 09:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของนิกายเซน ท่านดอกบัวใต้น้ำเขียนเอาไว้ ก็คือ ท่านจะเป็นบัวเหล่าที่สาม หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านจึงใช้นามปากกาใหม่ว่า บัวพ้นน้ำ หนังสือเล่มนี้ถ้าจำไม่ผิด อาจารย์เสถียร โพธินันทะท่านแปลไว้

กล่าวถึงความเป็นมาเป็นไปของนิกายเซน ตั้งแต่ท่านโพธิธรรมเถระ (สังฆปริณายกองค์ที่ ๑ ของจีน) เดินทางจากอินเดียเข้าไปเผยแผ่ธรรมในสมัยของพระเจ้าเหลียงบู่ตี้ ที่เรารู้จักกันในนามของพระอาจารย์ตั๊กม้อ ปรมาจารย์แห่งเส้าหลิน เราจะเห็นความยากลำบากของท่าน ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อต้องนั่งกรรมฐานหันหน้าเข้าหาข้างฝาอยู่ ๙ ปีเต็ม ๆ กว่าจะมีคนเห็นความดีของท่าน และมาขอให้ท่านสอน

ท่านปรมาจารย์องค์ที่ ๒ คือ ท่านฮุ่ยเข่อ อยากเรียนธรรมมาก ท่านตั๊กม้อถามว่า มีกำลังใจที่จะเรียนสักเท่าไร ท่านฮุ่ยเข่อถึงขนาดตัดแขนตัวเองข้างหนึ่งถวาย เพื่อเป็นการยืนยันความตั้งใจ

สังฆปริณายกองค์ที่ ๖ คือ ท่านเหว่ยหลาง หรือที่แต้จิ๋วเรียกว่า ฮุ่ยเหนิง ท่านต้องซ่อนตัวอยู่ในป่าเป็นเวลา ๒๐-๓๐ ปี เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมแล้วออกมาเพื่อเผยแผ่ธรรม ต้องทนความลำบากอยู่กับบรรดาพรานป่าต่าง ๆ ท่านเป็นพระกินเจ แต่พรานเขาล่าสัตว์ มีแต่เนื้อสัตว์อยู่ทุกวัน ท่านจึงใช้วิธีผสมผสานกัน พูดง่าย ๆ ว่าไม่กินเนื้อ แต่ขออนุญาตลวกผักในน้ำต้มเนื้อของพราน

ท่านทนลำบากอยู่ ๒๐ กว่าปี กว่าที่จะได้เวลาที่เหมาะสมแล้วจึงออกไปเผยแผ่ธรรม ทั้งที่ท่านได้บาตรและจีวรของพระมหากัสสปะไปจากพระสังฆปริณายกองค์ที่ ๕ ถือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการถ่ายทอดให้เป็นปรมาจารย์นิกายเซนองค์ใหม่ ต้องรอจนเรื่องที่ท่านได้รับแต่งตั้งนี้แพร่กระจายออกไป จนคนเลื่อมใสมาก เรียกร้องมาก ท่านถึงได้ปรากฏตัวออกมา ถ้าออกมาก่อนหน้านั้นอาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะผู้ที่ความสามารถไม่ถึงแต่อยากดังมีอยู่มาก อาจจะส่งคนมาทำร้ายท่านเพื่อแย่งบาตรและจีวร ท่านจึงต้องทนลำบากอยู่ในป่านานขนาดนั้น"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-11-2010 เมื่อ 10:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 139 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #86  
เก่า 24-11-2010, 10:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ดังนั้น..การที่พวกเราได้ปฏิบัติธรรม อาจจะระยะเวลาหลายปี แต่ก็ให้รู้ว่าพวกเราไม่ได้ลำบากยากเข็ญขนาดท่าน ไม่ได้อด ๆ อยาก ๆ เป็นเวลา ๒๐-๓๐ ปี อยู่ในป่าในเขาอย่างท่าน ความลำบากที่เราทำยังไม่ได้ ๑ ใน ๑๐๐ ของท่านเลย

เพราะฉะนั้น..ควรจะใช้ความพยายามให้มากกว่านี้ ยิ่งใครที่รู้ตัวว่าปฏิบัติมานานเป็นสิบปีขึ้นไปแล้วยังไม่ได้อะไร ขอให้รู้ว่าความเพียรของเรายังบกพร่อง แสดงว่ายังไม่เอาจริง ถ้าเอาจริง ๑๐ ปีนี่ต้องเห็นหน้าเห็นหลังแล้ว อย่างน้อย ๆ เรื่องของฌานสมาบัติต้องได้คล่องตัวแล้ว

แต่ส่วนใหญ่อยู่ในประเภททำ ๆ ทิ้ง ๆ ถึงเวลาภาวนาอารมณ์ใจทรงตัวอย่างดีเลย ลุกขึ้นมาก็กองทิ้งไว้ตรงนั้น ไม่เคยเก็บมารักษา เราปฏิบัติอยู่ก็เหมือนกับว่ายทวนน้ำ พอถึงเวลาเราก็ปล่อยให้ลอยตามน้ำไป พอมานั่งปฏิบัติใหม่ก็ว่ายทวนน้ำใหม่ จึงกลายเป็นคนขยัน ทำงานทุกวันแต่ผลงานไม่มี นาน ๆ ไป จะท้อใจแล้วเลิกทำเสียด้วยซ้ำ

ถ้าเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมาจะน่ากลัวมาก น่ากลัวตรงที่ว่าตัวเองทำมานานแล้วไม่ได้ผล อาจจะไปประกาศกับคนอื่นว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่จริง ทำแล้วไม่เห็นได้อย่างที่ว่าเลย ก็จะไปกันใหญ่ จะมีอเวจีมหานรกรอเราอยู่..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-02-2019 เมื่อ 01:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 141 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #87  
เก่า 24-11-2010, 11:34
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ฉะนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมแล้ว ให้พวกเรารักษากำลังใจไว้ด้วย เอาสติสมาธิจดจ่ออยู่ตรงหน้า ประคองรักษาอารมณ์ให้อยู่กับเราให้นานที่สุด

แรก ๆ ก็ได้ครู่เดียว พอนานไป ตั้งใจเอาสติประคับประคองก็จะได้เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง เวลาจะมากไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาและความชำนาญ

จากนั้นก็ได้เป็น ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน ยิ่งกำลังใจผ่องใสจากกิเลสยาวนานเท่าไร ปัญญาก็เกิดมากเท่านั้น เราก็จะเห็นลู่ทางว่า จะทำอย่างไรที่เราจะชำระจิตใจของเราให้ผ่องใสจากนิวรณ์และกิเลสต่าง ๆ ได้

ทุ่มเทได้แล้วจ้ะ เวลาไม่คอยท่าแล้ว ถ้ามัวรออยู่แล้วตายเสียก่อน จะไม่ได้อะไรเลย เสียชื่อว่าเป็นลูกหลานหลวงพ่อวัดท่าซุง วันก่อนเขามาส่งข่าวว่า คุณหมูไปนิพพานแล้ว ได้แต่โมทนาด้วย นั่นเป็นลูกศิษย์รุ่นเก่า ๆ ของหลวงพ่อวัดท่าซุง ถือว่าตายแล้วไม่เสียชื่อพ่อ

พวกเราพยายามเอาอย่างรุ่นพี่ ๆ ให้ได้ หรือไม่ก็ทำให้ได้อย่างที่หลวงพ่อท่านสอน อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา อยู่ในวาระอยู่ในโอกาสอันดี รู้จักพระนิพพาน สมัยอาตมาเด็ก ๆ คำว่านิพพานไม่รู้จักเลย ผู้ใหญ่เขาสอนให้อธิษฐานว่าขอให้เกิดมาใหม่สวย ๆ รวย ๆ ได้พบพระศรีอาริย์ มารู้จักนิพพานตอนเริ่มปฏิบัติตามสายหลวงพ่อ อายุ ๑๕-๑๖ ปีแล้ว แม้จะนับว่าอายุน้อย แต่สิ่งที่เราทำก่อนนั้น ไม่ได้มีคำว่านิพพานอยู่ในหัวเลย

นิพพานเป็นของยากสำหรับผู้ที่บารมียังน้อยอยู่ ในเมื่อเรารู้จักนิพพานแปลว่า เราสร้างสมความดีมาเพียงพอที่จะเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ดังนั้น..ทุ่มเทให้เต็มที่สักที เพื่อที่ถึงเวลาแล้วผลตอบแทน ถ้าไม่ได้ถึงที่สุด ก็ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้

อย่าไปประมาทคิดว่ายังอยู่อีกนาน อย่าไปประมาทว่าครูบาอาจารย์ท่านยังอยู่ ทุกอย่างไม่เที่ยง ถึงเวลาแล้ว ถ้าเราตายก่อน ท่านยังอยู่ หรือท่านตายก่อนเรายังอยู่ จะเสียประโยชน์ทั้งสองอย่าง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-11-2010 เมื่อ 15:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 142 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #88  
เก่า 24-11-2010, 11:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ใครมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติที่จะถามบ้าง ? ที่ไม่มีปัญหาเพราะทำถูกแล้ว หรือที่ไม่มีปัญหาเพราะยังไม่ได้ทำ ?

ต้องพิจารณาอย่างพระท่าน วันคืนล่วงไป ๆ เราทั้งหลายทำอะไรกันอยู่ คุณวิเศษของเรามีหรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่เก้อเขินเมื่อเพื่อนสหธรรมิกไต่ถาม ไม่ใช่คนนั้นก็ได้ปฐมฌาน คนนี้ได้ฌานสอง คนนี้ได้ฌานสาม คนนั้นได้ฌานสี่ นั่นได้สมาบัติ ๘ คนนั้นได้มโนมยิทธิ ได้อภิญญายิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แล้วเราไม่ได้อะไร น่าขายหน้าไหม ?

อย่างไม่มีอะไรเลย อย่างน้อยปฐมฌานต้องเอาให้ได้ คิดว่าทุกคนคงไม่มีใครปฏิบัติยากเข็ญเท่ากับอาตมา ทุ่มเทชีวิตทำเป็นทำตาย ปฐมฌานอย่างเดียวใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะทรงได้

ไม่ใช่ว่าทำไม่พอ ทุ่มเทไม่พอ แต่อยากได้จนเกินไป ในเมื่ออยากได้จนเกินไป กำลังใจก็ไม่ตรงจุด ถ้ามีช่องให้มองอยู่ตรงหน้า เราดันไปยื่นหน้าเลยช่องไปเป็นวา จึงไม่ได้เห็นอะไรเลย ทำไปจนสามปี ความรู้สึกของอาตมาระอาใจแล้ว ทำเท่าไรก็ไม่ได้สักที

วันนั้นเกิดความคิดว่า เรามีหน้าที่ภาวนา ได้หรือไม่ได้ช่างเถอะ ป๊อกเดียวตรงนั้นได้เลย เพราะกำลังใจลดลงมา ก็ลงร่องพอดี แสดงว่าถ้าเรารู้ตั้งแต่แรกก็ได้แล้ว อาตมาจึงกล้ายืนยันกับทุกคนในที่นี้ในฐานะผู้ศึกษาปฐมฌานถึงสามปีว่า

ถ้าใครที่จับลมหายใจเข้าออกได้ครบสามฐาน คือ จมูก..อก..ท้อง ท้อง..อก..จมูก คนนั้นสามารถทรงปฐมฌานได้แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะรักษาให้อยู่กับเราได้นานเท่าไรเท่านั้นเอง ถ้าหากรู้ลมสามฐานเป็นปฐมฌานแน่นอน แต่จะหยาบหรือละเอียดเท่านั้น และในเมื่อรู้แล้วจะรักษาได้หรือไม่ อยู่ทนนานแค่ไหนอยู่ที่เรา ฟังดูแล้วง่ายนะ วันนี้เอาให้ได้ทุกคนนะ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 03-02-2011 เมื่อ 20:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 142 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #89  
เก่า 24-11-2010, 21:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : จะย้ายร้าน ต้องดูทิศไหนอย่างไร?
ตอบ : ไม่ต้องดูทิศจ้ะ ให้ดูทำเล ถ้าเราค้าขาย ทำเลควรติดถนนใหญ่ มีที่จอดรถ คนไปมาง่าย เข้าถึงง่าย และมีการสมนาคุณเพื่อดึงลูกค้าด้วย

ถาม : ตอนนี้ขายอยู่แถวดรีมเวิร์ล แต่ขายไม่ค่อยออกค่ะ ไม่ทราบว่าติดขัดอะไร ?
ตอบ : รู้จักคาถาเงินล้านของหลวงพ่อวัดท่าซุงไหม ?

ถาม : รู้จักค่ะ
ตอบ : ภาวนาไว้เยอะ ๆ วันหนึ่งสัก ๑๐๘ จบ ถ้าทำได้ต่อเนื่องสักสองเดือน คราวนี้จะขายดี แล้วอย่าบ่นนะว่าเหนื่อย เพราะคาถาบทนี้เอารวยจริง ๆ แต่ต้องทำด้วยความเคารพเชื่อมั่น ต่อเนื่องกันสักสองเดือนแล้วผลจะเริ่มเกิด

ภาวนาด้วยความรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดี เป็นสมบัติที่พ่อให้มา หน้าที่ของเรา คือ รักษาด้วยการท่องบ่นภาวนาด้วยความเคารพเป็นประจำ ส่วนผลจะเกิดหรือไม่เกิดก็ช่าง ไม่ต้องนึกถึง ถ้าทำอย่างนี้ได้ ภายในสองเดือนจะเห็นผลอย่างแน่นอน

สัก ๑๐๘ จบคงไม่เหนื่อยเกินไปกระมัง ? ถ้าภาวนาเป็นปกติก็ให้ใช้คาถาเงินล้านนี่แหละเป็นคำภาวนาไป สมาธิยิ่งสูงเท่าไร ก็ได้ผลเร็วเท่านั้น


ถาม : ว่าจะขายบ้าน
ตอบ : จุดธูปบอกเจ้าที่ท่าน บอกว่าขออนุญาตขายบ้านหลังนี้ แล้วจะถวายสังฆทานให้ท่าน ขอให้ท่านโมทนาด้วย และขอให้ท่านช่วยให้ขายได้ไว ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-11-2010 เมื่อ 01:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 146 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #90  
เก่า 24-11-2010, 22:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : เรื่องที่รู้ไปแล้วไร้ประโยชน์ อย่าไปรู้มันเลย เสียเวลาอธิบาย คุณจะศึกษาไปทำไมที่จะให้รู้ต้นเหตุทั้งหมด ยกเว้นจะไปเป็นพระพุทธเจ้า วิธีที่ดีที่สุด คือ ทำอย่างไรให้ตนเองพ้นทุกข์เร็ว ๆ

ถาม : เวลาออกบวช ไม่ได้พิจารณาอาหาร ทำอย่างไรจะพ้นกรรมนี้ ?
ตอบ : วิธีให้พ้นกรรมง่ายที่สุดคือ สร้างศีล สมาธิ ปัญญาให้สูงเข้าไว้ พอช่วงสุดท้ายของปัญญาก็จะเห็นว่าร่างกายนี้ก็ดี โลกนี้ก็ดี ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่น่ารัก น่าใคร่ น่ายึดถือ จิตจะถอนออกมา เลิกไปยึดไปเกาะ เท่านี้ก็พ้นแล้ว

ถาม : ก็แปลว่า ถ้าตอนบวชเป็นภิกษุ ทำชั่วมา แล้วสำนึกได้ กรรมทั้งหมดก็หมดไป ?
ตอบ : โทษเหล่านั้นยังติดตัวคุณไปอยู่ และจะเป็นตัวปิดกั้นมรรคผลไปตลอด เพราะคุณผิดศีลเสียตั้งแต่แรกแล้ว การละเมิดศีลเท่ากับเป็นโทษติดตัวเราไป ถ้าเป็นอาบัติหนักก็แก้ไขไม่ได้ ถ้าเป็นอาบัติเบา รู้สำนึกก็ให้แสดงคืนอาบัติเสีย ถ้าอย่างนั้นก็พอที่จะลดหย่อนผ่อนโทษไปได้บ้าง

ถ้าไปทำในส่วนของอาบัติหนัก อย่างเช่น สังฆาทิเสส หรือปาราชิก ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเหมือนโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต

ถาม : ก็แปลว่า ถ้าบวชอีกเราแสดงคืนอาบัติได้ ?
ตอบ : ถ้าปาราชิกไปแล้ว บวชอีกจะไม่ใช่พระ ถ้าสังฆาทิเสส บวชไปแล้วเคยไปละเมิดเท่าไร ก็ไปใช้หนี้คืนด้วยการอยู่ปริวาสนานเท่านั้น

ถาม : ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่พิจารณาอาหาร ?
ตอบ : ไม่เป็นไร เพราะเป็นอาบัติเล็ก เราไว้แสดงคืนอาบัติได้

ถาม : อาเคยเป็นเจ้าอาวาส โยมเขาถวายพระเครื่องไว้ อาสึกแล้วก็เอาพระกลับมาบ้าน ติดหนี้สงฆ์หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ติดแน่นอน ใครทำก็เป็นโทษของคนนั้น ถ้าหากเรารู้ เราก็นำไปคืนเสีย

ถาม : แต่แม่กับอาท่านไม่รู้เรื่องราวอะไร
ตอบ : ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้ท่านเอาไฟเผาบ้านท่านไป

ถาม : แล้วถ้าจะให้พระอยู่บ้าน เวลาชำระต้องชำระหนี้สงฆ์ด้วยราคา ?
ตอบ : ชำระด้วยราคาปัจจุบัน ถ้าเป็นพระที่นิยมในท้องตลาดก็จุกหน่อยนะ..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-11-2010 เมื่อ 01:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 135 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #91  
เก่า 25-11-2010, 10:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ถ้าผมสร้างพระ ผมอธิษฐานถวายเงินให้ท่านพระอินทร์และท่านท้าวเวสสุวรรณ ลงชื่อเป็นชื่อท่าน จะดีไหมครับ ?
ตอบ : จะลงชื่อหรือไม่ลงชื่อ ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าเรานึกถึงท่าน แล้วท่านโมทนาก็ถือว่าใช้ได้

ถาม : ลงชื่อให้ท่านได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ลงชื่ออย่างนั้นบางทีก็มีโทษ คนที่ไม่รู้เรื่องจะหาว่าเราบ้า..!

ถาม : เบิกเนตรพระพุทธเจ้าทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : เบิกเนตรตัวเองให้กว้าง ๆ ไว้ เนตรพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปเบิกหรอก อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว พวกเราต่างหากที่จมอยู่กับอวิชชา ฉะนั้น..เบิกตาตัวเองให้กว้างไว้ ไม่ต้องไปเบิกเนตรพระพุทธเจ้าหรอก

ถ้าตามสายหลวงพ่อท่านใช้วิธีบวงสรวง ขอบารมีพระท่านมาสงเคราะห์และเชิญเทวดาท่านมารักษา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-11-2010 เมื่อ 17:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 137 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #92  
เก่า 25-11-2010, 10:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : พี่เขามักจะมีปัญหากับแม่ เพราะแม่เขาทำตัวเหมือนเด็ก ๆ พี่เขาเลยรำคาญ หงุดหงิด พี่เขารู้ว่าเป็นสิ่งไม่ควรเพราะนั่นเป็นแม่ แต่ระงับยับยั้งไม่อยู่เสียที
ตอบ : ให้เขาไปหัดทำสมาธิเอาไว้ ถ้ากำลังใจทรงตัวก็พอที่จะระงับได้

ถาม : จับลมหายใจอย่างนี้หรือคะ ?
ตอบ : จ้ะ ทรงฌานให้ได้อย่างน้อยปฐมฌานขึ้นไป แล้วจะดีเอง

ถาม : เลี้ยงเด็กให้เก่งนี่ไม่ดีอย่างไร ?
ตอบ : เด็กเก่งจะขาดความสุขในวัยเด็กไปเยอะ เพราะต้องไปเคี่ยวเข็ญเขา ไม่ต้องเก่งมาก เอาแค่ได้เอทุกวิชาก็พอ..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-11-2010 เมื่อ 17:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 136 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #93  
เก่า 25-11-2010, 13:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "สมัยที่เป็นฆราวาสอยู่ ความที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษ มีทิพจักขุญาณ เวลาไปหาพระก็มักจะดูว่าท่านดีจริงหรือเปล่า ท้ายสุดพอไปเจอพระองค์ที่ ๑๐ เข้า เลยเจอท่านต้มเสียจนเปื่อย เพราะดูท่านไม่ออก จึงเหมาว่าท่านไม่มีอะไร

ตอนหลังหลวงพ่อท่านบอกว่า "โง่ดีมาก..!" ท่านบอกว่า "บุคคลที่จะดูคนอื่นรู้ ก็คือ ระดับที่เขาเท่ากัน หรือบุคคลที่เขาต่ำกว่าเท่านั้น ถ้าระดับสูงกว่าเราจะดูเขาไม่ออก" โดนไปทีหนึ่งก็เลยเข็ด ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกดู เพราะพระองค์ที่ ๑๐ ท่านบอกว่า อย่าทำอย่างไอ้พวกแว่นแตก มันถือว่าแว่นมันดี แต่ดูไม่ได้เรื่อง ก็เลยแว่นแตก

ก่อนหน้านั้นก็คิดว่า ความเป็นทิพย์ของเราสามารถดูได้ทุกคน ตัวอย่างก็คือ อาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ บรรณาธิการหนังสือมหาจักร ฉบับคนพ้นโลกรุ่นแรก ๆ

อาจารย์ปถัมภ์ท่านได้ทิพจักขุญาณแจ่มใสมาก หนังสือมหาจักรของอาจารย์ปถัมภ์ลงเรื่องของพระรูปไหน ยืนยันได้ว่าของแท้แน่นอน เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแน่นอน เพราะอาจารย์ปถัมภ์พิสูจน์ด้วยทิพจักขุญาณของตัวเองแล้ว

พอไปเจอหลวงพ่อวัดท่าซุง อาจารย์ปถัมภ์เขาไปเขียนบรรยายเสียเลิศลอย ไม่เคยเจอพระที่ไหนบารมีสูงมาอย่างนี้ก่อน สว่างไปสามโลกเลย ปรากฏว่าครั้งต่อไปพาญาติโยมไปกราบหลวงพ่อ เจอหลวงพ่อกำลังด่าคนงานอยู่ กำหนดใจดูใหม่ ปรากฏว่ามืดตื๋อเลย มองอะไรไม่เห็น เขาก็ลังเล ไปคุยกับเพื่อนว่า สงสัยหลวงพ่อจะไม่ใช่พระอริยเจ้าระดับสูงอย่างที่คิด น่าจะเป็นได้ไม่เกินพระโสดาบัน เพราะยังมีความโกรธอยู่ "


ถาม : แล้วอย่างของท่านนี้จะเป็นการปรามาสพระหรือไม่ ?
ตอบ : ไม่เป็น เพราะเข้าใจผิด แต่ก็ได้ขอขมาท่าน ท่านบอกว่าเราไม่ได้เจตนา ท่านไม่ได้ถือโทษหรอก ยังดีที่ท่านเมตตาให้รู้ ต่อไปจะได้ไม่ทำอะไรโง่ ๆ อีก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-11-2016 เมื่อ 19:59
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 136 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #94  
เก่า 25-11-2010, 13:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงบุคคล ๔ ประเภทไว้อย่างหนึ่ง ท่านเปรียบเทียบเอาไว้ว่า

ปะเภทแรก เหมือนกับหม้อเปล่าแล้วเปิด ก็คือ ไม่มีความสามารถ แต่ก็ไม่ปิดบังใคร
ประเภทที่สอง เหมือนกับหม้อเปล่าแล้วปิด ไม่มีความสามารถ แต่ก็ไม่เปิดเผยตัวเองว่าไม่มีความสามารถ
ประเภทที่สาม เหมือนหม้อเต็มแล้วปิด มีความสามารถเต็มที่ทุกอย่าง แต่ว่าปิดตัวเอง ไม่เปิดเผยแก่ใคร
ประเภทสุดท้าย เป็นหม้อเต็มแล้วเปิด มีความสามารถเต็มที่ ท้าพิสูจน์ได้ทุกคน

เพราะฉะนั้น..ถ้าเจอประเภทใดประเภทหนึ่งที่ว่ามานี้ อาจจะโดนหลอกจนหัวปั่นได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-11-2010 เมื่อ 17:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 132 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #95  
เก่า 25-11-2010, 17:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ใครรู้บ้างว่างูหรือพญานาคมีกี่ตระกูล ในบาลีเขาบอกว่ามี ๔ ตระกูล

ตระกูลวิรูปักขะ ตระกูลกัณหาโคตมะ ตระกูลฉัพพยาปุตตะ ตระกูลเอราปถะ

๔ ตระกูลนี้ เขาใช้กำลังรัดให้ตายบ้าง กัดแล้วตายด้วยพิษบ้าง กระทบถูกก็ตายบ้าง ตระกูลสุดท้ายแค่มองก็ตาย..! เพราะฉะนั้น..อย่าได้เจอกับพวกนี้เลย โดยเฉพาะสองตระกูลสุดท้าย

พวกสัตว์เลือดเย็นอย่างงู เขามีอายุไม่จำกัด ลอกคราบไปได้เรื่อย ๆ ถ้าไม่ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือโดนฆ่าตายไปเสียก่อน ก็จะโตไปได้เรื่อย ๆ

พูดถึงมองแล้วตาย ในพระวินัย ข้อภิกษุฆ่ามนุษย์ให้ตาย แล้วต้องอาบัติปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระ มีอยู่คำอธิบายไว้ตอนหนึ่งว่า ภิกษุผู้ที่ดวงตามีฤทธิ์ ตั้งใจถลึงตามองผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ต้องอาบัติปาราชิก ข้อนี้ถ้าไม่เจอมากับตัวเอง จะคิดว่ามีด้วยหรือ ? แต่อาตมาเจอมากับตัวเองตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม

เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เรียนอยู่ห้องเดียวกัน เธอชื่อ นันทา วงศ์สุวรรณ เพียงแค่เหลือบมองเท่านั้น เราถึงกับเข่าอ่อนลงกับพื้น รู้สึกเสียวแปลบเหมือนใจจะขาด ถึงได้เข้าใจว่า คนประเภทนี้ถ้าตั้งใจมองเรา ตายแน่เลย ถ้าเราดูในคาถาเทพอาวุธ จะมี สักกัสสะ วชิราวุธัง ยะมัสสะ นะยะนาวุธัง อาฬะวะกัสสะ ธุสาวุธังวสสุวัณณัสสะ คทาวุธัง บอกไว้ชัดเลยว่าอาวุธของพระยายมก็คือดวงตา

เขาน่าจะเป็นลูกเป็นหลานของท่านลุง ผู้หญิงประเภทนี้ไปอยู่กลางดงผู้ชาย ต่อให้หื่นขนาดไหนก็ตายหมด ตอนนั้นที่มองแล้วเข่าอ่อน ไม่ใช่เข่าอ่อนเพราะเจอเนื้อคู่นะ แต่เข่าอ่อนเพราะจะตาย ตัวเขาก็รู้ ถึงเวลาก็มักก้มหน้าก้มตา ไม่ค่อยสบตาใคร"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 25-11-2010 เมื่อ 18:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 138 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #96  
เก่า 25-11-2010, 22:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "หลังจากที่มีนิกายมูลวาสติวาทเกิดขึ้น ก็มีการตีความพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างไปจากของเดิมไป แต่ยังยึดพื้นฐานใหญ่เกือบทั้งหมดเอาไว้ แต่ระยะหลังนิกายต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นเหมือนประเทศไทยในปัจจุบัน ก็คือ เป็นอาจาริยวาทเสียเยอะ ถือแต่คำสอนของอาจารย์ตนเป็นใหญ่

ถ้าถือคำสอนของอาจารย์ตนเป็นใหญ่ แล้วมีการเปรียบเทียบกับตำรา อย่างเช่นพระไตรปิฎก ก็นับว่าดี แต่ส่วนใหญ่ที่ปรากฏขึ้นก็คือ ถือตามแบบไม่ลืมหูลืมตา สุดยอดก็คืออาจารย์ของข้า คนอื่นไม่ใช่ทั้งนั้น..!

นอกจากจะไม่เปรียบเทียบกับหลักฐานดั้งเดิมที่เป็นพระพุทธวจนะในพระไตรปิฎกแล้ว ยังมีการยกเอาหลักธรรมที่อาจารย์สอนไปข่มกับสำนักอื่นอีกต่างหาก ท้ายสุด..อาจารย์ต่างคนต่างเก่ง ก็กลายเป็นนิกายต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ในปัจจุบัน พวกเราก็กำลังจะสร้างสำนักนิกายใหม่ขึ้นแล้ว

จึงอยากให้หลักการกับทุกคนว่า ในเรื่องของการปฏิบัติ ถ้าเป็นไปได้ ให้อ่านพระไตรปิฎกบ้าง จะได้รู้ว่าคำสอนของครูบาอาจารย์ก็ดี หรือที่อาตมาเอามาแนะนำก็ดี มีผิดเพี้ยนจากพระไตรปิฎกหรือเปล่า ถ้าขี้เกียจอ่านพระไตรปิฎกเพราะเห็นว่ามาก ใช้หนังสือของหลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นหลักก็ได้ โดยเฉพาะคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน กับกรรมฐาน ๔๐

ถ้ามีเวลาจะอ่านเยอะหน่อย ก็ดูในปกิณกะธรรม เล่ม ๑ , ๒ และ มหาสติปัฏฐานสูตร เดี๋ยวจะกลายเป็นชอบของยากไปอีก มหาสติปัฏฐานสูตร ถ้าคนไม่มีพื้นฐานการปฏิบัติจริง ๆ เมื่อเลยจากกายในกายไปแล้ว มักจะอ่านไม่เข้าใจกัน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 26-11-2010 เมื่อ 08:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 127 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #97  
เก่า 25-11-2010, 23:26
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"การศึกษาเล่าเรียนของเราในปัจจุบันไม่เหมือนกับสมัยโบราณ ตำราต่าง ๆ โดยเฉพาะพระไตรปิฎกอยู่ในวัด ถ้าไม่ได้บวชเรียนเข้าไป โอกาสที่จะศึกษาก็ไม่มี ถ้าบวชเป็นระยะที่ไม่มากพอ โอกาสศึกษาให้เจนจบก็ยาก แต่สมัยนี้วิ่งเข้าไปถามกูเกิ้ลอย่างเดียวก็สบายแล้ว ต้องการอะไรเขาบอกให้หมด เราสามารถที่จะเปรียบเทียบได้ว่า มาจากไหน ? ใช่หรือไม่ ? มีจุดใดที่ผิดเพี้ยนบ้าง ?

พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ในเกสปุตตสูตร หรือพวกเราเคยชินในชื่อกาลามสูตรว่า อย่าเชื่อด้วยเหตุ ๑๐ ประการด้วยกัน มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเชื่อแม้ว่ามีจารึกไว้ในพระไตรปิฎก มา สมโณ โน ครูติ อย่าเชื่อแม้ว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

เพราะเรื่องของหลักธรรม ถ้าพลาดแล้วเราไม่ได้พลาดแค่ชีวิตนี้ แต่พลาดไปนับชาติไม่ถ้วน เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เราต้องถือคติว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามดีกว่า ถ้าเร่งมาก ๆ ก็อาจจะได้แค่มีดตัดฟืนหั่นผักเท่านั้น

ในส่วนของกำลังใจของพวกเรา มีวิธีตรวจสอบง่าย ๆ ในสัมมัปปธาน ๔ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้แล้ว คือ สังวรปธาน เพียรระมัดระวังไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ปหานปธาน เพียรขับไล่อกุศลในใจออกไปเสียให้พ้น ภาวนาปธาน เพียรสร้างความดีให้เกิดขึ้นในใจของเรา อนุรักขนาปธาน รักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

หลักการใหญ่ ๆ จริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ ๓๗ ประการด้วยกัน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ สติปัฏฐาน ๔ อิทธิบาท ๔ สัมมัปธาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ รวมแล้วธรรมะทั้งหลายเหล่านี้หมวดใดหมวดหนึ่ง ถ้าเราตั้งใจเอาเป็นหลักในการปฏิบัติจริง ๆ ก็เหลือเฟือเกินพอแล้ว

ถ้าอย่างที่หลวงพ่อวัดท่าซุงสรุปให้ก็คือ สร้างบารมี ๑๐ ให้เต็ม กับ ละสังโยชน์ ๑๐ ให้ได้ แต่การสร้างบารมี ๑๐ ให้เต็มหรือละสังโยชน์ให้ได้ ก็อยู่ในโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ นั่นแหละ แล้วแต่ว่าเราจะเอาข้อไหนมาดัดแปลงใช้ในการสร้างบารมี ๑๐ ให้เต็ม หรือเอาส่วนไหนที่เราจะไปดัดแปลงใช้ในการตัดทำลายสังโยชน์ ๑๐ ให้ขาด"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-11-2010 เมื่อ 02:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 124 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #98  
เก่า 26-11-2010, 00:43
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ในเรื่องของการปฏิบัติ ขอย้ำอีกทีว่า ถ้าพลาดไม่ใช่แค่ชาติเดียว แต่เป็นหลายชาติ ถ้าพลาดลงข้างล่างก็นับชาติไม่ถ้วน ลงไปข้างล่างก็เท่ากับเราเสียไปหลายชาติ เพราะฉะนั้น..ต้องคอยระมัดระวังทบทวนให้ดี

พระพุทธเจ้าทรงมอบอิทธิบาท ๔ ไว้ให้แก่พวกเรา โดยเฉพาะวิมังสา หมั่นไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอ ๆ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการปฏิบัติ บุคคลที่ปัญญาไม่เพียงพอ จะใช้วิมังสาไม่เป็น เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ตอนนี้สิ่งที่เราทำนั้นยังตรงกับที่เราตั้งเป้าไว้หรือไม่ ? ตอนนี้เราก้าวมาใกล้ไกลแค่ไหนแล้ว ? ยังเหลือระยะทางหรือเหลือสิ่งที่ต้องทำอีกเท่าไร ? เราใช้ความเพียรพยายามเต็มที่แล้วหรือไม่ ?

เรื่องพวกนี้ถ้าไม่มีอยู่ในใจ โอกาสที่จะก้าวหน้าก็น้อย ถึงเวลาก็เหมือนกับไฟไหม้ฟาง ได้รับการกระตุ้นก็ลุกฮือขึ้นมาหน่อย พอห่างสิ่งปลุกเร้าก็เงียบฉี่"

ถาม : ถ้าเราจะลงในธรรมความไม่ประมาท ได้หรือไม่ครับ ?
ตอบ : ทั้งหมดลงตรงนี้แหละ แต่ว่าส่วนใหญ่ดีแต่จำ ถ้าจำแล้วทำก็ดี ส่วนใหญ่จำแล้วเอาไปทำไม่เป็น..!

ถาม : บทจะทำก็นึกไม่ออกครับ
ตอบ : แสดงว่ายังไม่สามารถที่จะเอาไปประยุกต์ใช้งานจริงได้ แปลว่าสิ่งที่ทำไปยังไม่มีผล ถ้าทำแล้วมีผลต้องเอาไปใช้งานจริงได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-11-2010 เมื่อ 02:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 119 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #99  
เก่า 26-11-2010, 14:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวถึงในเรื่องสภาพร่างกายว่า "สูงยาวขาวตึง ก็คือ สูงอายุ สายตายาว ผมขาว หูตึง

หลาย ๆ คน ยอมรับสภาพร่างกายไม่ได้ จึงไปทุ่มเทเพื่อจะกระชากวัยเอาไว้ ขอบอกว่าทุกอย่างมีราคา ถ้าไปทำอย่างนั้นจะหมดเงินเยอะมาก แค่เข้าฟิตเนสอาจจะเสียเดือนหนึ่งไม่กี่พัน

แต่ถ้าถึงขนาดต้องไปกินอาหารเสริมสารพัดอย่างเพื่อชะลอวัย ก็จะแพงหนักเข้าไปอีก และถ้ามีการไปฉีดโบท็อกซ์ ไปดึงหน้าดึงตากันใหม่ ก็ยิ่งหนักกันไปอีก ถ้ายอมรับในสภาพร่างกายว่าอย่างไรก็ต้องแก่ ธรรมดาของร่างกายเป็นอย่างนี้ ก็คงไม่ต้องไปหมดเงินเยอะแยะอย่างนั้น"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-11-2010 เมื่อ 04:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 130 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #100  
เก่า 26-11-2010, 23:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,580
ได้ให้อนุโมทนา: 88,566
ได้รับอนุโมทนา 3,770,003 ครั้ง ใน 27,041 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าถึงตำนานบ้านอนุสาวรีย์ว่า "จะย้ายไปบ้านใหม่เดือนเมษายนปีหน้า ก็แปลว่า ใช้บ้านนี้มาเป็นระยะเวลา ๑๘ ปี กับอีก ๖ เดือน ตอนแรกใช้ห้องตรงชั้นสาม ๒ ปี แล้วจึงเปลี่ยนมาใช้ชั้นสอง

บ้านอนุสาวรีย์เกิดขึ้นมาจากแม่ของเพื่อน ก็คือ คุณแม่ทองดี เพื่อนก็คือคุณยายติ๋วนั่นแหละ ที่เรียกประชดเพราะคุณเธอทำอะไรช้ามาตั้งแต่สมัยสาว ๆ เรียนหนังสือด้วยกันเพื่อนเรียกป้าทุกคนเลย ประเภทนัดแปดโมงเช้า ถ้าบ่ายสองเธอมาถึง ก็ถือว่าเร็วแล้ว

อาตมาบวชช่วงแรก ๆ แม่ทองดีก็ไปทำบุญที่วัดท่าซุง ทำไปทำมา แม่ก็บ่นบอกว่า "พระเล็ก..แม่แก่แล้ว ไปไกล ๆ ไม่ไหว หาเวลาลงมาให้แม่มาถวายสังฆทานสักเดือนละครั้งจะได้ไหม ?" จึงตกลงรับ เดือนแรก ๆ ที่มารับสังฆทานมีคนมาไม่ถึง ๑๐ คน หลังจากนั้น พอคนรู้ว่าอาตมามาที่นี่ จึงเริ่มมากันมากขึ้น

ตอนแรกรับสังฆทานอยู่ตรงห้องของคุณมงคล จอมผา(น้องป้าติ๋ว) ห้องตรงชั้นสามที่เราขึ้นไปฉันอาหาร คนแก่กว่าจะเดินขึ้นไปถึงชั้นสามก็หอบ เขาก็ประท้วงมา ปลายปี ๒๕๓๗ จึงลงมาสร้างห้องข้างล่างนี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นชั้นลอยโล่ง ๆ ไม่ใช่ชั้นสองอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ชั้นสองจะเป็นชั้นที่อยู่บนหัวของพวกเรา มาวางคาน ปูพื้น กั้นห้องและเริ่มรับสังฆทานที่นี่

พอเวลาผ่านไป ๖ ปี ตั้งใจว่าจะเอารูปหลวงพ่อใส่กรอบแล้วประดับไฟ ถ้าทำเสร็จออกมา รูปจะมีขนาดโตเท่ากับกระเป๋าเอกสาร พอช่างเขามาถึง เขาส่งรูปให้ หลวงพี่อาจินต์ท่านเห็นเข้าพอดี "เฮ้ย..เล็ก สวยดีว่ะ ขอพี่เถอะ พี่จะเอาไปตั้งไว้หัวเตียง" อาตมาก็ว่า "อ้าว..ของผมล่ะ ?" พี่เขาบอกว่า "เอาของพี่ไปแทนก็แล้วกัน"

พี่เขาก็ส่งรูปที่ม้วนอยู่มาให้ ตอนนั้นคิดว่ารูปใหญ่กว่าของเราไม่มาก จึงส่งรูปให้ช่างเขาทำกรอบ และให้เขาไปส่งให้ ตอนต้นเดือนรับสังฆทานที่บ้านอนุสาวรีย์ ช่างเขามา ถามว่า "จะเอาขึ้นทางไหนครับ ?" อาตมาบอกว่า "ประตูซีวะ.." ช่างบอกว่า "เข้าไม่ได้ครับ" เราก็ตกใจ "เฮ้ย..ใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ ?"

พอลงไปดู ปรากฏว่ารูปใหญ่จนล้นหลังคาปิ๊กอัพเลย ตอนนั้นหลวงพี่อาจินต์ท่านม้วนรูปไว้ แล้วไปม้วนตามด้านกว้าง อาตมาเห็นก็นึกว่ารูปใหญ่กว่าของตัวเองนิดเดียว ไม่ได้นึกว่าจะใหญ่ขนาดนี้ เห็นแล้วยังตกใจ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-11-2010 เมื่อ 02:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 125 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:09



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว