กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > กระทู้ธรรม > ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 15-11-2011, 10:09
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,941
ได้ให้อนุโมทนา: 20,351
ได้รับอนุโมทนา 174,148 ครั้ง ใน 4,959 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

๑. “กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังตามมาให้ผล เช่น พระโมคคัลลานะถูกโจรทุบจนร่างกายแหลกเหลว ก่อนจะเหาะไปลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน และเรื่องของสมเด็จองค์ปัจจุบันที่ทรงตรัส ว่าเรื่องกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ คือ เรื่องน้ำขุ่น-น้ำใสก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ก็ยังตามมาให้ผลกับพระองค์ เป็นต้น”

๒. “หลังจากที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพานแล้ว เรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดก็ปั่นป่วนมาก บ้างสึกภายใน ๗ วัน บ้างจะสึก บ้างจะย้ายออกนอกวัด บ้างพาคนไปทัวร์นอกวัดบ่อย ๆ เป็นต้น ล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น ให้กำหนดจิตรู้ว่าเป็นไฟที่เผาผลาญนำความทุกข์ให้เกิดแก่จิต หากละวางได้ในปฏิปทาของคนอื่น จิตก็จักไม่รุ่มร้อนไปด้วยไฟปฏิฆะ เพราะไปรับรู้เรื่องที่ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่พระธรรม ไม่ใช่พระวินัย จิตไปเกาะอยู่ตามนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็นของร้อน”

๓. “นี่เพราะเจริญศีลไม่ถึงขั้นที่ ๓ ไปยินดีด้วยในกรรมชั่วของผู้อื่น จิตจึงไม่มีอุเบกขาเพียงพอ ความเยือกเย็นของจิตจึงยังมีกำลังไม่เพียงพอ ไปทุกข์ไปร้อนกับพฤติการณ์ละเมิดศีล ละเมิดธรรมของคนอื่นเข้า เขาเรียกว่าพรหมวิหาร ๔ ยังไม่เต็มจิต เพราะฉะนั้น จงหมั่นเจริญพรหมวิหาร ๔ ด้วยการเจริญศีล รักษาศีลให้ได้ครบทั้ง ๓ ขั้น เพราะศีลเป็นตัวปฏิบัติ พรหมวิหาร ๔ เป็นผล เป็นตัวคุมให้ศีลเต็มได้ถึง ๓ ขั้น จงอย่าละเลยจุดนี้ เพราะจุดนี้สำคัญมาก สัมมาทิฏฐิ-สัมมาสมาธิเกิดได้ตรงศีลบริสุทธิ์ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์ด้วย”
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 82 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 16-11-2011, 10:41
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,941
ได้ให้อนุโมทนา: 20,351
ได้รับอนุโมทนา 174,148 ครั้ง ใน 4,959 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

๔. “ให้สังเกตอารมณ์ของจิตในอันที่จักเกิดปัญญาได้ มีการพิจารณาธรรมได้คล่องตัว เพราะเวลานั้นเกิดศีลบริสุทธิ์ขึ้นในจิต จิตไม่ยุ่งกับปฏิปทาของผู้อื่นด้วย จิตวางกังวลในขันธ์ ๕ ลงด้วย จิตไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ ๕ ด้วย จิตสงบ จิตเป็นสุข มีสมาธิตั้งมั่น ปัญญาพิจารณาธรรมก็เกิดขึ้นตรงนั้น ให้จำอารมณ์ตรงนี้เอาไว้ให้ดี จักได้มีจิตพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และพิจารณาเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย อย่างเช่น การพิจารณากายคตาบวกอสุภะฯ และธาตุ ๔ อย่าใจร้อน ให้มีความใจเย็น เพียรพิจารณาไปอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วจักทำให้เกิดปัญญา พิจารณาร่างกายหรือขันธ์ ๕ ได้ตามความเป็นจริง ถ้าพิจารณาไปไม่ไหว ก็ให้ตรวจดูบารมี ๑๐ ว่าบกพร่องตรงไหนบ้าง ให้ปรับปรุงที่ตรงนั้น อย่างตัวใจร้อนถือว่าขาดเมตตาบารมี ไม่สงสารจิตของตนเอง ที่ไม่ยอมมีกำลังใจพิจารณาปลดขันธ์ ๕ ให้พ้นจากจิต ที่ยังมีความเร่าร้อนมัวเมาอยู่กับขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ต่อไปอีก ให้พิสูจน์กำลังใจหรือบารมี ๑๐ กันที่ตรงนี้”

๕. “อย่ากังวลกับเรื่องงานให้มากเกินไป หาเวลาพักผ่อนบ้าง เพื่อจักได้ไม่เบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป จิตที่อาศัยกายอยู่จักได้ไม่ถูกเบียดเบียนไปด้วย อย่าคิดเอาแต่รักษาจิตอย่างเดียวไม่ได้ จักต้องหมั่นรักษากายด้วย เพราะในขณะมีชีวิตอยู่นี้ กายกับจิตจักต้องคอยอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ให้สังเกตกายถูกเบียดเบียนเมื่อไหร่ จิตก็พลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย เพราะฉะนั้น จงอย่าเบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป มองตัวพอดีหรือมัชฌิมาเอาไว้บ้าง” (จุดนี้ก็คือว่าขาดเมตตาบารมี เพราะเป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย)

๖. “ให้เห็นธรรมดาของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่บนความเสื่อมแล้ว ก็ดับไปเป็นธรรมดาตามกฎของไตรลักษณ์ ดังนั้น... การช่วยเหลือคนก็ดี สัตว์ก็ดี ให้ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าไปหวังผลตอบแทน และเมื่อช่วยแล้วไม่ได้ผลตามที่เราหวัง ตามที่เราตั้งใจ ก็ปล่อยวาง ให้ถือว่านี่เป็นกฎธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างจักให้เป็นไปตามที่เราหวังดี สมปรารถนานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัด ปั่นป่วนมากหลังที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปแล้ว นี่ก็เป็นกฎของกรรมทั้งหมด สุดวิสัย อย่าไปฝืนกรรม ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม จงอย่าห่วงวัดท่าซุงมากไปกว่าห่วงจิตของตนเอง เพราะวัดท่าซุงไปรอดแน่ แต่ระยะนี้เป็นช่วงกรรมอกุศลให้ผลก็ต้องเป็นไปตามนั้น (๑๗ พ.ค. ๓๙) อย่ากังวลกรรมของผู้อื่น หรือกรรมของวัดให้เสียเวลา ถ่วงมรรคผลของการปฏิบัติเปล่า ๆ ตัดใจอย่าไปห่วงเรื่องภายนอก เอาเวลามาห่วงเรื่องภายใน คืออารมณ์จิตของตนเองดีกว่า” (จุดนี้ก็ขาดเมตตาบารมี เพราะขาดปัญญาบารมี)

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-11-2011 เมื่อ 01:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 59 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 17-11-2011, 11:11
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,941
ได้ให้อนุโมทนา: 20,351
ได้รับอนุโมทนา 174,148 ครั้ง ใน 4,959 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

๗. “ให้สังเกตอารมณ์จิต ในช่วงที่ได้พักผ่อนเพียงพอกับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีอารมณ์ต่างกันอย่างไร จิตที่มีร่างกายพักผ่อนเพียงพอมีอารมณ์ผ่องใสมากกว่า และพิจารณาธรรมอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็จงอย่าเพลิดเพลินกับการนอนมากจนเกินไป จักเป็นการติดสุขในการนอน พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิตนี้ ตรากตรำกายมากเกินไปก็ทุกข์เป็นอัตกิลมถานุโยค พึงระมัดระวังอย่าให้ไปตกอยู่ในส่วนสุด ๒ ประการนี้ พยายามหามัชฌิมาปฏิปทาของกายกับจิตให้พบ แล้วแต่ละคนพึงหาความพอดีของตนเองให้พบ แล้วการปฏิบัติธรรมไปย่อมจักมีผลดีได้

๘. “ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ความเบื่อหน่ายอันเป็นนิพพิทาญาณจักได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มิใช่เบื่อ ๆ อยาก ๆ อยู่เช่นในปัจจุบัน ให้เห็นโทษของการมีร่างกาย มันเต็มไปด้วยภาระและความทุกข์อยู่ตลอดเวลา (ภาราหะเว ปัญจักขันธา) ให้เห็นความเสื่อมของร่างกายหรือขันธ์ ๕ เมื่อวานนี้และตลอดมาจนถึงวันนี้ ให้จิตหมั่นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้ ไม่คลายจากอารมณ์พิจารณาธาตุ ๔ หรือขันธ์ ๕ จิตก็ทรงอยู่ในอำนาจของวิปัสสนาเป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำไป วางภาระภายนอกทิ้งไป เอาเวลามาทำกิจภายในให้เป็นกิจลักษณะเสียที อย่าเป็นผู้มีภาระมาก เรื่องของคนอื่นปล่อยวางเสีย

๙. “การที่รู้สึกมีอารมณ์เบื่อนั้นเป็นของดี แต่พึงรักษาอารมณ์อย่าให้เบื่อมากจนเกินไป จนเกิดเป็นความเศร้าหมองของจิต ความเบื่อขันธ์ ๕ เป็นของดี เพราะทุกภพ-ทุกชาติพวกเจ้าไม่เคยเบื่อขันธ์ ๕ ด้วยเหตุของการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงอย่างปัจจุบันนี้ ในอดีตหรืออดีตชาติที่ผ่านมา ถ้าหากจักเบื่อ ก็เบื่อด้วยเหตุภายนอกเข้ามาเป็นปัญหากระทบกระทั่งใจ ถือว่าเป็นอารมณ์เบี่อที่เจือไปด้วยความกลัดกลุ้มใจ มิใช่อารมณ์เบื่ออย่างในปัจจุบัน (เบื่อจากภายนอกกับเบื่อจากภายใน) ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอารมณ์เบื่อ ก็ต้องดูต้นเหตุให้ถึงที่สุดของความเบื่อจริง ๆ แล้วจักปลดอารมณ์ราคะและปฏิฆะได้ แต่ให้ระวังกำลังใจเบื่อไม่จริงเอาไว้ให้ดี กิเลสมารมันจักหลอกจิตได้ง่าย เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งแน่ใจในความเบื่อ ให้ค่อย ๆ ดูไป และพยายามเบื่ออย่างเบา ๆ อย่าให้อารมณ์เบื่อมันรุนแรงมากเกินไป จักทำให้เกิดอารมณ์เป็นทุกข์เสียประโยชน์เปล่า ๆ พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก อย่าใช้สัญญาคือความจำตัวเดียว จักไม่ได้มรรคผลที่แท้จริง

๑๐. “อย่าสนใจกับร่างกายให้มากจนเกินไป ให้พิจารณาจนเข้าใจถึงกฎธรรมดาด้วยว่า เมื่อเกิดมามีร่างกายแล้ว ก็จักต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นกฎของธรรมดาอันนี้ไปได้ สำคัญอยู่ที่จิตของพวกเจ้ายอมรับนับถือกฎธรรมดาได้มากแค่ไหน จุดนี้พึงพิจารณาให้มาก เพราะเป็นการเตรียมจิตเพื่อละซึ่งขันธ์ ๕ ให้ได้จริง ๆ ในยามที่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จักเข้ามาถึงร่างกายในกาลข้างหน้า คำว่ากาลข้างหน้าอย่าไปคิดว่าอีกนาน เพียงขณะจิตเดียวนี้ผ่านไป ขณะจิตเดียวข้างหน้าจักเข้ามา นั่นก็เป็นกาลข้างหน้าแล้ว และไม่พึงมีความประมาทในชีวิต เพราะร่างกายเป็นของเปราะบาง จักถึงแก่ความตายเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าคิดว่าจิตเราพร้อม เหตุการณ์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟดูดนั่นแหละ เป็นบทเรียนสอนจิตของเจ้าได้เป็นอย่างดี อย่างคุณหมอเคยคิดซ้อม ๆ เอาไว้ว่า ถ้ามีคนเอาปืนมาจ่อยิง จักเตรียมจิตพุ่งไปพระนิพพาน นั่นมันเป็นเพียงแค่คิดยังไม่ใช่ของจริง เพราะของจริง.. คำว่าอุบัติเหตุ คือเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จุดนี้ถ้าจิตไม่มีพระนิพพานให้มั่นคงแล้ว อย่างไรก็เตรียมจิตไม่ทันแน่(ก็คิดสงสัยว่า แม้แต่พระโสดาบันด้วยหรือ) ทรงตรัสว่า “เจ้าอย่าลืมสิ พระโสดาบันมี ๓ ระดับ ยังต้องเกิดเป็นมนุษย์ ๑ ชาติ ๓ ชาติ ๗ ชาติ เพียงแต่เมื่อถึงพระโสดาบันแล้ว ตายไปจะไม่ตกสู่อบายภูมิ ๔ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น พึงซ้อมจิตเตรียมรับอุบัติเหตุทุกรูปแบบเข้าไว้ให้ดี ๆ”


ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๙
รวบรวมโดย พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

ขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านได้ที่ www.tangnipparn.com

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-11-2011 เมื่อ 12:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 44 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:14



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว