กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 18-12-2014, 19:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default พระอาจารย์กล่าวให้โอวาท งานอุปสมบทหมู่ ๑๐๐ ปี หลวงปู่สาย

พระอาจารย์กล่าวให้โอวาท งานอุปสมบทหมู่ ๑๐๐ ปีชาตกาลพระครูสุวรรณเสลาภรณ์(สาย อคฺควํโส)
๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗


เรื่องพระองค์ที่ ๑๐ นั้น วินาทีแรกที่กำหนดใจดู..มืดสนิทเลย ผมตีความต่ำติดดินเลยองค์นี้ มาตอนหลังหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านชมผมว่าไอ้นี่โง่ดีมาก เรื่องของเจโตปริยญาณจะรู้ได้เฉพาะคนที่เสมอกันหรือต่ำกว่าเท่านั้น ถ้าคนที่สูงกว่าท่านตั้งใจปิด ไม่มีทางได้รู้หรอก กลายเป็นว่าความคิดของผมว่าพระจะดีต้องแก่ ๆ หน่อย ปรากฏว่าตอนนี้ผมเองซาบซึ้งเลยเพราะว่าผมแก่ ขออภัยท่านที่อายุเกิน ๕๐ ด้วยนะครับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระหลวงตาหาดีได้ยาก พระหลวงตาที่เชื่อฟังหาได้ยาก พระหลวงตาที่ไม่มีมานะหาได้ยาก สารพัดยากเป็น ๑๐ ข้อเลย เพราะว่าส่วนใหญ่สูงด้วยวัยวุฒิ สูงด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิคืออายุ คุณวุฒิคือคุณสมบัติเฉพาะตัว อาจจะเป็นความรู้สูง ฐานะดี ไม่ฟังใครหรอก วัดไหนมีหลวงตาเยอะ ๆ เครียดตายห่..!

วัดนี้มีหลวงตาจริง ๆ แค่ ๒ รูป เอาหลวงตาจริง ๆ นะครับ ที่วัดนี้เรียกทุกท่านว่าหลวงตา เป็นอุบายให้เจียมตัว สาว ๆ เด็ก ๆ เรียกพวกเราว่าหลวงตา จะได้สำนึกว่าแก่แล้ว จะได้ไม่ไปคิดจีบเด็ก เด็กวัดนี้ก็เวรกรรมจริง ๆ ตอนมานี่ขี้มูกราขี้ตากรัง พอครึ่งปีหนึ่งปีผ่านไปเริ่มสวยขึ้นเรื่อย ๆ ตอนรับไว้ผมก็ไม่ได้คัดไว้หรอก แต่มาดูดีไปเอง ในเมื่อเขาสอนกันให้เรียกว่าหลวงตา พวกเราก็รับ ๆ ไปเถอะครับ..!

ผมเองสมัยที่เข้าไปเป็นนักเรียนทหาร บรรดาชาวบ้านเขาเรียก "อา" กันทุกคน โดนหรือเปล่าผู้กอง ? ตอนเรียนเขาเรียกอาหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่ามีค่านิยมอย่างไร ? ชาวบ้านเขาเรียกทหาร แม้จะเพิ่งเข้าไปก็เรียกว่าอา ผมนึกไปนึกมาก็สงสัยว่า เขานึกว่าเราไป "อาศัย" เขาหรือเปล่า ? เขาก็เลยเรียกอาให้สำนึกตัว ค่านิยมของทหารเขาเป็นอย่างนั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-12-2014 เมื่อ 04:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 95 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 18-12-2014, 19:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าใครเป็นทหารเขาเรียกอานี่..โปรดรับไว้ด้วยนะ รับหรือไม่รับเขาก็เรียก คราวนี้ในเมื่อหลวงตาหาดีได้ยาก ที่ผมเจอมา เอาแค่วัดท่าซุงกับที่นี่ มั่นใจได้เลยครับ ถ้าขึ้นชื่อว่าหลวงตามีปัญหาทุกคน ที่วัดท่าขนุนมีหลวงตากวี ปีนี้อายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว หลวงตาปรีชาอายุ ๖๐ กว่าปี หลวงตาปรีชาบวชก่อน อายุน้อยกว่า หลวงตากวีบวชทีหลัง อายุมากกว่า คนหนึ่งยกอายุมาข่ม อีกคนหนึ่งยกพรรษามาข่ม ก็สนุกสนานเฮฮากันอยู่ทุกวัน ผมต้องเป็นกรรมการคอยห้ามมวยอยู่เรื่อย

ส่วนสมัยที่อยู่วัดท่าซุงก็มีหลวงตาหลายท่าน อันดับแรกก็หลวงตามหาแสวง เปรียญธรรม ๕ ประโยค ใครให้หลวงตามหาแสวงสอนขานนาคนี่ คุณเอ๊ย..ประสาทกลับทุกราย ออกบาลีไม่ชัดไม่ให้ผ่าน แล้วถัดมาก็หลวงตาสวัสดิ์ หลวงตาท่านฉันหมาก..ลิ้นแข็งหมดเลย แล้วเสียงแหบมาก ดันอาวุโสที่สุดครับ นำทำวัตรทุกวันท่านจะขึ้น "โย โส ภควาฯ" (เสียงเหมือนคนลิ้นแข็ง แหบสุด ๆ) คนรับจะตายให้ได้ สวดแทบไม่ไหว แล้วอย่าไปว่าท่านนะครับ ท่านมาด้วยความภาคภูมิใจในหน้าที่ของท่าน ต้องขึ้นนำสวดทุกวัน วันไหนหลวงตาสวัสดิ์ป่วยลงทำวัตรไม่ได้นี่..พวกผมแทบจะแก้บนกันเลย..!

หลังจากนั้นก็หลวงตามีชัย บางทีเราเรียกหลวงน้า หลวงตามีชัยผมเห็นแต่ความดีของท่านตลอด ท่านเป็นคนขยันสวดมนต์มาก ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว กลับกุฏิไป ท่าน จุดธูปแขก ๙ ดอกไหว้พระ สวดมนต์ต่อ ๒ ชั่วโมงทุกครั้ง ขยันสวดมนต์จริง ๆ ผมไปเห็นแล้วเอะใจก็ต่อเมื่อผ่านไปเป็นปีแล้ว บังเอิญว่าผมช่างสังเกต

ถึงเวลาวัดท่าซุงมีงาน ก่อนวันงานวันหนึ่งหรือ ๒ วัน ญาติโยมจะทยอยกันไปวัด ปกติแล้วหลวงตามีชัยจะสวดมนต์ทำวัตรของท่านอยู่ในกุฏินั่นแหละ ไม่ไปไหนหรอก แต่พอก่อนวันงาน ท่านจะห่มผ้ามาอย่างดีเลย แล้วก็เดินทักทายโยมทีละคน "เป็นอย่างไรโยม..เพิ่งมาถึงหรือ สบายดีหรือเปล่า ?" ดู ๆ แล้วเหมือนกับว่าท่านมีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่ความจริงไม่ใช่นะ เหมือนกับว่าท่านเก็บกด แล้วท่านออกมาหาคนคุยด้วย

ระวังนะครับ..ถ้าใครอยู่ต่อไปนาน ๆ การปฏิบัติของเราไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิดอาการเก็บกดแบบนี้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-12-2014 เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 92 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 18-12-2014, 19:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ผมเห็นแล้วผมก็ว่า "เออ..หลวงน้าเรายังใช้ไม่ได้" คำว่าใช้ไม่ได้ก็คือ ถ้ากำลังใจของเรายังต้องวิ่งหาโยมอยู่ ถือว่ายังใช้ไม่ได้ แล้วก็จริง ๆ ครับ ท้ายสุดหลวงน้ามีชัยบวชปี ๒๕๒๕ พอต้นปี ๒๕๓๖ ก็สึกครับ ตอนสึกอายุ ๗๒ ปี จะไปแต่งงาน..! เวลาผมไปกราบท่านว่า “เออ..ท่านเล็กยังดีนะ คนอื่นรู้ว่าผมจะสึก ก็ไม่กราบไม่ไหว้ผมแล้ว ยังมีท่านนี่แหละที่มากราบ” ผมถามว่า “หลวงน้ายังเป็นพระอยู่หรือเปล่า ?” ท่านบอกว่า “เป็นสิ” “ในเมื่อหลวงน้าเป็นพระ ผมก็ต้องกราบเป็นเรื่องปกติ” “แต่คนอื่นท่านไม่กราบผมแล้วละ”

ผมก็ถามท่านว่า "ถามจริง ๆ เถอะ อายุจนป่านนี้ แต่งงานไปจะไปทำอะไรเขาไหว ?" หลวงน้าว่า “ฮื้อ..ไอ้ท่านนี่ ผมอยากเที่ยว” ผมก็ว่า “หลวงน้าเป็นพระเที่ยวง่ายจะตาย” ท่านบอก “ท่านอย่าแกล้งโง่สิวะ..!” สรุปว่าผมโง่เอง ด้วยความที่ผมบ่มิไก๊มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ เลยคิดว่าพระแก่ก็บ่มิไก๊เหมือนกัน หลวงตาปรีชานี่ยืนยันกับผมเลย บอกว่า "ยิ่งแก่ยิ่งคึกครับอาจารย์" เพราะฉะนั้น..พวกคุณอย่าได้แก่เชียว..!

หลวงตาปรีชาอายุ ๖๐ กว่า สัญญาไว้กับเมียว่าจะบวช เมียป่วยตาย ก่อนตายสัญญากับเมียอย่างดิบดีเลย นี่ผมขอนินทาลูกศิษย์หน่อยเถอะ สัญญาไว้ว่าจะไม่แต่งงานใหม่ จะไปบวช ไม่รู้วันนั้นเป็นอย่างไร อยู่คนเดียวหลายวัน แกจะไปเที่ยวโรงน้ำชา ก็คือพวกผู้หญิงอย่างว่านั่นแหละครับ ออกจากบ้านที่หาดใหญ่แล้วเดินไป ไม่รู้ว่าภรรยาแกมายันเอาท่าไหนไม่รู้ ? ไปสะดุดฝาท่อแล้วล้ม แว่นตาหล่นไม่เท่าไร..ยังพอคลำหาเจอ ฟันปลอม ๒ ซี่หลุดกระเด็นไปในท่อ สงสัยว่าภรรยาแกทำให้รู้ว่า “เขี้ยวหลุดแล้วยังจะคึกอีกหรือ ?” ทำนองนั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-12-2014 เมื่อ 02:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 91 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 19-12-2014, 18:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ฉะนั้น..ในส่วนการปฏิบัติของพวกเรา ส่วนที่ละได้ยากที่สุดคือสักกายทิฐิ ตัวกู ของกู ส่วนนี้ผมชื่นชมหลวงพ่อวัดท่าซุงที่สุด บรรดาลูกศิษย์ของท่านแต่ละคน ใครได้ยินประวัตินี่หนาวกันทั้งนั้น อย่างผมนี่ถือว่าปลาย ๆ แถวเลย หัวแถวอย่างหลวงพ่ออนันต์ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านบอกว่าท่านรอดมาจนกระทั่งบวชตอนอายุ ๒๕ ปีได้อย่างไรก็ไม่รู้ ? ที่ไหนมีงานวัด มีรำวง ไปทุกที่แล้วก็มีเรื่องกันทุกที่ ไล่ตีไล่แทงกันชนิดวิ่งไล่กันข้ามทุ่ง จนเป็นสัญชาตญาณติดตัวขึ้นมา

วันนั้นหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านว่า “ไปตามอนันต์มาหน่อย..พ่อมีธุระ” ผมก็เข้าไปที่ท่านเจ้าคุณอยู่ ตอนนั้นวิหารร้อยเมตรเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีห้องอยู่ทางด้านหลังหลวงพ่อพระพุทธชินราช ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าท่านเจ้าคุณก็ยังพักอยู่ที่นั่น ผมเปิดประตูเข้าไปเห็นท่านหลับ ก็เข้าไปใกล้ “หลวงพี่ครับ” ท่านสะดุ้งเฮือกขึ้นมาแล้วคว้าของข้างตัว ผมโดดถอยหลัง ๓ ก้าวเลย แสดงว่าบวชมา ๒๐ กว่าพรรษาแล้ว สัญชาตญาณนักเลงเก่ายังไม่ลืม ได้ยินเสียงก็ควานหาอาวุธข้างตัวไว้ก่อน ตั้งแต่นั้นมา..ถ้าผมต้องไปเรียกท่านผมจะเปิดประตูชะโงกหน้าเข้าไปนิดเดียว เรียกให้รู้ตัวแต่ไกลก่อน

หลวงพี่ประทีป ท่านมรณภาพไปแล้ว ไม่เป็นไร..นินทาได้ เพราะรักกันมาก ท่านไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว หลวงพี่ประทีปก่อนบวชท่านยกเค้าตำรวจ ๓ บ้านติดกัน ย่องเข้าไป..มีเท่าไรขนหมดบ้าน เขาเรียกว่ายกเค้า หลวงพี่ประทีปเป็นนักเรียนช่างกลปทุมวัน มีเรื่องตีกันอยู่ตลอด แล้วตำรวจก็หาเรื่องจับแต่ช่างกล ถ้าจะจับช่างกลปทุมวันแล้วให้ได้อาวุธนี่ต้องไปจับผู้หญิง ผู้ชายเอาอาวุธฝากผู้หญิงไว้หมด

คราวนี้พี่ทีปท่านว่า “อยากจับกูดีนัก กูก็เลยเอาคืน” ตอนที่ท่านเล่านี่ท่านบวชมาเกิน ๒๐ พรรษาแล้ว คดีหมดอายุความไปแล้วครับ ไม่อย่างนั้นโดนแน่ ท่านเลือกเอาแต่ตำรวจ โดยเฉพาะคนที่เคยจับท่านบ่อย ๆ ยกเค้า ๓ บ้านรวดเลย ลูบคมกันชัด ๆ กระตุกหนวดเสือกันเห็น ๆ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ตัวเล็ก : 20-12-2014 เมื่อ 10:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 82 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 19-12-2014, 18:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตรงจุดนี้ทุกท่านจะเห็นว่า บรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้น เสือ สิงห์ กระทิง แรด ทั้งนั้นแหละ ลำพังถ้าไม่ใช่หลวงพ่อวัดท่าซุง ไม่มีใครเอาฝูงนี้อยู่แน่ ผมมั่นใจ แต่ว่าทุกคนก็ยอมหมอบราบคาบแก้วให้กับท่าน ผมเห็นเลยครับว่านี่คือ “สังโฆ อัปปมาโณ” คุณของพระสงฆ์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน มีความสามารถขนาดไหน แสบไส้มาขนาดไหน ท้ายสุดต้องมาหมอบราบคาบแก้วลงตรงนี้ทั้งหมด

ผมถึงได้บอกคนที่ไปวัดท่าซุงว่า ถ้าคุณไม่เห็นว่าพระสงฆ์มีคุณความดีอย่างไร ให้ไปเดินรอบวัด ถ้าคุณไม่หลงทาง ประมาณ ๑ ชั่วโมงน่าจะเดินได้ทั่ว ถ้าเหงื่อท่วมตัวกลับมาแล้วยังไม่รู้ว่าคุณพระสงฆ์คืออะไร ก็ไปเดินใหม่อีกที วัดท่าซุงช่วงนั้นหนังสือพิมพ์บ้านเมืองตีราคาสิ่งก่อสร้างไว้สี่พันกว่าล้านบาท สี่พันกว่าล้านนี่ถ้าเป็นงบประมาณของกรมหรือกระทรวงก็นิดเดียว แต่หลวงตาบ้านนอกองค์หนึ่ง สิ่งก่อสร้างสี่พันกว่าล้านนี่เราต้องคิดนะครับ ว่าศรัทธาญาติโยมทุ่มเทให้ขนาดไหน ถ้าขนาดนี้แล้วคุณยังไม่เห็นคุณพระสงฆ์ ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ถึงได้บอกพวกเราทุกคนว่า ส่วนที่ยากที่สุดก็คือสักกายทิฐิ ความถือตัวถือตนนี่แหละ เราจะถือตัวกับใครก็ได้ แต่ผมยืนยันว่า ไม่ต้องไปถือตัวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าถือตัวกับคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เสียเวลาบวชเปล่า ๆ สิ่งที่ท่านสอนเรามา เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ สมบูรณ์บริบูรณ์อยู่แล้ว ตัดออกก็ขาด เติมเข้าก็เกิน ไม่ต้องเสือกทะลึ่งไปคิดแก้ไขอะไรเลย

โดยเฉพาะท่านตือ ทำตามเถอะครับ ทางใหม่มีแต่เสียเวลา เดินตามทางเก่านี่แหละ แล้วเราค่อยไปต่อยอดเอาทีหลัง ไม่อย่างนั้นจะยากเกินไป ผมยืนยันว่านอกจากสมเด็จองค์ปฐมแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนที่เดินทางของตนเองอย่างแท้จริง เพราะมีแนวให้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพระองค์ท่านไม่ต้องไปง้อใครเท่านั้นเอง ถืงเวลาแม้ว่าทางจะไปไม่ค่อยไหว ก็พยายามที่จะบุกฝ่ากันไป
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-12-2014 เมื่อ 04:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 19-12-2014, 18:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรามาคิดดูว่า พระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป นี่เป็นแค่ช่วงสุดท้ายเท่านั้น บาลีท่านบอกว่า จิตติตัง สัตตะสังเขยยัง คิดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้านี่ ๗ อสงไขยครับ นะวะสังเขยยะ วาจะกัง พูดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๙ อสงไขย ๑๖ เข้าไปแล้วครับ แล้วถึงมาทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เกิดกันนับชาติไม่ถ้วน ถ้าหากว่าทุกชาติเกิดมาแล้วกระดูกยังเหลืออยู่นี่ก็ท่วมโลกเลย

พระองค์ท่านเกิดมายากขนาดนั้น สิ่งที่พระองค์ท่านทุ่มเทมามากมายขนาดไหน ? ผ่านมากี่ชาติกี่ภพ พระองค์ท่านว่า แค่หยาดน้ำตาที่เสียไปเพราะความเสียใจในแต่ละชาติ รวมแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ ที่พูดตรงนี้เพื่อจะบอกกับพวกเราว่า ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น ยากลำบากจนเราประมาณไม่ได้ แต่พระองค์ท่านตรัสว่า “ตั้งแต่เกิดมาแล้วตั้งความปรารถนาในพระโพธิญาณ ตลอดสังสารวัฏที่ยาวไกลไม่เห็นต้นเห็นปลายนี้ คำว่าท้อไม่เคยปรากฏขึ้นในใจเลย” ไหวไหมครับ ? แต่ของเรานี่ไม่ท้ออย่างเดียว ถอยไปนานแล้ว

กำลังใจของเราได้สักเสี้ยวหนึ่งของท่านไหมครับ ? เกิดมานับชาติไม่ถ้วน นับกัปไม่ถ้วน คำว่า "อสงไขย" นี่แปลว่านับไม่ได้ครับ แต่ที่นับไม่ได้คือเรานับ ส่วนพระที่ท่านอภิญญาก็ดี พรหมเทวดาก็ดี ท่านนับได้ครับ ทำไมจะนับไม่ได้ ? ท่านเปรียบว่าเหมือนมีภูเขาเนื้อหินล้วนลูกหนึ่ง กว้างยาวสูงด้านละ ๑ โยชน์ ก็คือ ๑๖ กิโลเมตร ร้อยปีเทวดาเอาผ้าเนื้ออ่อนเหมือนสำลีมาเช็ดครั้งหนึ่ง ร้อยปีมาเช็ดครั้งหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นสึกเสมอพื้นเมื่อไรได้เวลาใกล้เคียง ๑ กัป เป็นเราครั้งแรกจะได้เช็ดไหมครับ ? ตั้งร้อยปี

ในเมื่อครั้งแรกก็ไม่รู้ว่าจะได้เช็ดหรือเปล่า ? เลยนับไม่ได้ เพราะเราเองอยู่ไม่ถึง แต่ว่าพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดีท่านนับได้ ที่ศัพท์ว่า อ+สังขยา หรืออสงไขย แปลว่า นับไม่ได้นั้น พวกเรานับไม่ได้ครับ ตลอดสังสารวัฏที่ยาวนานไม่เห็นต้นไม่เห็นปลาย พระท่านตรัสว่า แม้แต่คำว่าท้อก็ไม่เคยปรากฏขึ้นในใจเลย โอ้พระเจ้า..ถ้าว่ามาถึงตรงนี้แล้วใครยังไม่เห็นพุทธคุณ ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-12-2014 เมื่อ 02:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 80 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 20-12-2014, 10:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ผมถึงได้ยืนยันว่า จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เก่งว่าพวกท่านทุกคนเลย ถ้าพวกท่านทุกคนมีความ “เข้าใจ” เหมือนกับผม จะเก่งเหมือนกันหมด คือ พุทธคุณนี้ครอบคลุมอยู่ในทุกอณูอากาศรอบตัวเรา เราจะน้อมใจเชื่อด้วยความศรัทธา แล้วน้อมนำเอาพุทธคุณนั้นมาหรือไม่เท่านั้นเอง ชักเห็นทางหน่อย ๆ แล้วใช่ไหมครับ ?

รอบตัวเรามีแต่คุณพระศรีรัตนตรัย มีแต่คุณความดีของพรหมเทวดา ถ้าเรารู้จักมองโลกในแง่ดี เราก็เลือกเอาแต่ส่วนที่ดี ๆ มาใช้งาน แต่บางคนมองโลกในแง่ร้าย เป็นสันดานที่สั่งสมมา แล้วแก้ไม่ได้ด้วย โดยเฉพาะพระครูแสงน้องชายผม ใครลองไปคุยกับท่านดู ผมรับประกันเลยครับว่าท่านไม่เคยชมใคร มีแต่ว่าอย่างเดียว..ใช่ไหม ? ท่านนินทามากี่คน ? แม้กระทั่งผมก็โดน ...(หัวเราะ)... นั่นคือลักษณะของคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาทุกข์เข้าว่า

ในเมื่อเอาทุกข์เข้าว่าแล้ว ชีวิตนี้อย่าหวังเลยว่าจะพบความสุข แต่ถ้าเราเอาสุขเข้าว่า มโนเสฏฺฐา มโนมยา สูงสุดก็ที่ใจ สำเร็จก็ที่ใจ เพราะใจประเสริฐสุด เราคิดแต่ในด้านดี เราก็จะได้รับผลแต่ในด้านดี เพราะว่าความดีดึงดูดกันเอง ขณะเดียวกัน..ความชั่วก็ดึงดูดกันเอง

สมัยก่อนผมกราบหลวงปู่ฝั้นเป็นครูเป็นอาจารย์ ท่านบอกว่า “ถ้าใจดี อะไร ๆ ก็ดีหมด ทำไร่ไถนาก็ดี ทำมาค้าขายก็ดี เรือนชานบ้านช่องก็ดี” ใจดีครับ ถ้าใจดีทุกอย่างดีหมด นี่แหละครับ ลักษณะที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาสอนให้คิดในแง่บวก (Positive Thinking) คิดในแง่บวกไว้ แล้วจะดึงเอาความดีเข้ามา ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ The secret ที่ขายดีนักหนา เขาบอกวิธีการคิดในด้านบวกนี่แหละ

ฉะนั้น..วิธีคิดในด้านบวกที่ดีที่สุดของพวกเรา คือ อนุสติครับ ระลึกถึงพระพุทธ ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงคุณความดีของพรหมเทวดา ระลึกถึงความตายเพื่อไม่ประมาท ระลึกถึงความเป็นจริงของร่างกายนี้ ระลึกคุณของทาน ระลึกถึงคุณของศีล ท้ายสุดไม่มีอะไรจะทำก็ระลึกถึงพระนิพพานเอาไว้ จิตของเรามีสภาพจำ โดยเฉพาะจิตเรานั้น รับความดีรับความชั่วได้ทีละอย่างเดียว รับสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครหัวเราะและร้องไห้พร้อมกันได้ ต้องทำทีละอย่าง

ในเมื่อเราเอาความดีเข้ามาไว้ในใจเราแล้ว ความชั่วย่อมเข้ามาไม่ได้ ถ้าความดีอยู่ในใจของเรามาก ๆ ก็ดึงดูดเอาของดี คนดีเข้ามา ถ้าความชั่วอยู่ในใจของเรามาก ๆ ก็จะดึงเอาของไม่ดี คนไม่ดีเข้ามา นี่เป็นหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์เลย เพียงแต่ว่าพิสูจน์ได้ยากเท่านั้นเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-12-2014 เมื่อ 02:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 75 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 20-12-2014, 10:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..ในส่วนที่ผมบอกกับพวกท่านในวันนี้ก็คือ ถ้าเรารักษากำลังใจของเราเอาไว้ในแง่ดี โดยยึดคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยึดคุณของศีลเป็นที่พึ่ง รู้ไหมครับว่าคาถาบทที่ผมใช้เป็นประจำเลยขึ้นต้นด้วยอะไร ในเหรียญพุทธบารมีนั่นแหละครับ มีใครอ่านออกบ้างไหม ? “สัจจัง ปะระมัง โลเก สีละคุเณ อะนุตตะโร”

สัจจัง ปะระมัง โลเก สิ่งที่เที่ยงแท้ที่สุดในโลก สีละคุเณ อะนุตตะโร คือคุณของศีลที่ไม่มีอะไรประมาณได้ อายันตุ โภณโต อิธะ ทานะ สีละ เนกขัมมะ ปัญญา สะหะ วิริยะ ขันตี สัจจาธิษฐานะ สะเมตตุเปกขา ยุทธายะโว คัณหะ อาวุธาตีติ เขาเรียก คาถาอาวุธพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ให้ท่องเฉย ๆ นะครับ

แต่ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้ามีคุณความดีทั้ง ๑๐ อย่าง คือบารมี ๑๐ นี้ พระองค์ท่านถึงเป็นพระพุทธเจ้าได้ ถ้าหากว่าพวกเราปฏิบัติตาม เราก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่เราเป็นอนุพุทธะ คือผู้รู้ตาม อนุแปลได้ ๓ อย่าง แปลว่าน้อย แปลว่าภายหลัง แปลว่าตาม อนุภรรยาก็เมียน้อย อนุชนคือคนรุ่นหลัง อนุเคราะห์คือให้ความสงเคราะห์ตามไป หรือไม่ก็อนุโมทนา ยินดีตามไป

ในเมื่อเรารู้ตามพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่าอนุพุทธะ เป็นผู้รู้ตาม ถ้าหากว่ารู้เองแต่ไม่สอนใคร เรียกว่าปัจเจกพุทธะ ผู้รู้เฉพาะตน แต่จะว่าไม่สอนท่านก็สอนนะ แต่ท่านสอนศีล สมาธิ ปัญญาเบื้องต้น ไม่สอนจนถึงมรรคผล ยกเว้นว่าใครมีวิสัยของความเป็นปัจเจกพุทธด้วยกัน ท่านก็จะสอนจนถึงที่สุด ถ้าเรายึดคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริง ๆ ทั้งโลกนี้และโลกหน้าก็ไม่มีอะไรที่เราต้องกลัวเลย

พระนักธรรมตรีท่านเรียนกันมาแล้ว เวสารัชชกรณธรรม ธรรมที่ทำให้กล้า ข้อแรกคือศรัทธา ความเชื่อมั่น ความเลื่อมใสอย่างสุดจิตสุดใจ รัชกาลที่ ๖ ตรัสถามเสด็จในกรมหลวงชุมพรว่า “อาภากร..เธอไปเที่ยวเรียนวิชา เที่ยวไปสักยันต์ให้อยู่ยงคงกระพัน เธอคิดจะชิงราชบัลลังก์หรือ ?” พระเจ้าแผ่นดินถามอย่างนี้เป็นพวกเราก็เข่าอ่อนแล้ว..ใช่ไหม ? เสด็จในกรมหลวงชุมพรทูลว่า “ความคิดปรารถนาในราชบัลลังก์แม้แต่นิดเดียวก็ไม่เคยมี ถ้าหากว่าสิ่งที่เอ่ยมาไม่ใช่ความจริง ขอคุณพระอย่าได้คุ้มครองเลย” แล้วท่านก็ชักปืนใส่ปากอม เหนี่ยวไกหมดโม่เลย ไม่ลั่นแม้แต่นัดเดียว ถ้าเป็นพวกเราคงได้ "กุสลา ธัมมาฯ" กันไปแล้ว เพราะท่านเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยครับ

๑.ความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่าดีจริง ๒.เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจจะมีวัตถุมงคลอะไรบางอย่างที่เรายึดมั่นเป็นเครื่องรางของขลังไว้กับตัวของเรา ๓.เชื่อมั่นในผู้นำ คนนี้เก่ง มีความสามารถ พาเราไปรอดแน่ ๔.เชื่อมั่นในตัวเอง ทำอย่างไรที่เราจะก้าวไปให้ถึงจุดที่เชื่อมั่นในตัวเองได้ ..ต้องทำ ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วเกิดผล จะค่อย ๆ สั่งสมเป็นความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แล้วท้ายที่สุดก็จะไม่หวั่นไหวต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-12-2014 เมื่อ 02:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 73 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 20-12-2014, 10:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 22,138
ได้ให้อนุโมทนา: 85,598
ได้รับอนุโมทนา 3,580,143 ครั้ง ใน 25,583 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ท่านอยู่ในสมาคมของท้าวมหาพรหมก็ดี ของพระอินทร์ก็ดี ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็ดี ของกษัตริย์ก็ดี ของพราหมณ์มหาศาลก็ดี พระองค์ท่านไม่รู้สึกว่าหวั่นไหวเลย ก็คือไม่เก้อไม่เขินอะไรเลย ไม่ว่าเขาจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม เพราะตถาคตมั่นใจในฐานะของตนว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ ตถาคตปฏิญาณว่าตรัสรู้แล้ว ไม่มีใครคัดค้านได้ว่าตถาคตตรัสรู้ไม่จริง เห็นความเชื่อมั่นของพระองค์ท่านไหม ? เกิดจากความสั่งสมความสามารถมาทีละเล็กทีละน้อย ชาติแล้วชาติเล่า จนกระทั่งตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ มั่นใจในความรู้ความสามารถของพระองค์ท่านเอง

ไปนึกถึงไกรทอง ชายไทยแท้ความสูงไม่น่าเกิน ๑๖๕ เซนติเมตร ตัวดำปี๋ ไปดวลกับชาละวัน พญาจระเข้ความยาว ๙ วา ก็ ๑๘ เมตรครับ ขนาดร่ายมนต์คาถาผูกปากไอ้เข้ไว้แล้ว ชาละวันอ้าปากกัดไม่ได้ ยังเอาคางเกยแพล่มเลย ถ้าเป็นเราก็ “กูตะกายขึ้นบกดินเป็นร่องไปแล้ว” แต่เขาบอกว่า ไกรทองเข้าชิดติดชนัก หอกยาวเกิน ติดตัวแล้วแทงไม่ถนัด จมน้ำสำลักไม่ยักหนี ทิ้งชนักควักมีดกรีดกุมภีล์ เชื่อดีต่อสู้ไม่รู้รา มั่นใจในความรู้ตัวเอง มั่นใจในฝีมือที่ครูบาอาจารย์อบรมมา “ไอ้จิ้งจกตัวแค่นี้..สบายมาก” ไอ้จิ้งจกตัวนั้นยาว ๙ วานะครับ..!

เวลาคุณต้องการความอยู่ยงคงกระพัน คุณต้องสร้างอำนาจจิตตัวเองขึ้นมา เห็นมีดเห็นปืนอย่าไปหวั่นไหวครับ ให้เห็นเป็นของเด็กเล่น ไอ้พลาสติกแค่นี้ทำอะไรกูไม่ได้หรอก ถ้าเรามั่นใจขนาดนั้นก็จะป้องกันตัวเองได้จริง ๆ เพราะฉะนั้น..เรื่องในลักษณะอย่างนั้นเราก็ต้องมีสิ่งที่ยึดมั่น ก็คือคุณพระรัตนตรัย ถ้าเราเกิดประสบการณ์จากการปฏิบัติมามากขึ้นไปเรื่อย ๆ ความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา เมื่อความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจนถึงที่สุด ก็ไม่หวั่นไหวในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยึดมั่นในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ถึงเวลานั้นแล้ว กติกาความเป็นพระโสดาบันก็ไม่ไปไหนแล้วครับ

ที่พระท่านไปธุดงค์กัน ประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเผชิญกับอันตรายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนร้าย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้าย ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปิศาจ ไม่ว่าจะเป็นเทวดาที่มากลั่นแกล้ง แต่ท้ายสุด ทุกอย่างต้องสยบลงด้วยอำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัย ท่านก็จะเห็นว่า ไม่มีอะไรเหนือกว่าคุณพระรัตนตรัยอีกแล้ว ครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ความมั่นใจจะเกิดขึ้นท่วมท้นทุกขณะ ท้ายที่สุดก็ยึดมั่นโดยไม่คลอนคลาย นั่นคือกติกาความเป็นพระโสดาบันข้อแรก คือ เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงจัง ก็เหลือแต่ทวนศีลตัวเองให้บริสุทธิ์ เพิ่มความรู้สึกว่าเราต้องตาย ....(ไฟล์ไม่สมบูรณ์ เสียงขาดหายเพียงเท่านี้)....


พระครูวิลาศกาญจนธรรม
ให้โอวาทงานอุปสมบทหมู่ ๑๐๐ ปี หลวงปู่สาย
วันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗

(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยรัตนาวุธ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-12-2014 เมื่อ 02:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 78 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:13



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว