กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 13-02-2017, 20:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,941
ได้ให้อนุโมทนา: 58,410
ได้รับอนุโมทนา 2,645,358 ครั้ง ใน 19,179 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออกให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ตามที่เรามีความถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ สิ่งที่อยากจะบอกพวกเราในวันนี้ คือ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นการที่เราต่อต้านกับอำนาจของกิเลส การที่เราตกเป็นทาสของกิเลสมาชาติแล้วชาติเล่าจนนับชาติไม่ถ้วน ต่อสู้กับกิเลสเมื่อไรเราก็พ่ายแพ้ แต่ถ้าเราท้อถอยไม่คิดที่จะต่อสู้ดิ้นรนอีก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

เพราะว่าการที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมแล้วน้อมนำมาปฏิบัตินั้น แปลว่าศักยภาพของเราเพียงพอที่จะต่อสู้กับกิเลสได้ แต่การที่พวกเราสู้กับกิเลสเมื่อไรก็แพ้ ทำให้บางคนหมดกำลังใจ จึงอยากจะให้เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า

จริง ๆ แล้วเรื่องของกิเลสคือ รัก โลภ โกรธ หลง นั้นมีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะอำนาจรัก โลภ โกรธ หลง ที่ชักจูงเรามาชาติแล้วชาติเล่า ทำให้เราต้องพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วนนั้น ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเกิดมากี่ชาติก็ตาม เราก็โดนกิเลสครอบงำเช่นนี้ ชักจูงเช่นนี้ ทำร้ายและทำลายความดีของเราเช่นนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้เราควรที่จะเบื่อหน่ายได้หรือยัง ? เพราะไม่ว่าจะเกิดกี่ชาติก็ตาม เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสอยู่ร่ำไป ตกอยู่ในกองทุกข์อยู่ร่ำไป
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 41 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 13-02-2017, 20:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,941
ได้ให้อนุโมทนา: 58,410
ได้รับอนุโมทนา 2,645,358 ครั้ง ใน 19,179 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อมองในแง่มุมนี้ เรากลับจะได้มีกำลังใจว่า แท้จริงแล้วกิเลสต่างหากที่ส่งเสริมให้เราอยากจะพ้นทุกข์ เนื่องจากว่าตกเป็นทาสของกิเลสมาเนิ่นนานจนน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน เกิดกี่ชาติก็ตกเป็นทาสของกิเลสเช่นนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เราควรที่จะเบื่อหน่ายและหลีกหนีมันไปได้หรือยัง ?

ถ้าหากว่ามองในแง่อย่างนี้ เราก็จะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วกิเลสนั้นมีคุณค่า แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจก็ตาม เปรียบเหมือนกับอุจจาระปัสสาวะ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ถ้าเรานำมาทำเป็นปุ๋ย ก็สามารถที่จะเพาะต้นไม้ให้งอกงามได้ หรือว่านำมาหมักเป็นแก๊สชีวภาพ ก็สามารถที่จะนำมาใช้งานในครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพได้

เรื่องของกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ที่จูงจมูกเรามาชาติแล้วชาติเล่า ก็จะทำให้เรารู้จักเข็ด รู้จักเบื่อ สมควรที่จะดิ้นรนหลีกหนีได้แล้ว เมื่อเราคิดในแง่มุมนี้ เราจะเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้ฟันฝ่ากับกิเลสต่อไป แต่ว่าการต่อสู้นั้นเราก็ต้องรู้ว่าเราสู้กับใคร สู้ด้วยวิธีใด เรียกว่า รู้เขารู้เรา จึงสามารถที่จะรบชนะข้าศึกได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 14-02-2017 เมื่อ 09:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 15-02-2017, 18:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,941
ได้ให้อนุโมทนา: 58,410
ได้รับอนุโมทนา 2,645,358 ครั้ง ใน 19,179 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การที่จะสู้กับกิเลสนั้น ในเบื้องต้นเราต้องมีศีลเป็นเกราะ มีศีลเป็นเครื่องกำบัง มีศีลเป็นเครื่องป้องกัน ก็คือ เราต้องทบทวนศีลทุกสิกขาบทของเราให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล เมื่อเราระมัดระวังรักษาไม่ให้ศีลของเราขาดตกบกพร่อง สติที่เราทุ่มเทลงไปก็จะสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นกับเรา เราก็แค่กำหนดลมหายใจเข้าออกเพิ่มเติม เพื่อให้สติอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันเฉพาะหน้า ไม่ไปในอดีต ไม่ไปในอนาคต ไม่ฟุ้งซ่านจนกระทั่ง รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น

เมื่อสมาธิเริ่มทรงตัวตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป อำนาจของสมาธิก็จะกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงได้ชั่วคราว ความสุขกายสบายใจจะเกิดขึ้นแก่เรา เราก็พิจารณาต่อไปว่า นี่แค่อำนาจของโลกียฌาน แค่ปฐมฌานเท่านั้น ยังทำให้เรามีความสุขกายสบายใจจนขนาดนี้ อำนาจของฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ย่อมทำให้เราสงบสงัดจากกิเลสได้แน่นอนยิ่งขึ้น ทำให้เรามีความสุขกายสบายใจยิ่งขึ้นไปอีกตั้งเท่าไร ในเมื่อเป็นเช่นนั้น อารมณ์ของบุคคลที่ทรงโลกียฌาน อย่างเช่นเรายังมีความสุขได้ขนาดนี้ บุคคลที่ทรงความเป็นพระโสดาบันจะมีความสุขขนาดไหน ? เพราะว่าพระโสดาบันนั้นสามารถปิดอบายภูมิได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่ไปเกิดในเขตของ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานอีกแล้ว ปลอดภัยในวัฏสงสารไปเกินครึ่งแล้ว ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?

พระสกทาคามีที่ชำระจิตใจให้ รัก โลภ โกรธ หลง เจือจางบางเบาลงจริง ๆ แล้ว จะยิ่งมีความสุขขึ้นไปเท่าไร ? พระอนาคามีที่ไม่ต้องลงมาเกิดอีกแล้ว สามารถปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นที่เบื้องบนเลย จะมีความสุขยิ่งยิ่งขึ้นอีกเท่าไร ? ส่วนพระอรหันต์ที่ชำระกิเลสจนหมดจดไม่มีหลงเหลือ มีสภาพของจิตผ่องใส รัก โลภ โกรธ หลง ไม่สามารถจะก่อเกิดได้ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาทำให้จิตใจของท่านเศร้าหมองได้อีกแล้ว ท่านจะมีความสุขขนาดไหน ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-02-2017 เมื่อ 21:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 15-02-2017, 18:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,941
ได้ให้อนุโมทนา: 58,410
ได้รับอนุโมทนา 2,645,358 ครั้ง ใน 19,179 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว เราจะเห็นชัดว่าคุณของพระรัตนตรัยเป็นอย่างไร เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นจอมอรหันต์ทั้งหมด พระองค์ท่านจะยิ่งมีความสุขขนาดไหน ? เราก็จะเกิดความเคารพใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงใจ ไม่ล่วงเกิน ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

เราแค่เพิ่มเติมปัญญาลงไปว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา เกิดมาเมื่อไรก็ต้องตายเช่นนี้ แต่ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาประสบกับความทุกข์ยากลำบาก เกิดมาบนกองกิเลสที่แผดเผาเราอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ จะไม่มีสำหรับเราอีก เราต้องการที่เดียวคือพระนิพพาน ซึ่งสงบ ดับ เย็นจากกิเลสทั้งปวง

เมื่อทำกำลังใจเช่นนี้แล้ว เราก็เอาจิตของเราเกาะในพระนิพพาน หรือเกาะภาพพระของเราไว้ ประคับประคองรักษาอารมณ์เช่นนี้ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ลำดับต่อไปขอให้ท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยทาริกา)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-02-2017 เมื่อ 21:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:15



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว